xs
xsm
sm
md
lg

อาสากู้ภัยไม่ใช่ใครก็เป็นได้ รอน - รณยุทธ

เผยแพร่:   โดย: Marsmag

25 เมษายน 2015

11:56 น. ตามเวลามาตรฐานประเทศเนปาล ห่างจากเมืองลัมชุงไปทางตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 34 กิโลเมตร อยู่ๆ ผืนดินก็เขยื้อนโดยไม่ให้สัญญาณเตือนใดๆ ล่วงหน้า เขย่าโลกด้วยระดับความสั่นสะเทือน 7.8 นี่คือเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่รุนแรงที่สุดของเนปาลนับตั้งแต่เกิดเหตุแผ่นดินไหวที่รัฐพิหารเมื่อปี 1934
การขยับตัวของแผ่นเปลือกโลกครั้งใหญ่นี้ โยกคลอนให้โลกสั่นไหว อารยธรรมอย่างโบราณสถานที่เป็นเครื่องบ่งชี้ว่าครั้งหนึ่งคนที่นั่นเคยดำรงอยู่ด้วยวิถีชีวิตอย่างไรพลันพังทลาย ผู้คนล้มตายไปกว่า 8,000 คน สร้างรอยแผลร้าวลึกให้แก่ผู้รอดชีวิต และสั่นไหวเข้าไปในหัวใจของผู้คนทั่วโลก รวมถึงชายคนหนึ่งซึ่งใช้ชีวิตอยู่ห่างจากพื้นที่แห่งนั้นกว่า 2,000 กิโลเมตร จนต้องพาตัวเองเดินทางไกล ด้วยความหวังที่ว่าเขาจะสามารถช่วยเหลือผู้ประสบภัยเหล่านั้นได้...

รอน-รณยุทธ กุลพันธ์ เป็นผู้ชายชาวไทยชนชั้นกลางธรรมดารูปร่างค่อนไปทางท้วม ทำงานประจำอยู่ในฝ่ายโยธาธิการของการประปานครหลวงสำนักงานใหญ่ มองผิวเผิน เขาก็น่าจะมีชีวิตอย่างมนุษย์สังคมเมืองทั่วไป--เช้าเข้างาน เย็นกลับบ้าน ไปดูหนังในโรงภาพยนตร์บ้างนานๆ ครั้ง ปั่นจักรยานหรือวิ่งออกกำลังกายแถวบ้านบ้างนานๆ หน เฝ้ารอให้เข็มนาฬิกาหมุนวนไปถึงวันศุกร์ และขยาดการมาถึงของวันจันทร์--แต่ความจริงคือ สิ่งที่เรากล่าวมาทั้งหมด ล้วนตรงข้ามกับสิ่งที่เขาเลือกทำ

เพราะอีกภาคหนึ่ง รอนคือ 'อาสาสมัครกู้ภัย' ของสมาคมอาสาสมัครบรรเทาสาธารณภัยแห่งประเทศไทย ผู้กระตือรือร้นที่จะพาตัวเองออกไปช่วยเพื่อนมนุษย์ทุกครั้งเมื่อมีเหตุ ไม่ว่าจะเป็นไฟไหม้ระดับที่ฉีดน้ำเข้าใส่แค่ครึ่งชั่วโมงก็มอด หรือภัยพิบัติครั้งใหญ่อย่างเหตุการณ์สึนามิที่คร่าชีวิตผู้คนไปกว่าสองแสนคนใน 15 ประเทศ ซึ่งรวมถึงไทยเมื่อปลายปี 2547 และล่าสุดกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวในเนปาล ที่เขาได้รับโอกาสให้เข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยยังต่างแดนในฐานะผู้ประสานงานช่วยเหลือทีมแพทย์ฉุกเฉินของไทยเป็นครั้งแรก

นั่นล่ะ หากให้นอนพักผ่อนอยู่บ้านเฉยๆ เขาบอกว่าคงเลือกขับรถยนต์คู่ใจที่ดัดแปลงจนกลายเป็นรถกู้ชีพเต็มอัตราศึกออกไปช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์มากกว่า

