xs
xsm
sm
md
lg

'DJ Bomber Selecta' มือเปิดแผ่นระดับโลก กับศาสตร์แห่งดีเจที่มีดีมากกว่าแค่ในคลับ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: Marsmag


บทบาทหนึ่งของชีวิต เขาคือ ‘นักวิจัยด้านวิศวกรรม’ ดีกรีมหาบัณฑิตจากต่างประเทศ

อีกบทบาทหนึ่งเขาคือ ‘18 ดีเจแถวหน้าของโลก’ บนเวที World DJ Championship

“คนเราไม่จำเป็นต้องทำอะไรด้านเดียว เรามีหลายบทบาทได้ แต่ต้องเต็มที่กับสิ่งที่เราทำ”

สั้นๆ แต่ได้ใจความในสไตล์ของ ‘บาส’ ผู้ชายร่างเล็กหน้าเปื้อนยิ้ม ที่มาพร้อมบุคลิกอ่อนน้อมถ่อมตนและขี้เกรงใจ เขาคือ ‘แชมเปี้ยนของประเทศไทย’ จากการประกวด Red Bull Thre3Style เวทีเฟ้นหาสุดยอดดีเจที่มีเทคนิคและทักษะการเล่นที่แปลกใหม่แตกต่าง ประสบการณ์การมากมายบนเวทีระดับประเทศและระดับโลก แบ่งปันเป็นทัศนคติหลายแง่มุมที่น่าสนใจที่เราได้ฟังจากปากผู้ชายคนนี้ ‘DJ Bomber Selecta

- ก่อนอื่นช่วยย้อนความทรงจำบนเวทีชิงแชมป์ของประเทศไทยสักหน่อย
โปรเจ็คท์ Red Bull Thre3style ถือเป็นความสำเร็จอีกขั้นหนึ่ง ตอนแข่งก็ไม่ได้คาดหวังอะไรมาก ผมเปรียบเทียบเหมือนเวลาเขาเปิดสนามให้เราลงไปทดสอบความสามารถ ยกตัวเอย่างเป็นฟุตบอล คุณไม่เสียหายอะไรเลย เราก็พอเตะเป็นอยู่บ้างก็ลงไปลองเลย โดยปราศจากความคาดหวัง แค่ลงไปเตะ คือผมก็คิดแค่ว่าสนุกกับคนฟัง สนุกกับผู้เข้าแข่งขันท่านอื่นๆ เท่านั้นเอง นั่นคือแค่มีส่วนร่วมผมก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว
สำหรับตัวผม เอาจริงๆ เลยนะ ความสำเร็จมันมีหลายระดับ จริงๆ คนเราประสบความสำเร็จทุกวัน ยิ่งคนเป็นดีเจด้วยแล้ว แค่คุณเหยียบเข้าไปบนบูธดีเจ คุณก็ประสบความสำเร็จแล้ว ถ้าคุณทำให้คนมีความสุขได้ เพราะหน้าที่ของคุณคือมอบความสุขให้กับทุกคนผ่านเสียงเพลง

- อะไรที่ทำให้กรรมการเลือกเรา
พูดเลยว่าผมโชคดีที่ได้รางวัลมา ฝีมือดีไหมผมก็บอกไม่ได้ เพราะมันขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ผู้ฟัง กรรมการ เรื่องของการให้คะแนน แต่ต้องบอกว่าผมศึกษารายการนี้มาตั้งแต่ปีแรกๆ ที่เขาจัดในระดับโลก (Red Bull Thre3Style จัดขึ้นครั้งแรกที่ประเทศฝรั่งเศส เมื่อปี 2010 - DJ Karve ชาวฝรั่งเศสเป็นแชมป์) เพราะว่าการแข่งขันรูปแบบนี้มันมากกว่าการเปิดเพลงในคลับทั่วๆ ไป มีการใส่ลูกเล่นและความคิดสร้างสรรค์เข้าไปค่อนข้างเยอะ ผู้ร่วมแข่งขันนอกจากต้องมีไหวพริบในการเลือกเพลงให้น่าสนใจแล้ว ยังต้องมีความคิดสร้างสรรค์ในการมิกซ์เพลง ทั้งด้านองค์ประกอบ การผสมผสาน และที่สำคัญต้องสามารถนำเพลงอย่างน้อย 3 สไตล์มามิกซ์กัน โดยใช้เทคนิคต่างๆ จะ Cutting, Scratching หรือ Juggling ก็แล้วแต่ตามสไตล์ที่ตนเองถนัดภายใต้อุปกรณ์ที่กำหนด โดยมีเวลาในการแสดงเพียง 15 นาทีเท่านั้น
นอกจากการตัดสินจากกรรมการแล้ว กระแสตอบรับของคนในงานก็จะเป็นตัวการันตีการประสบความสำเร็จของแต่ละโชว์ด้วย ตรงนี้จะเป็นตัวตัดสินว่าใครจะเลือกแล้วโดน ใครจะเซอร์ไพรส์ผู้ฟังได้มากกว่า ทั้งที่ไทยและระดับเวิลด์ไฟนอลเลย จะเห็นเลยว่าคนที่ชนะจะเป็นแบบคนที่ทำให้คนอื่นตกใจว่า ‘โอ้โห...คิดได้ไง’ จะเป็นอารมณ์แบบนั้นเลย

