xs
xsm
sm
md
lg

'โทโมกิ ชิราอิชิ' Nippon Guy with Thai Heart

เผยแพร่:   โดย: Marsmag

ครั้งแรกที่ได้ยินชื่อ Tomoki Shiraishi (โทโมกิ ชิราอิชิ) เราเชื่อว่าหลายต่อหลายคนคงมีคำถามเหมือนกับเราในทันทีเลยว่า หนุ่มญี่ปุ่นคนนี้คือใคร มีความพิเศษหรือแตกต่างกับหนุ่มญี่ปุ่นคนอื่นๆ ตรงไหน จนเราต้องเชิญมาสัมภาษณ์ในวันนี้ แต่เมื่อเราได้พบปะพูดคุยด้วยแล้ว คำถามในใจเหล่านั้นได้มลายหายสิ้นไปแทบจะทันที เราได้พบกับหนุ่มน้อยที่เต็มไปด้วยแรงบันดาลใจและจิตอาสาในการทำความดีเพื่อสังคมผ่านทางดนตรี ซึ่งเปรียบเสมือนการสื่อสารต่อกันในรูปแบบที่ไร้พรมแดนและอุปสรรคด้านภาษาหรือเชื้อชาติ ซึ่งเราเชื่อว่าเมื่อได้อ่านบทสนทนานี้จนจบ หนุ่มที่มีดีทั้งรูปร่างหน้าตาและจิตใจคนนี้ คงเข้าไปนั่งในใจของใครหลายต่อหลายคนอย่างแน่นอน

MY LIFE

“ตอนนี้ผมอายุ 22 ปีแล้วครับ ผมเป็นคนญี่ปุ่น เกิดที่เมืองฟุกุโอกะ มีพี่น้องทั้งหมด 4 คน ซึ่งผมเป็นคนที่ 3 มีพี่สาวและพี่ชายอย่างละคน แล้วก็มีน้องชายคนเล็กอีกคน เรียนจบระดับมัธยมศึกษาที่ญี่ปุ่น จากนั้นไปเรียนภาษาอังกฤษต่อที่ประเทศฟิจิ ใช้เวลาเรียนอยู่ประมาณ 3 เดือน จากนั้นได้ไปอยู่ที่ประเทศออสเตรเลีย 1 ปี รอบนี้เป็นการไปทำงานเป็นพ่อครัวอยู่ที่โรงแรม ถ้ามีเวลาว่างจะออกเล่นดนตรีตามร้านอาหารหรือโรงแรมต่างๆ ด้วย

“ผมเป็นคนชอบร้องเพลง เพราะร้องเพลงแล้วมีความสุข สนุกสนาน เริ่มเล่นดนตรีครั้งแรกตอนอายุ 16 ปี เครื่องดนตรีอย่างแรกที่เล่นคือกีตาร์ โดยฝึกฝนด้วยตัวเอง ไปหาหนังสือมาฝึกเล่นมาหัดร้องเพลง พอเริ่มรู้สึกว่ามีความชำนาญขึ้นแล้วก็เริ่มไปเล่นตามร้านอาหารและโรงแรมต่างๆ ในญี่ปุ่น”

STARTING POINT

“เหตุผลที่ผมเลือกเล่นดนตรีเปิดหมวก แล้วนำเงินที่ได้ไปช่วยเหลือสังคมแบบที่ทำอยู่ เพราะผมมีความสุขและสบายใจที่ได้ลงมือทำ และผมคิดว่าการเล่นดนตรีแบบนี้ทำให้เรามีเพื่อน นอกจากนี้ยังมองว่าถ้าทำไปเรื่อยๆ ก็จะสามารถช่วยเหลือคนอื่นๆ ได้มากขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน

“เริ่มต้นผมไปเล่นดนตรีเปิดหมวกรับบริจาคเงินที่สวนจตุจักรทุกวันอาทิตย์ ต่อมาด้วยเหตุผลเรื่องสถานที่ เลยเปลี่ยนมาเล่นที่เอเชียทีค แล้วก็ย่านสุขุมวิท จนทางบุคลากรของห้างเกตเวย์เอกมัยมาเห็นเราเล่นแล้วชื่นชอบกับกิจกรรมแบบนี้ ก็ได้เชิญให้เราไปเล่นในห้าง ซึ่งตรงนั้นคงเป็นเหตุผลที่ทำให้เราเป็นที่รู้จักเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

“เวลาได้เงินจากการเล่นดนตรี ผมจะนับเงินให้เสร็จในคืนนั้นเลย วันรุ่งขึ้นจะเอาเงินที่ได้ทั้งหมดไปบริจาคให้กับมูลนิธิต่างๆ จะใช้วิธีเอาหนังยางมัดไปมอบให้กับทางมูลนิธิเลย ไม่มีพิธีรีตองอะไรมาก (หัวเราะ) ตอนนี้มีความคิดร่วมกับเพื่อนๆ ในวงที่ร่วมกันตั้งขึ้นมาว่า หากมีการไปจัดกิจกรรมแล้วได้รับบริจาคเงิน ก็อยากให้ของตอบแทนกับผู้ที่ร่วมบริจาคกับเรา อาจจะทำเป็นซีดีเพลงที่พวกเราเล่น แจกให้ไปฟังกัน แต่ก็อยู่ในระหว่างร่วมกันคิดและตัดสินใจอยู่”