"อย่างน้อยมันก็เป็นความสุขของเรา" เขาว่า

ใช่ แม้จะไม่ได้รับค่าตอบแทนใดๆ แต่การช่วยเหลือกันและกันก็คือความสุข เป็นการเติมเต็มความเป็นมนุษย์ให้แก่เขา เพราะรอนรู้ดีว่า ไม่ใช่เพียงอาคารบ้านเรือนและอารยธรรมเท่านั้นที่จะพังทลายลงเมื่อเกิดภัยพิบัติแต่ละครั้ง แต่หัวใจของผู้คนที่ต้องรับเคราะห์ก็เช่นกันที่ต้องการการเยียวยา

สภาพล่าสุดหลังเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวในประเทศเนปาลที่คุณได้ไปสัมผัสมาเป็นอย่างไร
ทีมจากไทยที่เข้าไปช่วยเหลือจะเน้นเรื่องการแพทย์ ส่วนผมจะเข้าไปช่วยสนับสนุนทีมแพทย์ เรียกว่าทีมกู้ชีพในระบบ ICS (Incident Command System) ผมดูแลเรื่องแผนภูมิและสำรวจสภาพโดยรวมของแต่ละหมู่บ้าน รวมถึงเป็นทีมกู้ภัย ซึ่งกู้ภัยในที่นี้ ไม่ใช่การไปขุดค้นซากตึกในเมืองนะครับ แต่หมายความว่า ทีมแพทย์ของไทยเนี่ย เขาไปแล้วอาจเจออุปสรรคต่างๆ ได้ เราเลยมีหน้าที่เข้าไปช่วยเหลือเขาตรงนั้น--ตอนนี้เรื่องการกู้ภัยก็จบไปหมดแล้ว เพราะผ่านระยะเวลามาสักพักหนึ่งแล้ว
ส่วนสภาพโดยรวมของเนปาลคือจะเน้นเรื่องการฟื้นฟูที่พักอาศัยและสุขอนามัยเป็นหลัก ซึ่งยังต้องพัฒนาแก้ไขอีกพอสมควร และแม้คนเนปาลจะเริ่มรับได้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่บอกได้เลยว่าตอนนี้เขากลัวแผ่นดินไหวมาก ตอนเกิดแผ่นดินไหวรอบสองระดับ 7.2-7.3 พวกหมอพวกพยาบาลยังตกใจเลยนะ รีบวิ่งออกมากันเต็มถนนไปหมด ส่วนคนป่วยก็วิ่งออกมาเหมือนกัน ถือขวดน้ำเกลือออกมา บางคนลากมาแค่สาย ทิ้งขวดน้ำเกลือไว้ คือเขาจะกลัวมาก เพราะอาคารของโรงพยาบาลอยู่ในสภาพเก่า เนื่องจากโครงสร้างอาคารในเนปาลเป็นบ้านอิฐบ้านปูนที่สร้างกันเองโดยอาจไม่มีวิศวกรควบคุม นอกจากอาคารที่เป็นคอนโดใหญ่ๆ หรืออาคารพาณิชย์ที่สร้างขึ้นหลังจากมีกฎหมายออกมาควบคุมว่า ตึกต่างๆ ต้องรับแผ่นดินไหวได้ในระดับ 8-9 ซึ่งเรื่องจิตใจของคนในพื้นที่ ทางด้านจิตวิทยาต้องประคับประคองกันต่อไป เพราะบางคนบ้านพังทั้งหลัง บางคนถึงบ้านไม่พัง แต่ก็ร้าวจนโครงสร้างอยู่ในภาวะวิบัติ และเราจะเห็นได้เลยว่า เมื่อถึงเวลาที่เราต้องเดินทางกลับ เขาจะไม่อยากให้เรากลับ เพราะเรื่องการรักษาต่างๆ เราดูแลอย่างทั่วถึง มียาฟรีให้ เพราะระบบสาธารณสุขของเนปาลไม่เหมือนบ้านเรา เวลาเขาไปหาหมอเสร็จ จะต้องเอาใบสั่งยาไปซื้อยาเองอีกที แต่ของเราจะเป็นแบบรักษาแล้วให้ยาเลย