- ดูแล้วไม่น่าใช่เรื่องของโชคนะ เหมือนคุณทำการบ้านและใส่ใจกับมันมากเลย
มันสำคัญมากๆ นะครับ เราต้องเต็มที่กับสิ่งที่เราทำ แต่เหนืออื่นใด ผมมองว่าเรื่องของทักษะแต่ละคนไม่ต่างกันหรอก เพราะถ้าเราฝึกฝนมากพอ มีสิทธิ์ตามกันทัน พรสวรรค์ พรแสวงผมว่าฝึกกันได้ แต่เรื่องไอเดียผมว่าอยู่ที่แต่ละบุคคล และนี่แหละที่ผมเชื่อว่าเป็นตัวตัดสินจริงๆ
คำว่าหลากหลายเนี่ย คือแต่ละคนจะเข้าใจไม่เหมือนกัน แบบคนทั่วไปก็จะถามเลยว่า วันนี้เปิดแนวอะไร คนนี้เป็นแนวอะไร แต่อันนี้มันมีการฉีกกฎ ไม่เกี่ยวกับเรื่องแนวเพลง เพลงมันก็คือเพลง มันสามารถจับมาเรียบเรียงได้โดยผ่านเครื่องมืออุปกรณ์ดีเจบวกกับความคิดของคุณ คุณจะทำอย่างไรให้ลอยต่อมันไปด้วยกันได้ เช่นเอาเมโลดี้ใกล้ๆ กัน แล้วนำมาเล่น เช่นผมมีเสียงกีตาร์ที่ใกล้ๆ กัน ก็จำมาทำใหม่แล้วมาเล่นมารีมิกซ์ใหม่ก็ยังได้ หรือเอาเนื้อร้องเพลงนี้ไปใส่ในดนตรีอีกแนวอีกเพลงหนึ่งก็ทำได้หมด มันฟรีสไตล์มากๆ
ผมอาจได้เปรียบหลายๆ ท่านที่ผมมีพื้นฐานจากการเล่นดนตรีมาก่อน เรื่องเมโลดี้ เรื่องโครงสร้าของเพลง เรื่องความเข้าถึงเพลงจะมากกว่า คือเราจะรู้ว่าจะเลือกเพลงไหนมาเล่น ต่อจากเพลงนี้น่าจะต้องทำอย่างไร แล้วก็ฟังเพลงเยอะด้วยเลยมีตัวเลือกให้หยิบมาใช้มากกว่า

