xs
xsm
sm
md
lg

เยรีโค เมืองเก่าแก่ที่สุดในโลก

เผยแพร่:   โดย: Marsmag

ในบรรดาเมืองเก่าแก่ที่สุดในโลก แบบที่เป็นของแท้และดั้งเดิมจริงๆ คงจะต้องยกให้ ‘เยรีโค’ (Jericho) ชื่อเมืองนี้มีถึงสามความหมายด้วยกัน ความหมายแรกแปลว่าเมืองแห่งพระจันทร์ ความหมายที่สองเมืองแห่งต้นปาล์ม และสุดท้ายคือเมืองแห่งความหอม ทั้งสามความหมายนั้นเป็นสิ่งที่ชาวเมืองภาคภูมิใจเป็นอันมาก เพราะเป็นความหมายที่มีเรื่องราวอยู่ในนั้นแทบทั้งสิ้น

เยรีโคเป็นเมืองที่มีการตั้งรกรากของประชากรมายาวนานกว่า 11,000 ปี เก่าแก่กว่าบาลิโลนและอียิปต์มาก ถูกกล่าวถึงในคัมภีร์ไบเบิลอยู่หลายตอน เยรีโคตั้งอยู่ในเขตเวสต์แบงก์ ปาเลสไตน์ ใกล้กับแม่น้ำจอร์แดน และมีประชากรอาศัยอยู่ไม่เคยขาด แม้จะขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองที่เก่าแก่ที่สุด แต่เยรีโคก็ไม่ใช่เมืองหลวงของปาเลสไตน์แต่อย่างใด เพราะสำหรับชาวปาเลสไตน์แล้ว ถือว่ากรุงเยรูซาเล็มคือเมืองหลวง ดันไปซ้ำเมืองหลวงกับประเทศอิสราเอล ที่มีกรุงเยรูซาเล็มเป็นเมืองหลวงเช่นกัน ปัญหาโลกแตกจึงเกิดขึ้นตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจนกระทั่งถึงทุกวันนี้

แม้จะเป็นเมืองเก่าแก่ แต่เยรีโคก็มีประชากรอาศัยอยู่ราวๆ 20,000 คน ถนนที่จะไปเยรีโคคือถนนหมายเลข 437 ซึ่งเราจะสามารถมองเห็นทุ่งโล่งและภูเขาสลับกันไปมา สวยงามมาก เราจะเห็นชาวเบดูอินอยู่ประปรายรายทาง มีทั้งฝูงอูฐและฝูงม้าให้เห็นเป็นระยะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตรงที่เป็นทะเลทรายเรียกว่า Judaean desert จะมีอูฐแสนเชื่องนั่งยิ้มรอให้เราถ่ายภาพอย่างใกล้ชิด ชาวเบดูอินคอยกำกับท่าโพสให้อีกด้วย ทะเลทรายตรงนี้ถือว่าเป็น semi-desert คือไม่ถึงกับเป็นทะเลทราย แต่มีดินบ้างหินบ้างปะปนกันไป

สถานที่แรกที่พลาดไม่ได้คือ ‘ต้นมะเดื่อของศักเคียส’ ตามเรื่องราวในไบเบิล ในสมัยของพระเยซูนั้น พระองค์ได้เดินทางผ่านเมืองเยรีโคเพื่อไปฉลองเทศกาลปัสกาที่กรุงเยรูซาเล็ม ศักเคียสคนเก็บภาษีร่างเตี้ยหน้าเลือดมาก ปีนขึ้นไปบนต้นมะเดื่อเพื่อจะได้มองเห็น และฟังคำสั่งสอนที่พระเยซูเทศนาในวันนั้น หลังจากนั้นพระเยซูไปเยี่ยมบ้านของศักเคียสและแนะนำให้เขาบริจาคเงินกับคนยากจนบ้าง เขากลับใจกลายเป็นคนดีมีศีลธรรม

ไม่ไกลจากต้นมะเดื่อ เรามุ่งหน้าตรงไปยัง ‘ฮิแชมพาเลซ’ (Hisham’s Palace) ซึ่งเป็นซากพระราชวังเก่าโบราณของกษัตริย์อาหรับสมัยก่อน ดูจากสิ่งก่อสร้างที่ยังพอหลงเหลือให้เห็น เราสามารถทราบได้ว่าเป็นห้องอะไรบ้าง เช่น ห้องอาบน้ำ ห้องรับแขก มัสยิด และมีห้องรับแขกห้องหนึ่งที่ยังมีความสมบูรณ์อยู่มาก ทั้งสีและดีไซน์คือกระเบื้องที่มีชื่อว่า Tree of life หรือต้นไม้แห่งชีวิต เป็นภาพกวางกับต้นทับทิมซึ่งมี 15 ผล ข้างซ้ายเป็นกวางสองตัวกำลังแทะเล็มใบอ่อนต้นทับทิมด้วยความรื่นรมย์ ส่วนทางด้านขวาคือกวางที่กำลังจะถูกสิงโตขย้ำอย่างดุร้าย

ในเมืองเยรีโคยังมีภูเขาแห่งการประจญ (Mt. of Temptation) ตามเรื่องราวในคัมภีร์ไบเบิล หลังจากพระเยซูได้รับพิธีล้างที่แม่น้ำจอร์แดนแล้ว ได้ขึ้นภูเขาแห่งนี้ไปอดอาหาร 40 วัน บนภูเขามีโบสถ์ ภายในเป็นทั้งหินและดิน สร้างอย่างประณีต ตกแต่งและประดับประดาด้วยฝีมือวาดภาพทั้งบนเพดานและไม้เก่าโบราณ สวยงามมาก สมัยก่อนสร้างไว้ให้บรรดานักบวชเข้าไปสวดภาวนา สมัยนี้ก็ไม่ใช่ว่าจะเปิดให้นักท่องเที่ยวทุกคนเข้าไปได้ ตลอดทางเดินจะมีเด็กชาวเยรีโคมาขายของจำพวกโปสต์การ์ดและอินทผลัมมากมาย