MY STYLE

“ผมเป็นคนที่แต่งตัวง่ายๆ สบายๆ แต่จะเน้นสีขาว เสื้อผ้าที่ใส่จะไม่เน้นแบรนด์ ส่วนเรื่องผิวพรรณหน้าตา ผมจะเน้นเรื่องของอารมณ์มากกว่า ผมจะชอบยิ้ม เพราะการยิ้มทำให้เรามีความสุข ไม่เครียด พอไม่เครียดร่างกายก็ดี ผิวพรรณมันก็ดีตามไปด้วย

“นอกเหนือจากการเล่นดนตรีแล้ว ผมเป็นคนที่ชอบเล่นกีฬา อย่างเบสบอลซึ่งถือว่าเป็นกีฬายอดฮิตของคนญี่ปุ่น เล่นมาตั้งแต่ 10 ขวบ ส่วนกีฬาอื่นๆ ที่เล่นก็จะมีเทนนิส ฟุตบอล บางทีก็ว่ายน้ำบ้าง แต่มวยไทยยังไม่เคยลอง คงจะหาโอกาสไปลองบ้าง เพราะอยากลองมาก (หัวเราะ)

“ผมชอบข้าวมันไก่มาก เพราะที่ญี่ปุ่นไม่มี และที่ประเทศไทยทำอร่อยมาก ผมกินข้าวมันไก่แทบจะทุกมื้อ (หัวเราะ) อีกอย่างก็คือส้มตำ แต่จะทานข้าวมันไก่เป็นหลัก (หัวเราะ) ส่วนอาหารญี่ปุ่นที่ชอบจะเป็นพวกปลาดิบ

“ของสะสมที่ผมมีก็คือถุงมือเบสบอล เพราะอย่างที่ทราบกัน กีฬาเบสบอลถือเป็นกีฬายอดนิยมที่ญี่ปุ่น เด็กผู้ชายแทบจะทุกคนมีความฝันที่จะได้ไปเล่นอาชีพ ดังนั้นของสะสมก็เลยเป็นถุงมือ และที่สำคัญคือ ผมเริ่มหัดเล่นเบสบอลมาตั้งแต่อายุ 10 ปีจนถึง 15 ปี ทำให้ผมมีถุงมือเบสบอลค่อนข้างมาก”

MY PLACE

“ผมชอบเมืองไทยมากที่สุด เพราะเมืองไทยเปรียบเสมือนบ้านหลังที่สองของผมเลยก็ว่าได้ ผมชอบไปเที่ยวตามวัดต่างๆ อย่างเช่นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ผมชอบไปเที่ยวชมสถานที่ต่างๆ มาก เดินช้าๆ ไปเรื่อยๆ อาจเป็นเพราะตอนอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น ทุกอย่างมันจะรีบเร่งไปหมด ไม่มีเวลามาทำอะไรแบบนี้ ส่วนสถานที่อื่นที่ชอบไปก็คือฮาวาย เพราะเคยไปอยู่กับพี่สาวที่ทำงานอยู่ที่นั่น ไปอยู่มา 3 เดือน ก็ชอบมากเหมือนกัน”

MY INTENTION

“ตอนนี้ผมอาจจะพูดภาษาไทยยังไม่ได้ แต่ผมก็อยากให้คนไทยทุกคนที่ได้ยินเพลงที่ผมร้อง หรือได้รับรู้เกี่ยวกับกิจกรรมที่ผมทำ มาร่วมด้วยช่วยกันในการบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือผู้ยากไร้หรือผู้ที่ด้อยโอกาสทางสังคม ส่วนตัวผมเอง ผมอยากพัฒนาตัวเองให้เก่งมากกว่านี้ อยากรู้จักคนมากๆ เพื่อจะได้มีเพื่อนมาช่วยกันทำกิจกรรมดีๆ และผมก็คงจะเลือกทำแบบนี้ในเมืองไทยไปเรื่อยๆ เพราะผมเคยไปมาแล้วหลายที่ทั่วโลก คนไทยถือเป็นชาติที่เข้าใจความเป็นมนุษย์และมีน้ำใจช่วยเหลือกันมากกว่าที่อื่นๆ มาก เพราะเวลาไปเล่นที่อื่น คนทั่วไปจะเข้าใจว่านี่คือการแสดง อาจจะมีการให้ทิปบ้าง ซึ่งแตกต่างกับเมืองไทยอย่างสิ้นเชิง ทุกคนที่เห็นล้วนแล้วแต่เข้าใจว่านี่คือกิจกรรมเพื่อสังคม ที่จะช่วยสร้างสิ่งดีๆ จากน้ำใจของพวกเราทุกคนได้”

เรื่อง : Tomong
ภาพ : อิศเรศน์ ช่อไสว
*สนใจติดตามหรืออัพเดตเกี่ยวกับกิจกรรมจิตอาสาของหนุ่มโทโมกิได้ที่ Facebook: TomokiTomato

ขอขอบคุณเสื้อผ้าจาก : Topman 

ขอขอบคุณสถานที่ถ่ายภาพ : โรงแรมหัวช้าง เฮอริเทจ ปทุมวัน กรุงเทพฯ
กำลังโหลดความคิดเห็น...