- ที่ว่าเล่นดนตรีมาก่อน แล้วมาเดินบนถนนสายดีเจได้อย่างไร?
ถ้าจะบอกว่าลองจับงานดีเจเมื่อไร ต้องเรียนว่าผมอยู่กับเสียงดนตรีมาตั้งแต่เด็กๆ ผมเหมือนเป็นดีเจตั้งแต่เด็กๆ การเป็นดีเจก็คือการเปิดเพลงให้คนฟัง เราใส่เทปม้วนแรกและเปิดให้คนที่บ้านฟัง นั่นเท่ากับเราเป็นดีเจแล้ว สมัยก่อนเราชอบทำ เทป, CD หรือ MD อัลบั้มของเรา นั่นเท่ากับเป็นดีเจแล้ว และนั่นคือจุดเริ่มต้นของผม
อย่างไรก็ดีมันก็มีสเต็บขึ้นมาอีกขั้นหนึ่ง ตอนเป็นวัยรุ่นก็มีเที่ยวตามผับต่างๆ เห็นดีเจที่เขาเปิดเพลงก็รู้สึกทึ่งว่าเครื่องมือชุดแค่นี้กับคนๆ เดียว สามารถดึงให้คนฟังมามีส่วนร่วมกับคุณได้ขนาดนี้ และเอนเตอร์เทรนด์ให้คนมีความสุขได้ มันน่าสนใจมากๆ เลย จากนั้นก็เริ่มใส่ใจมากขึ้น คือคนเราถ้ามีใจรักมีความตั้งใจจริงๆ เดี๋ยวก็หาวิธีเล่นจนได้แหละครับ (หัวเราะ) ก็ได้รับการถ่ายทอดจากรุ่นพี่ หลายๆ ท่านให้ความช่วยเหลือเรื่องเทคนิคต่างๆ จนมาเป็นถึงทุกวันนี้แหละครับ

- เคยโดนคำค่อนขอดไหมว่า ‘ดีเจมันไม่ใช่นักดนตรี’
ก็มีบ้าง ผมดีอย่างที่ผมเล่นดนตรีมาก่อน และพูดเลยว่าทักษะการเล่นดีเจเนี่ย ง่ายกว่าทักษะการเล่นดนตรีเยอะเลย ง่ายกว่าการตีกลอง ง่ายกว่าการเล่นเปียโนเยอะมากๆ ก็อาจจะมีบ้างแหละครับสำหรับคนที่จะคิดแบบนั้น ซึ่งมันเป็นสิทธิส่วนบุคคลที่เขาจะคิด ผมก็ไม่ได้สนใจอะไร ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว เราเป็นอย่างไรเรารู้ตัวเองดีว่าเราทำอะไรอยู่ เรารักในสิ่งนี้ ดีเจมันก็เป็นรากเหง้าอย่างหนึ่ง มีจุดเริ่มต้นมีที่มาที่ไปของมัน คนแรกที่จับเพลงมามิกซ์กัน คนที่คิดค้นการสแครชมันมีเรื่องราวประวัติศาสตร์ของมัน ซึ่งผมก็เปิดรับฟังหมดนะใครจะด่าจะว่า ผมกล้าพูดเลยว่า ผมเป็นคนที่เปิดใจรับฟังเรื่องความต่างมากๆ ติชมได้ วิจารณ์ได้ ไม่มีปัญหา เพราะเราไปห้ามใครไม่ได้อยู่แล้ว

- สไตล์ของ ‘DJ Bomber Selecta’ คืออะไร
เรียนก่อนว่าศิลปะของการเป็นดีเจมันมีหลายอย่าง การ mixing คือเบสิคทั่วๆ ไปที่ทุกคนทำได้ คือเอาเพลงเริ่มต้นมาแล้วก็หยิบอีกเพลงมาปรับบีทหรือ BPM ให้เท่ากัน แล้วดูคีย์เพลงให้เท่าๆ กัน นั่นคือ mixing ปกติ เหมือนในผับทั่วไป อีกศาสตร์หนึ่งก็จะเป็นการเปิดเพลงแบบ Turntablist ก็คือการใช้เทิร์นเทเบิ้ลเป็นเครื่องดนตรี นั่นก็คือการสแครช การถูแผ่น หรือการวนดนตรีวนลูป จักกลิ้ง หรือการรีมิกซ์สด ก็คือจับเอาเพลงหนึ่งมาอาจจะเป็นเพลงร็อกแล้วเอาเสียงร้องออกใส่อันอื่นลงไปแทน หรือศาสตร์หนึ่งอย่างวงร็อกหลายๆ วงที่นำดีเจเข้ามาร่วมเล่นด้วย นั่นก็เป็นอีกสายหนึ่ง อย่างดีเจของ Linkin Park หรือ Slipknot นั่นคือศาสตร์ของดีเจ จริงๆ ก็คือรวมถึงดีเจวิทยุด้วยก็มีเทคนิคแตกต่างกัน
ถามว่าผมเป็นแบบไหน ผมเป็น Open Format เปิดหมดรับหมดได้หมด เพลงก็คือเพลง ผมเชื่อว่าดนตรีไม่มีแนวแบ่ง เราไปแบ่งมันเอง แบ่งด้วยชื่อเรียกนั่นเอง เรียกว่าผมไม่มีแนวมากกว่า แต่ว่าแนวที่ผมชอบเป็นพิเศษก็คงเป็นเร้กเก้ เพราะว่าเร้กเก้เป็นเพลงที่บ่งบอกถึงสัญลักษณ์ของการต่อสู้ เป็นเพลงที่มีอิสรภาพในตัวมันเอง มันมีรากเหง้า มีอะไรให้ศึกษา และเป็นแก่นของของดีเจแนวอื่นๆ มากมาย