ช่วงหลายปีมานี้ดูเหมือนจะมีเหตุการณ์ภัยพิบัติเกิดขึ้นทั่วโลกบ่อยมาก คุณมองว่าสิ่งเหล่านี้ใกล้ตัวเรามากขึ้นหรือยัง
ต้องบอกว่าปัจจุบันภัยธรรมชาติเป็นสิ่งใกล้ตัวเรามากนะครับ การเคลื่อนตัวของชั้นหินชั้นดินที่เป็นเปลือกโลกเกิดขึ้นตลอดเวลาอยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับว่าจะเกิดใหญ่ๆ ตอนไหนเท่านั้นเอง ผมคิดว่าภัยทางธรรมชาติเป็นสิ่งที่รุนแรงมากนะ อย่างเนปาลเนี่ยเสียหายหนักจริงๆ บางคนพ่อแม่ตายไปเหลือแค่ลูก แล้วถ้ามองกลับมาที่ประเทศไทย ตอนเหตุการณ์สึนามิมันก็กวาดเอาอะไรไปหลายอย่าง ทั้งคน เศรษฐกิจ บางคนถึงขั้นล้มละลายก็มี

ถ้าพูดอย่างไทยๆ บางคนจะชอบบอกว่า เรื่องเหล่านี้เป็นเวรเป็นกรรม บ้างก็ว่าธรรมชาติกำลังเอาคืนมนุษย์ จริงๆ แล้วคุณเชื่อเรื่องเวรกรรมไหม
ผมมองว่ามันก็มีส่วนนะ การที่โลกร้อนขึ้น น้ำแข็งละลาย ระดับน้ำทะเลเปลี่ยนแปลง ส่วนหนึ่งก็มาจากฝีมือมนุษย์ เช่น เราไปตัดไม้ทำลายป่า ลองสังเกตดูว่า เมื่อก่อนบ้านเราไม่ร้อนขนาดนี้นะ ทุกวันนี้ร้อนระดับ 38-40 องศาเข้าไปแล้ว แต่อย่างเรื่องแผ่นดินไหว เราต้องแยกให้ออกว่ามันเป็นเรื่องธรรมชาติที่เปลือกโลกขยับอยู่ตลอดเวลา เพียงแต่จะมากหรือน้อยเท่านั้นเอง

แสดงว่าคุณไม่ใช่คนที่เชื่อเรื่องคำทำนายวันสิ้นโลก หรืออะไรทำนองนั้น
ไม่เคยเชื่อ เป็นคนไม่ค่อยเชื่อคำทำนายสักเท่าไหร่ จะเชื่อเรื่องหลักการและเหตุผลอย่างพยากรณ์อากาศที่เขาใช้สถิติมาชี้วัดมากกว่า

แล้วถ้าเกิดเหตุภัยพิบัติอย่างแผ่นดินไหวขึ้นมาจริงๆ เราควรเตรียมพร้อมรับมือเบื้องต้นอย่างไร
ในเบื้องต้นปกติจะมีศูนย์ช่วยเหลืออยู่แล้ว สิ่งที่ควรทำคือมองหาที่โล่งสำหรับตั้งสถานพยาบาลฉุกเฉิน ที่ไม่อยู่ใกล้สิ่งปลูกสร้างสูงๆ ซึ่งอาจล้มลงมาทับได้ และในส่วนของประชาชนคือเราต้องพยายามปรับตัวเองให้เข้ากับสภาพที่กำลังเกิดขึ้น คือถ้าเกิดเหตุ แน่นอนว่าสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ จะขาดหาย อาจต้องเข้าห้องน้ำแบบใส่ถุงดำบ้าง และควรดูแลความสะอาดของอาหาร รวมถึงความสะอาดของตัวเราเอง ซึ่งน้ำดื่มนี่สำคัญที่สุดเลยนะ พยายามอย่าดื่มน้ำสุ่มสี่สุ่มห้า ตอนไปเนปาล ผมเองก็โดนมาเหมือนกัน คือชาวเนปาลเขาเอาน้ำมาให้ แต่ในน้ำอาจมีอะไรปนเปื้อนอยู่ พอดื่มไปสักพักก็อาเจียนออกมาเลย