อีกหนึ่งที่พลาดไม่ได้เลยก็คือ ‘กำแพงเมืองเก่า’ (TELL ES-SULTAN) ซึ่งไม่ได้เก่าธรรมดา แต่เก่าถึงขั้นกว่าจะขุดเจอก็ผ่านไปหลายพันปี เป็นกำแพงที่มีอยู่จริงตามเรื่องราวในคัมภีร์ ตั้งแต่สมัยโมเสส ที่ตรงนี้เป็นหลักฐานสำคัญว่าเมืองนี้เก่าแก่ขนาดไหน

จากกำแพงเมืองเก่า ไปต่อกันที่ที่ว่ากันว่าเป็นที่ไว้ศพของนบีมูซา หรือโมเสส ที่ตรงนี้เป็นสิ่งปลูกสร้างค่อนข้างเรียบง่าย คล้ายตึกสองชั้น แบ่งเป็นทั้งมัสยิดและห้องที่ไว้ศพของนบีมูซา ภายในมีทางเดินซับซ้อนราวค่ายกล มีห้องล้อมรอบอยู่ด้านนอกถึง 120 ห้อง ห้องเหล่านี้จะถูกจองไว้เวลามีงานฉลองประจำปีของนบีมูซา เพราะคนจะต้องเดินทางมาไกล บางครอบครัวมาพักตรงนี้เสียเลย จะได้ไม่ต้องเหนื่อยมาก แต่ถ้าเป็นช่วงที่ไม่มีเทศกาลอะไรจะเงียบสงบมาก ที่โลงศพของนบีมูซาจะมีผ้าสีเขียวคลุมไว้ มีตัวอักษรภาษาอาหรับเขียนไว้อย่างชัดเจนได้ใจความว่า ‘พระเจ้าได้พูดกับโมเสสด้วยถ้อยคำของพระองค์เอง’ ซึ่งตามพระคัมภีร์ทั้งของยิว คริสต์ และอิสลาม มีระบุไว้ในเรื่องที่โมเสสได้พูดกับพระเจ้าบนภูเขา ส่วนรอบๆ สถานที่นี้นอกกำแพงออกไปคือสุสานที่มีคนเป็นจำนวนมากมาจับจองไว้ เพราะต่างก็อยากจะฝังร่างไว้ใกล้ๆ กับโมเสสนั่นเอง

เยรีโคยังมีเดดซี (Dead sea) ซึ่งเป็นทะเลเดียวกับที่อิสราเอลและจอร์แดนมี เพราะเดดซีค่อนข้างกว้างใหญ่และมีอาณาเขตพอสมควร โปรแกรมของนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จึงรวมไปถึงการไปนอนแช่น้ำในทะเลนี้ เพราะเนื่องจากเป็นทะเลเค็มที่สุดและมีแร่ธาตุอันอุดมสมบูรณ์ที่ใครๆ ก็ต้องมาลองนอนลอยตัวแช่น้ำดูสักครั้ง

อันที่จริงแล้วเมืองเยรีโคนี้ยังมีสถานที่น่าสนใจอีกไม่น้อย แต่ต้องเป็นคนที่ชอบประวัติศาสตร์แบบอิงศาสนาจะได้อรรถรสในการท่องเที่ยวมาก เพราะแต่ละสถานที่นั้นล้วนแล้วแต่มีที่มาที่ไปจากไบเบิลทั้งหมด เป็นเมืองที่มี ‘ผู้คนน่ารักอัธยาศัยดี ใจดี’ เป็นคำจำกัดความที่เราได้สัมผัสด้วยตัวเอง เพราะสำหรับนักท่องเที่ยว สิ่งแรกที่เราจะเห็นคือรอยยิ้มและน้ำชา กาแฟที่เขาจะมีไว้ต้อนรับแขกเกือบทุกบ้าน เป็นธรรมเนียมคล้ายๆ ของไทยว่า ‘ใครมาถึงเรือนชานต้องต้อนรับ’ อยากแนะนำให้ไปเที่ยวในฤดูหนาวจะดีที่สุด เพราะในฤดูร้อนนั้นร้อนได้โหดร้ายจริงๆ

หากจะเปรียบไป… เยรีโคก็เหมือนหญิงที่มีอายุมากคนหนึ่ง ที่มีเรื่องเล่ามากมาย ผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก จนความร้อนและความหนาวไม่สามารถทำอะไรผู้หญิงคนนี้ได้อีกต่อไป ด้วยความที่อายุมากเธอคงไม่มีเรี่ยวแรงที่จะเดินไปเล่าเรื่องราวให้ทุกคนฟังได้ เพราะเสียงก็แหบแห้งและสายตาก็พร่ามัวเต็มทน แต่เธอไม่เคยที่จะหยุดยิ้มและยินดีให้เราเข้าไปค้นหา แต่เราต้องมีความอดทนมากพอ และเราต้องเข้าไปในระยะที่ใกล้พอถึงจะได้ยินเสียง เพื่อจะเห็นริ้วรอยต่างๆ ว่าอันไหนเป็นริ้วรอยทางธรรมชาติหรือริ้วรอยแผลเป็น เราต้องเข้าไปสัมผัสเองเท่านั้นถึงจะรู้จริง…
เรื่องและภาพ : เกศณี ไทยสนธิ
กำลังโหลดความคิดเห็น...