- แบ่งปันประสบการณ์บนเวทีระดับโลกหน่อย
เป็นประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมมากครับ ก็อย่างที่บอกผมถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว เราชนะใจตัวเองแล้ว ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ด้วย คุณเล่นอยู่แต่ในห้อง เล่นอยู่ในคลับเล็กๆ คุณไม่มีทางรู้หรอกว่าโลกนี้มันกว้างมาก มีคนเก่งๆ อยู่อีกเยอะ มีคนที่คิดอะไรใหม่ๆ เจ๋งๆ อีกมากมาย ถ้าคุณตั้งใจฟัง เปิดใจ วางอคติ ทำใจให้โล่งๆ คุณจะเห็นเลยว่าคนพวกนี้เก่งมากๆ จริงๆ เขาทำอะไรได้มากมาย ผมก็เรียนรู้จากตรงนี้มาเยอะมาก แม้แต่ในรอบที่ไทย คนที่เล่นเทคนิคดีๆ ลูกเล่นแปลกๆ มีให้เห็นเพียบเลย แล้วยิ่งตอนไประดับโลกด้วยแล้ว โห สุดยอดทั้งนั้น พูดตรงๆ ว่าเขาเป็นพวกผู้กำหนดเส้นทางหลายๆ อย่างของโลกดีเจและโลกเสียงเพลง หลายๆ สิ่งเรายังเดินตามเขาอยู่เลย เขาจะคิดอะไรได้มากกว่า เขามีอิสระกว่า
รอบนั้นมีทั้งหมด 17 ประเทศ ตัวแทนจาก ชิลีได้ที่หนึ่ง สหรัฐอเมริกาได้ที่สอง ที่สามเป็นสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งตัวแทนจากชิลีได้แชมป์เป็นปีแรก แต่คนก็ไม่ได้เซอร์ไพรส์ที่เขาได้นะ เพราะว่าเขาเคยได้รองแชมป์โลกมา และเข้าแข่งรายการนี้เป็นครั้งที่สามแล้ว ตอนเขาแสดงนี่คนดูสามารถตัดสินได้เองเลย มันขาดมากๆ ยิ่งกรรมการด้วยลุกขึ้นไปเฮตลอด แทบจะลืมเรื่องการให้คะแนนเลย มันยอดเยี่ยมมากๆ คนเล่นหลังจากเขาก็เก่งนะเป็นโปรตุเกส คนที่ชนะผมไป
คือรูปแบบจะเป็นแบทเทิ่ลใน 5 คืนแรก ก่อน เพื่อเอาคนชนะเข้าไปไฟนอลอีกที ผมอยู่ในคืนของไต้หวันกับโปรตุเกส ซึ่งโปรตุเกสนี่เป็นคู่แข่งที่แข็งมากๆ เพราะประเทศเขาไม่มีการแข่งรอบคัดเลือกเหมือนเรา เขาเข้ารอบมาด้วยวิธีการคัดเลือกแบบพิเศษ นั่นคือการเลือกเฟ้นมาจากดีเจยอดฝีมือทั่วโลก ซึ่งคนนี้ถือเป็นระดับศิลปินคนหนึ่งเลย แฟนเพจเขามีคนติดตามเป็นแสนคน มีทัวร์เกือบ 200 วันต่อปี เขาไม่มีการตื่นเวทีเลยสักนิด อย่างผมยอมรับเลยว่ามีตื่นบ้าง เพราะมันเป็นครั้งแรกของเราบวกกับหลายๆ ปัจจัย แต่เขาไม่มีเลยนิ่งมากๆ ไม่มีความผิดพลาดใดๆ เลย แต่พอรอบชิงเขาดันไปเล่นหลังชิลีที่เป็นแชมป์ แล้วพลังของชิลีดูดคนฟังไปหมดแล้ว ไม่ใช่โปรตุเกสเล่นไม่ดีนะ แต่อีกคนหนึ่งสุดยอดมากๆ ไปแล้ว ทำให้เขาดูจืดไปทันที แล้วเขาก็ได้แชมป์แบบเห็นๆ เลยขาดลอยและเคลียร์มากๆ