ย้อนกลับไปก่อนที่คุณจะกลายมาเป็นหนึ่งในตัวแทนของไทยไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยในเนปาล คุณเริ่มต้นเข้ามาเป็นอาสาสมัครกู้ภัยได้อย่างไร
จุดเริ่มต้นมาจากสมัยที่ผมเรียนอยู่มหาวิทยาลัย ตอนนั้นผมขับรถไปเรียนหนังสือ แล้วเจออุบัติเหตุมอเตอร์ไซค์ล้ม ในขณะที่ฝุ่นมันฟุ้งอยู่ รถเทรลเลอร์ก็สวนมาเหยียบมิดเลย พอเจอแบบนั้นเราก็ทำอะไรไม่ถูก ไม่รู้ว่าจะต้องโทรแจ้งใคร จะทำยังไงดี พอโทรไป 191 เขาก็รับเรื่องไป สักพักตำรวจจับรถเทรลเลอร์ได้ แล้วหน่วยกู้ภัยมาช่วยเหลือคนเจ็บ เราถึงได้เห็นว่าทีมกู้ภัยเขาทำอะไรกันบ้าง ผมเลยเริ่มต้นจากจุดนั้น มาเป็นอาสาสมัครช่วยคนเวลาเกิดอุบัติเหตุ เริ่มเรียนรู้ตั้งแต่การปฐมพยาบาล ตอนนั้นผมเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร ก็ไปร่วมกับชุมชนคนหนองจอก ตั้งอาสาสมัครศูนย์ราชพฤกษ์ขึ้นมา ทำอยู่ตรงนั้นแล้วค่อยๆ ขยับไปเรื่อยๆ ได้รู้จักพี่ที่ทำดับเพลิง ไปหาความรู้เพิ่มเติมจากเขา จนได้ไปเรียนกู้ภัยและดับเพลิงที่สิงคโปร์ ได้ไปดูงานที่สวีเดน บวกกับงานประจำที่ผมทำเป็นด้านการดูแลความปลอดภัยในการทำงาน บริษัทก็ส่งไปอบรม จป.วิชาชีพ (เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับวิชาชีพ) ซึ่งสมัยก่อนผมทำงานอยู่ในโครงการสร้างรถไฟฟ้าใต้ดิน ดูแลเรื่องหัวเจาะ หลังจากนั้นเราก็หาความรู้มาเรื่อยๆ พัฒนาตัวเองมาเป็นการกู้ภัยสารเคมี เริ่มเข้ามาทำงานเป็นวิทยากรพิเศษให้กรมควบคุมมลพิษ ฝึกสอนเรื่องการดับเพลิงทั้งพื้นฐานและขั้นสูง ตอนนี้สอนมาได้ 20 ปีแล้ว (ยิ้ม) เราพยายามหาความรู้ไปเรื่อยๆ พยายามศึกษาว่าเมืองไทยยังขาดอะไรอีกบ้าง อย่างเรื่องการกู้ภัยด้วยระบบเชือก เมื่อก่อนไทยยังไม่มี เราก็เอามาสอน ทำทีมขึ้นมา ตอนนี้หน่วยงานหลักที่ผมอยู่คือ อาสาสมัครบรรเทาสาธารณภัยแห่งประเทศไทย ทำงานทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับสาธารณภัย นอกจากนี้ยังตั้งทีมเฉพาะขึ้นมาชื่อ ESU เป็น Emergency Service Unit คือทำทุกอย่างที่เกี่ยวกับการบริการกู้ภัย

ปัจจุบันมาตรฐานการกู้ภัยในไทยถ้าเทียบกับระดับสากลเป็นอย่างไร
ไม่ต่างหรอกครับ แต่จะต่างกันแค่มาตรฐานของอุปกรณ์มากกว่า อย่างถ้าเป็นอเมริกาเขาจะใช้แบรนด์เนมหลักหมื่น ของเราจะใช้ของจีนหลักพัน แต่ถามว่าใช้ได้ไหม ก็ใช้ได้เหมือนกัน แต่เรื่องความทนทานอาจน้อยกว่านิดหน่อย ซึ่งถ้าจะว่ากันโดยภาพรวม อาสากู้ภัยต่างๆ ตอนนี้ก็กำลังพยายามยกระดับตัวเองกันอยู่ สมัยก่อนเราจะเห็นว่ามีแค่รถกระบะสำหรับเคลื่อนย้ายคนเจ็บ แต่เดี๋ยวนี้จะถูกพัฒนาโดยสถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน กำหนดให้รถพยาบาลขั้นพื้นฐานต้องมีถังออกซิเจน ต้องมีหลังคา จะเห็นว่าเดี๋ยวนี้มีรถตู้ทั่วไปแปลงตัวเองเป็นรถพยาบาลพื้นฐานเยอะมาก และจะมีทั้งโรงพยาบาลรัฐและเอกชนเข้าร่วม คือการออกไปแต่ละครั้งจะต้องมีหมอและพยาบาลไปด้วย เพราะเราต้องการลดอัตราการเสียชีวิตหรือพิการลง คือเมื่อก่อนจะมีความเสี่ยงพวกนี้อยู่เยอะระหว่างนำส่งโรงพยาบาล เพราะการเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บ ใช้ความเร็วอย่างเดียวไม่พอนะครับ ต้องได้รับการรักษาขั้นพื้นฐานระหว่างนำส่งด้วย ผิดกับสมัยก่อนที่มาถึงใส่เฝือก ล็อกคอ แล้วไปโรงพยาบาลเลย ซึ่งแน่นอนว่าย่อมทำให้เกิดความเสี่ยง

ถ้าคนทั่วไปนึกอยากเป็นอาสาสมัครกู้ภัย เขาสามารถซื้ออุปกรณ์มา แล้วออกไปช่วยเหลือคนตามท้องถนนเลยได้ไหม
ขึ้นชื่อว่าอาสาสมัคร ใครนึกจะทำก็ทำได้ครับ แต่ถ้าให้ดี ควรรู้ก่อนว่าการช่วยเหลือคนอื่นให้ปลอดภัยที่ถูกต้องเขาทำกันอย่างไร สิ่งเหล่านี้มีการอบรมในหน่วยงานต่างๆ อยู่แล้ว คือการเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บนี่อันตรายนะครับ ถ้าเคลื่อนย้ายไม่ถูกวิธีอาจทำให้เขาพิการหรือเสียชีวิตได้ นี่คือสิ่งที่ต้องเรียนรู้ ไม่ใช่แค่มีอุปกรณ์แล้วจะไปยกคนเจ็บได้เลย มันไม่ใช่การบอกว่า ผมมีเงิน ไปซื้อชุดดับเพลิงก็เป็นนักดับเพลิงได้แล้ว มันเหมือนคุณมีเงิน ซื้อรถไว้ที่บ้าน แต่ขับรถไม่เป็นน่ะ

อย่างเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เนปาลที่คุณได้ไป หน่วยงานมีเกณฑ์การคัดเลือกอย่างไร
ปกติทางหน่วยงานเขาจะรู้อยู่แล้วว่าใครมีความสามารถด้านไหน มีประสบการณ์หรือไม่ และเหมาะสมกับงานตรงนั้นมากน้อยแค่ไหน เขาก็จะคัดจากตรงนี้ เช่น ทีมของผม มีคนที่จบภูมิศาสตร์มา เขาก็จะสามารถทำแผนที่ได้ บางคนเก่งเรื่องการเดินป่า ส่วนผมจะถนัดเรื่องการกู้ภัยด้วยเชือก (Rope Rescue) คือด้วยความเป็นอาสาสมัครที่แต่ละคนมีความถนัดแตกต่างกันมันเลยทำให้เกิดความหลากหลาย

การกู้ภัยแต่ละครั้งต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง
สิ่งแรกเลยคือความปลอดภัย ที่ไม่ใช่ความปลอดภัยของผู้ประสบภัยอย่างเดียวนะครับ มันต้องรวมถึงความปลอดภัยของเราด้วย สมมุติมีสารเคมีขวางอยู่ข้างหน้าเต็มไปหมด เราก็ต้องหาวิธีการว่า ทำอย่างไรที่จะเข้าไปแล้วไม่ถูกสารเคมีทำอันตราย และสามารถช่วยคนข้างในออกมาได้อย่างปลอดภัย นี่คือสิ่งที่นักกู้ภัยต้องตอบให้ได้ เช่น เวลามีเหตุการณ์ไฟไหม้ เราต้องเตรียมหน้ากากไปสองชุด นักดับเพลิงจะไม่ถอดหน้ากากของตัวเองออก ไม่ว่าอย่างไรเราต้องปลอดภัยไว้ก่อน คืองานพวกนี้มันมีความเสี่ยงแน่นอน ขนาดเพื่อนผมจอดรถจะลงไปช่วยคน เปิดสัญญาณไฟฉุกเฉินไว้แล้ว พอเปิดประตูลงมา รถเก๋งอีกคันก็ยังมาชนได้เลย ดังนั้นถึงได้บอกว่า จะทำอะไรต้องยืนอยู่บนพื้นฐานของความปลอดภัย ชีวิตคุณไม่อาจฝากไว้กับอะไรอย่างเดียวได้ ไม่ควรฝากไว้ที่เชือกเพียงเส้นเดียว