- เหมือนกับว่าบนเวทีนั้น รอบกายเราล้วนเป็นดีเจระดับโลกทั้งสิ้
ใช่เลยครับ ทุกคนคือระดับโลก มีทั้งประสบการณ์และทักษะสูงมาก เป็นแชมป์รายการใหญ่ๆ มาแล้วทั้งนั้น แต่ถามว่าผมกลัวเขาไหม ก็ไม่นะ คืองานแข่งครั้งนี้ทุกคนรู้จักกันหมด ต่อให้ไม่เคยเห็นหน้ากันก็ตาม เพราะเขาจะต้องศึกษาคู่แข่งก่อนทั้งนั้นฟังหลายรอบด้วย นี่เป็นวิสัยปกติ ผมเองยังฟังหลายรอบเลย ทุกคนต้องฟังต้องศึกษากัน เราก็ทำตามที่เราซ้อมที่เราเคยเล่นมาให้เต็มที่ เขาจะเล่นอะไรก็แล้วแต่เขา แต่อย่างว่าครับแต่ละคนก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป เขาอาจจะไม่มีข้อผิดพลาดอะไรก็จริง แต่ในแง่รสนิยมของเพลงก็อาจจะมีในแง่ของอะไรบางอย่างที่ยังไม่สมบูรณ์แบบเสียทีเดียว แต่ก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่สุดยอดมากๆ

- แล้วเมื่อมองย้อนกลับมาที่วงการดีเจบ้านเราล่ะ ทุกวันนี้เป็นอย่างไร
วงการดีเจบ้านเราโตมาก และมีคนที่มีฝีมือเยอะมากๆ ด้วย แต่ผมเชื่อว่าดีเจที่เปิดเพลงในคลับมากมาย มีข้อจำกัดหลายๆ อย่าง ปัจจัยภายนอกหลายปัจจัยทำให้เรายังไม่ก้าวไปสู่ระดับอินเตอร์เท่าที่ควร

- อะไรคือปัจจัยภายนอกที่ว่า?
หลักเลยก็คือคนฟัง สถานประกอบการ เจ้าของคลับ เอาจริงๆ ก็เหมือนกับวงการนักดนตรีนั่นแหละครับ เราไปเล่นบางครั้งเราต้องเล่นตามสคลิปเพลงที่ต้องเล่นตามกระแสนิยม นั่นเท่ากับเราถูกบังคับแล้ว อันนี้แหละคือปัจจัยหลักมากๆ พูดเลยใครก็อยากโชว์ ใครก็อยากเล่น แล้วผมเชื่อว่าเขาเล่นได้ดีด้วย มีดีเจที่มีฝีมืออีกเยอะ แต่เวลาไปเล่นปุ๊บกลับโดนด่า เล่นแล้วตัวเองเจ็บตัว มีผลต่ออาชีพการงาน บางคนเขาต้องดูแลครอบครัว ผ่อนบ้านผ่อนรถ เขาก็ต้องเลือกปากท้องต้องเอาตัวรอด ก็ต้องทำความต้องการของปัจจัยภายนอกดังกล่าว เขาก็เลยต้องเล่นไปแค่ตามหน้าที่
อย่างไรก็ดี วงการดีเจบ้านเราพัฒนาขึ้นมาก มีเด็กสนใจเยอะขึ้นมากๆ มัน ก็อาจจะเป็นเพราะปัจจัยเสริมหลายอย่าง เช่น เครื่องไม้เครื่องมือที่พัฒนาขึ้นมาก จะเป็นดีเจมันง่ายกว่าสมัยก่อนเยอะ ยุคก่อนมันเป็นอนาล็อก เป็นแผ่นเสียง เป็นฟรีดีเจที่ไม่มีคอมพิวเตอร์ ต้องใช้หูอย่างเดียว แต่สมัยนี้เทคโนโลยีมันทำให้เราสะดวกขึ้น แต่ว่ามันก็มีข้อเสียเหมือนกัน มันทำให้เราขาดเรื่องของอารมณ์ความรู้สึก หรือจิตวิญญาณของการเป็นดีเจไปในบางส่วน

- คิดว่าจะมีส่วนร่วมในการพัฒนาวงการดีเจไทยได้มากน้อยแค่ไหนอย่างไร
ผมจะพยายามเผยแพร่เรื่องของการใส่เทคนิค ผมว่าการใส่เทคนิคระหว่างที่เล่นนั้น เป็นสิ่งที่เราทำได้ แต่คุณต้องรู้จักสถานที่ รู้จักเวลา รู้ว่าคนฟังคุณเป็นแบบไหน เล่นได้มากน้อยแค่ไหน แต่ไม่ใช่ว่าไม่เล่นเลยผมจะไม่ยอมเด็ดขาด ผมไปเปิดที่ไหนผมก็เล่นตลอด จะโดนด่าบ้างก็มี แต่พอเราโดนด่าเราก็จะรู้ว่า อ๋อ ตรงนี้เราเล่นไม่ได้นะ ตรงไหนจะโชว์ได้ ตรงไหนไม่ควร แต่อย่างไรก็ต้องโชว์
ผมคุยกับเพื่อนที่เป็นต่างชาติ รับรู้ได้ว่าประเทศอื่นเขาเรียนรู้มาก่อนเราจนเขาข้ามจุดนี้ไปแล้ว คือครั้งแรกไม่ว่าจะเรื่องใดก็ตาม มนุษย์มักจะต่อต้านเสมอ เราไม่คุ้น เราไม่เคยเจอ เช่น เปิดเพลงเรียบๆ ฟังเพลินๆ แล้วมาใส่เทคนิคทำไม มันหนวกหู มันไม่ใช่... แต่บางครั้งเราต้องดื้อ ดื้อเพื่อให้ความรู้แก่คน ต้องยอมบ้าง ยอมเพื่อทำให้เห็น ไม่ใช่ว่าทำอะไรแบบเดิมๆ ตามๆ กัน คือ ถ้าคุณเลือกทางเดินที่ปลอดภัย คุณก็จะเดินตามๆ กัน เป็นกระแสเดียวกัน แต่บางครั้งคุณออกมาสักนิด เดินทางลูกรังสักหน่อย มันก็ทำให้คนมีทางเลือก แล้วไม่ใช่ว่ามันไปไม่ได้ มันไปได้ แต่มันต้องใช้เวลา มนุษย์ต้องเรียนรู้ เขาจะไม่ยอมรับอะไรในวินาทีแรกหรอก ต่อให้มันเป็นสิ่งที่ดีก็ตาม เพราะเขาชินกับอะไรเดิมๆ แต่พอวันเวลาผ่านไป เราจะสังเกตได้เลยว่า ถ้าเราไม่รีบเปลี่ยนนะ ประเทศอื่นจะไปไกลกว่าเรา คือตอนนี้เขาก็ไปไกลกว่าเราอยู่แล้ว เราตามหลังเขาอยู่เป็นปกติ นั่นก็เพราะเขายอมเจ็บตัวมาก่อนเรา คนที่นำเทคนิคเข้าไปเล่นที่คลับในอเมริกา เยอรมนี หรือญี่ปุ่นก็โดนเหมือนกันหมด แต่เวลาผ่านไปคนจะชินเอง ให้เขาเรียนรู้จากความเคยชิน คือมันเป็นเรื่องของธรรมชาติอยู่แล้ว มันจะเปลี่ยนอะไรแบบปุ๊บปั๊บไม่ได้ ไม่มีหรอกครับที่เพลงนี้เปิดปุ๊บแล้วจะกลายเป็นกระแสหลักทันที มันต้องใช้เวลาให้คนอิน และค่อยๆ เสพไป
ผมก็จะทำหน้าที่ของผมเท่าที่ทำได้ มีโอกาสไปโชว์ไปเล่นที่ไหน ผมก็พยายามจะทำให้คนเขาค่อยๆ ซึมซับไป หรืออีกแง่หนึ่งก็อาจจะมาในรูปแบบของงานสอน การให้คำแนะนำ หรือ Workshop ต่างๆ และที่เป็นความตั้งใจจริงๆ เลยจะเป็นการเขียน DJ Handbook ในรูปแบบภาษาไทย ก็ตามไทม์ไลน์แหละครับ เพราะอายุผมก็เลยในจุดพีคไปแล้ว ต้องถึงเวลาถ่ายทอดสิ่งดีๆ ให้รุ่นใหม่ๆ แล้ว อันนี้ผมมองว่าเป็นธรรมดาของมนุษย์อยู่แล้ว รุ่นใหม่ต้องเก่งกว่ารุ่นเก่า ไม่งั้นมนุษย์อยู่ไม่รอด นี่คือเป้าหมายที่ผมวางไว้ในอนาคต