คือไม่ใช่มีแค่ความกล้าอย่างเดียว
ใช่ ถ้านักกู้ภัยคนไหนขาดความกลัว แสดงว่าคนนั้นประมาท คือความกล้าก็สำคัญ แต่ถ้าบอกว่าไม่มีความกลัวเลย แล้วลุยอย่างเดียว นั่นคือไม่มีสติ แสดงว่ายังคิดไม่รอบคอบ เพราะคนที่มีความกลัวอยู่บ้างจะคิดก่อนทำว่า ทำแบบนี้จะโอเคไหม ต้องวางแผนอย่างไร ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ เช่น สมัยสงครามเวียดนาม มีการทำสถิติออกมาว่า ทหารอเมริกันที่ได้ชุดเกราะมาใหม่ๆ จะตายเยอะกว่าทหารที่ไม่มีเสื้อเกราะ เพราะเขาประมาท

โดยส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวกับงานกู้ภัย คุณกลัวความตายไหม
(นิ่งคิด) เรื่องเกิดแก่เจ็บตาย ปลงไปแล้วครับ (หัวเราะ) เพราะเราได้เห็นมาเยอะแล้ว บางทีก็คิดว่าถ้าเกิดอุบัติเหตุแล้วเจ็บหนักแบบนี้ ขอตายดีกว่า เราเคยทำนั่นทำนี่ ไปดับไฟ ปีนนั่นปีนนี่ ถ้าให้ต้องมานอนหยอดน้ำเกลือ คงไม่อยากอยู่แล้ว ขอไปเถอะ

เวลาออกไปกู้ภัยแล้วต้องเจอกับคนตาย คุณรู้สึกอย่างไร
ก็สงสารเขานะ อย่างที่เนปาล เราได้เห็นผู้เสียชีวิตทุกวัน บางทีก็ห่อผ้าข้ามสะพานไป สักพักเอาไปหย่อนลงน้ำ แคมป์เราอยู่ข้างแม่น้ำ อาทิตย์แรกๆ ลงเล่นน้ำกัน ก็เจอลอยมา 5 ศพ หลังจากนั้นเลิกเลย (หัวเราะ) ชุดแรกกลับไป ชุดที่สองเจออีก 2 ศพ กับขาอีก 1 ข้าง แต่ด้วยหน้าที่ เราก็ต้องรับผิดชอบกับภาระตรงนั้นให้ดีที่สุด

ถ้าเจอสถานการณ์ที่มีคนบาดเจ็บ 2 คน แต่เราสามารถช่วยให้รอดชีวิตได้แค่คนเดียว เราควรเอาหลักเกณฑ์อะไรมาวัดว่า คนไหนควรมีชีวิตอยู่ต่อไป
โดยปกติเราต้องประเมินคนเจ็บอยู่แล้ว แต่ถ้าต้องเลือกจริงๆ เราจะเลือกคนที่มีโอกาสรอดชีวิตสูงกว่า แต่ถ้าให้ดีก็ช่วยทั้งสองคนเลย คือมันต้องดูตามแต่ละสถานการณ์ อย่างมีคนหนึ่งเลือดออกเยอะมาก ส่วนอีกคนขาหัก ถ้าเราช่วยห้ามเลือดคนเลือดออกก่อน แล้วพาเขาออกไป แต่ดันกลับมาช่วยคนขาหักไม่ทัน มันก็อาจทำให้คนที่มีโอกาสรอดมากกว่าหมดโอกาส แต่ในความเป็นจริงคือ เวลาออกไปกู้ภัย เราจะไปกันเป็นทีม ดังนั้นเราสามารถช่วยได้หลายคนอยู่แล้ว