- คาดหวังจะได้เห็นอะไรจากดีเจรุ่นใหม่
เห็นความกล้า เห็นความอิสระ เห็นความมีใจรักในสิ่งที่เขาทำ การเป็นดีเจของแต่ละคนมันไม่เหมือนกัน ยิ่งคำว่าเป็นดีเจมันคาบเกี่ยวกับแฟชั่น คาบเกี่ยวกับภาพลักษณ์ความเท่อะไรมากมาย บางคนคิดว่าเลือกจะเป็นแค่เพราะเป็นแล้วจะมีเงินทองมีผู้หญิง แต่ในอีกมุมหนึ่ง ดนตรีก็ยังคงเป็น ‘ดนตรีเพื่อชีวิต’ ตัวผมเองเกือบครึ่งชีวิตผมอยู่มากับดนตรี มันคือส่วนหนึ่งของชีวิตผม ผมก็อยากให้น้องๆ รักในสิ่งที่ทำ และมีความอิสระทางความคิดให้มาก คุณจะชอบจะรักอะไรก็ต้องมีอิสระของตัวเอง จะเป็น mainstream หรือ underground ได้หมดแต่อย่าให้อะไรมาครอบเราไว้
มนุษย์เราฝืนทำอะไรในสิ่งที่ตัวเองไม่มีความสุขไม่ได้หรอก ผลลัพธ์ที่ออกมามันก็จะแย่ ฉะนั้นต้องมีใจรักและสนุกไปกับมัน ศิลปินหรือนักวิทยาศาสตร์หลายๆ ท่าน ต้องอยู่กับอะไรที่เงียบๆ อยู่กับตัวเองแบบอิสระจริงๆ เขาถึงคิดอะไรออก นั่นแหละเราจะไปอีกขั้นหนึ่ง
โอเคว่าคุณอาจจะมีไอคอนหรือไอดอลให้คุณเดินตามนั่นก็เป็นเรื่องดี แต่วันหนึ่งคุณจะรู้เองว่าคุณเป็นแบบเขาไม่ได้ มนุษย์ทุกคนมันต่างกัน พี่น้องท้องเดียวกันยังต่างกันเลย ฉะนั้นคุณต้องหาตัวเองให้เจอ มันไม่มีผิดมีถูก มีแต่ชอบหรือไม่ชอบเท่านั้น

- มีโอกาสที่ดีเจไทยจะก้าวสู่ระดับโลกมากขึ้นไหม
หลายท่านที่ก้าวไปสู่จุดนั้น ตั้งแต่ยุค ’90 มาเรามีดีเจเก่งๆ เยอะ หรือล่าสุดก็มีส่งออนไลน์ไปแข่งต่างประเทศมากมาย เรื่องฝีมือผมว่าเราสู้เขาได้ แต่ในมุมที่ผมมอง ต้องเข้าใจก่อนว่าคนบ้านเราส่วนใหญ่ซึ่งผมก็เป็น เราจะไม่กล้าที่จะแกะหรือไม่ชอบรื้ออะไร อย่างเราเล่นดนตรีเราก็จะคัพเวอร์ จะเล่นให้เหมือนกับต้นฉบับ โอเคว่ามันเป็นงานฝีมือคุณทำเหมือนเป๊ะ แต่วันหนึ่งคุณอยากจะขึ้นไปอีกระดับ คุณต้องกล้าแหวก กล้าฉีกมันออกมา แยกชิ้นส่วนมัน แล้วทำเป็นของตัวเอง ถึงแม้มันจะแปร่งๆ บ้าง จะดูเพี้ยนบ้าง แต่ก็ต้องทำ นี่แหละคือจุดที่จะทำให้คนไทยก้าวไปสู่อีกระดับหนึ่งได้ ผมเชื่อว่ามีความเป็นไปได้สูง เด็กในไทยๆ เก่งๆ มีเยอะมาก แต่ว่าเขาไม่ได้รับการโปรโมทเท่าที่ควร บางครั้งบ้านเราคนเก่งก็ไม่ดัง คนดังก็อาจจะไม่สุดยอด ก็ด้วยหลายๆ ปัจจัยตามที่กล่าวไว้ครับ

- ฝากถึงผู้ใหญ่สักหน่อย เพราะในความรู้สึกของเราเหมือนกับว่าวงการนี้ไม่ได้รับการส่งเสริมเท่าที่ควร
ผมว่าดีเจมันก็คืองานศิลปะอย่างหนึ่ง อยากให้คุณมองให้มันเป็นงานศิลปะ อยากให้ส่งเสริมเรื่องของงานแข่งขัน มันต้องมีความต่อเนื่อง บางรายการจัดแข่งปีเว้นปีเว้นโหว่สองปีบ้าง มันก็ไม่ใช่ ผมว่ามันก็เนื่องจากหลายปัจจัยทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง สำคัญจริงๆ คือคุณก็ต้องเชื่อมต่อกับผู้ฟังให้ได้ อันนั้นแหละงานจะต่อเนื่อง แรงสนับสนุนมันมีผลเป็นแรงผลักดันที่ดีมาก การกระตุ้นคนให้มากเท่าไรยิ่งดี ให้คนฟังเขารู้สึกอินกับการแข่งขัน และการแข่งขันอะไรก็ตาม ถือว่ามีความสำคัญกับการพัฒนามากๆ เมื่อมีการแข่งขัน วงการก็จะพัฒนาขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี
ผมเปรียบเทียบอย่างที่ญี่ปุ่น ผมไปซื้อของในช็อปดีเจ เด็กเนิร์สๆ ที่เดินๆ ในช็อปทุกคนเล่นดีเจเป็นหมด บางคนเก่งกว่าผมด้วยซ้ำ คนเล่นได้เยอะแล้วเกิดการแข่งขันภายใน มันจะทำให้เราได้ตัวแทนที่แข็งแกร่ง ถ้าคนเล่นน้อยเราก็จะมีตัวเลือกน้อย อย่างประเทศที่เขามีมาตรฐานสูงกว่าเรานี่ เขามีคนเล่นเยอะมาก เล่นเป็นวิสัยปกติจนเป็นที่ยอมรับ
แต่สำหรับเมืองไทยมันก็มีหลายอย่าง มันคาบเกี่ยวกับที่อโคจรบ้างล่ะ ภาพลักษณ์ที่ผู้ใหญ่เขามองมันไม่ใช่มุมบวก ผมเคยมีน้องๆ เขาอยากให้ผมสอนดีเจ พ่อแม่เขาก็คิดเลยว่าเดี๋ยวต้องเสเพล พากันเสพยาแน่นอน แต่จริงๆ มันไม่ใช่ทั้งหมด คุณจะเหมาว่าทุกคนเป็นแบบนั้นไม่ได้ มันอาจจะมีจริงๆ แต่มันไม่ใช่ทั้งหมด ทุกสังคมมีทั้งดีและเลว อยู่ที่คุณเองนั่นแหละ จะไปเลือกอยู่ตรงไหน แต่หลายครอบครัวก็โอเคมาก พอเด็กอยากจะเรียนเขาก็ส่งเสริมลูกเขาดันให้สุดๆ เลย อย่างต่างประเทศเขานี้จริงจังเลย เลี้ยงตัวเองด้วยอาชีพดีเจเลย มีหน้ามีตาในสังคม แต่ในประเทศเราผมเข้าใจว่าเรามีวัฒนธรรมอีกแบบซึ่งเป็นปัจจัยที่เราควบคุมไม่ได้

เรื่อง : อิทธิพล เนียมสวัสดิ์
ภาพ : พานุวัฒน์ เงินพจน์


ติดตามผลงาน DJ Bomber Selecta ได้ที่

https://soundcloud.com/bomberselecta
https://www.mixcloud.com/bomberselecta


กำลังโหลดความคิดเห็น...