ในความปรารถนาดีของงานอาสาสมัครกู้ภัย มีด้านลบอื่นๆ อยู่บ้างไหม
ผมว่าทุกสังคมมีทั้งคนดีและไม่ดี คำว่าอาสาสมัครคือใครมาทำก็ได้อยู่แล้ว ดังนั้นร้อยพ่อพันแม่มาอยู่รวมกัน มันต้องมีจุดบอดอยู่บ้าง แต่เอาจริงๆ ไม่ต้องมองแค่อาสาสมัครหรอก ในสังคม ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ เป็นทหาร ตำรวจ ทุกหมู่ ทุกเหล่า ทุกคนผ่านการศึกษามาทั้งนั้น แต่ออกมาก็ต้องมีคนดีและไม่ดีปะปนกันไป การจะบอกว่าอาสาสมัครจะต้องดีทุกคน ผมว่าเป็นไปไม่ได้ มันต้องมีดีบ้างเลวบ้างมากน้อยปะปนกันไป ซึ่งต้องยอมรับว่ามีบ้างเหมือนกันที่อาสาสมัครบางคนหากินกับคนเจ็บ เช่น ได้ค่าหัวคิวจากโรงพยาบาล แต่ผมขอยืนยันว่า อาสาสมัครทุกคนที่เข้ามาทำงานตรงนี้ในแรกเริ่มเขามาด้วยใจทั้งนั้น เพราะค่าตอบแทนไม่มี อุปกรณ์ต้องซื้อเองทั้งหมด แต่บางคน พอทำไปสักพัก แล้วมีผลประโยชน์มาล่อ ก็ตกหลุมพรางกันง่ายๆ

เราเกิดมาคนเดียว ตายก็ไปคนเดียว แล้วทำไมเราต้องพาตัวเองไปเสี่ยงชีวิตเพื่อช่วยเหลือคนอื่น
มันเป็นเรื่องของจิตอาสาอย่างหนึ่งนะ เหมือนบางคนชอบไปช่วยเหลือโรงเรียนตามชนบท ไปทำห้องน้ำ บริจาคเงินหรือสิ่งของต่างๆ บางคนไปปลูกป่า นั่นก็เป็นอีกแบบหนึ่งของจิตอาสา ซึ่งผมมองว่าจริงๆ แล้วมันไม่ได้มีประโยชน์แค่กับคนอื่นอย่างเดียว แต่ยังมีประโยชน์ต่อตัวเราด้วย คือการช่วยเหลือคนเจ็บ อย่างการฝึก CPR (Cardiopulmonary resuscitation หรือปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพ) มันเป็นความรู้ที่เราสามารถเอาไปใช้กับคนในครอบครัวได้ด้วย และการลงมือปฏิบัติจริงก็จะทำให้เรามีประสบการณ์ บางคนเรียน CPR มาแล้ว แต่พอถึงคราวต้องทำจริงๆ อาจจะไม่กล้าก็ได้ไง และที่สำคัญอย่างน้อยสิ่งเหล่านี้มันเป็นความสุขของเรานะ ผมทำงานทั้งดับเพลิง ทั้งช่วยคนเจ็บบนท้องถนน ทำมาเยอะ มันเป็นความสุข สมัยก่อนพ่อแม่เคยบ่นเหมือนกันว่าทำไปทำไม นอนก็ดึก แต่ตอนนี้ไม่บ่นแล้ว แถมยังสนับสนุนด้วยซ้ำ เพราะสำหรับผมมันเป็นความสุข สุขของการได้ให้

ทุกวันนี้คุณออกไปช่วยเหลือคนอื่นด้วยความรู้สึกแบบไหน มีความรู้สึกว่าตัวเองเป็นฮีโร่อย่างในภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดบ้างหรือเปล่า
ในใจไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นฮีโร่เลยนะ เราแค่อยากไปช่วย สมมุติไฟไหม้ มีคนติดอยู่ในอาคาร ถ้าเราอยู่ใกล้ก็จะรีบไปทันที เราไม่อยากให้ใครเป็นอะไร เพราะบ้านผมเคยถูกไฟไหม้มาแล้วครั้งหนึ่ง ผมเลยรับรู้ถึงความรู้สึกตรงนั้น เพราะตอนนั้นพอข้างบ้านโทรไปแจ้งว่าบ้านเรามีเหตุไฟไหม้ ศูนย์ช่วยเหลือยังต้องโทรกลับมาถามอีกว่าไหม้จริงไหม นี่แสดงให้เห็นถึงปัญหาในประเทศเรา เนื่องจากมีคนชอบโทรไปแกล้งหน่วยกู้ภัยเยอะมาก ซึ่งถ้าไฟไหม้บ้านเนี่ย หากเกิน 4 นาที แสดงว่าเป็นไฟไหม้ขั้นรุนแรงไปแล้ว เวลาที่สูญเสียไปในการแจ้งเหตุตรงนั้นมันมีผลต่อความสูญเสียเยอะมากนะครับ
เรื่อง : ฆนาธร ขาวสนิท
ภาพ : อิศเรศน์ ช่อไสว
กำลังโหลดความคิดเห็น...