xs
xsm
sm
md
lg

อวสานของพ่อมดผู้ตาดูดาว เท้าติดติน

เผยแพร่:   โดย: Marsmag

Blowin’ in the songs
โดย : ประมวล ดาระดาษ
p_daradas@hotmail.com

ถึงช่วงประวัติศาสตร์แห่งสงครามเวียดนาม ในยุค 70 นั้น ซึ่งว่ากันว่า เป็นการเบ่งบานของยุคที่เพลงร็อกมีรูปแบบ เนื้อหา และท่วงทำนองสวยงามและไพเราะมากที่สุดในประวัติศาสตร์เสียงเพลง เพลงเฮฟวี่ ฮาร์ด ร็อก ขบวนของแฮร์ แบนด์ ที่เฟื่องฟูสุดขีด โดยร็อก คัลเจอร์ ยุคนี้ หากตัดเรื่องการใช้ชีวิตที่ไม่อินังขังขอบกับสังคม และจารีต ที่หมกมุ่นในรูปแบบของเรื่องเซ็กส์ และยาเสพติดที่เป็นด้านมืดออกไปแล้ว(เหมือนจะไม่เรียบร้อยและขัดหู ขัดตา ขัดใจ กลุ่มนักอนุรักษ์นิยม อยู่ทุกยุค)

โดยสมัยนั้น พลังทางจิตสำนึกต่อสังคมมีสูง โดยภาพรวม แต่เมื่อพิจารณาแยกยิบย่อยในภาพ จิตสำนึกขบถในการเรียกร้องต่อสังคม ของไอ้หนุ่มผมยาวกลุ่มร็อกแนว แฮร์ แบนด์ ก็มีแฝงอยู่ประปรายเช่นกัน พวกเขามีเพลงที่เกี่ยวกับความรักโรแมนติก และการใช้ชีวิต ในรูปแบบศิลปินผมยาว มี บางวงก็เคร่งในศาสนา ออกมาทางแนวคริสเตียน ร็อกอยู่ บางวงแปลกแยกในตัวตนนของตน กับผู้อื่น และสุดท้ายกับสังคม

บางบทเพลงอาจมีรูปแบบพื้นๆ ฟังง่าย หากทว่างดงามราวบทกวีก็มีหลากหลายเช่นกัน กระบวนทัศน์ต่อสังคม ภาวะจิตสำนึกต่อ ระบบสังคม ระบบการเมือง จะเอาทฤษฎีใดมาจับก็ไม่น่าจะมีแบบ ”นิ่งสงบแบบหมอบราบคาบแบบยอมจำนน” ต่อผู้ปกครอง ผู้นำไปได้ ตราบที่โลกไม่เคยนิ่ง และดวงอาทิตย์ยังลุกโชนฉายแสง หนุ่มสาวและผู้คนทุกยุคสมัยต่างก็มีความหวัง มีอุดมการณ์ในชีวิต

ดังนี้ เสียงต่างๆ ที่ได้สดับนั้น เมื่อมากระทบโสต กับสำเนียงยุค 70 ที่ทำให้เลือดในกายฉีดพล่าน ย่อมไม่มีทาง”นิ่งสงบ”ในทางความคิด หรือทางกายภาพไปได้ กระแสสำนึกแบบนี้มีสันตติต่อเนื่องมาทุกยุคทุกสมัย ถึงยุคสหัสวรรษใหม่

เพลง “สตาร์เกเซอร์” (Stargazer) ของคณะ “เรนโบว์” (Rainbow) ซึ่งรจนาถ้อยร้อยเสียดเย้ย ด้วยแนวทางหนักหูล้ำสมัย(ในยุคนั้น) ของพ่อมดชุดดำ “แมน อิน แบล็ก” ริชชี่ แบล็กมอร์ ยอดขุนขวานผู้บริหารวงแฝดผู้พี่ของ “เรนโบว์” อีกวง คือ “ดีพ เพอร์เพิล” ในสมัยนั้น ที่สร้างแนวทาง “แคลสสิกคัล ร็อก” ระดับตำนานหลายร้อยเพลง จนกลายมาเป็นมรดกถึงยุคปัจจุบันนี้

แทร็กนี้เป็นอีกเพลงที่มีแพทเทิร์นดนตรีสวยงาม เมโลดี้เพราะ และการร้องที่ใช้รูปแบบเสียดสีบาดลึก มีช่วงของการเน้นโซโล่กีตาร์ระทึกยาวเหยียดที่กีตาริสต์ในยุคนั้นมีดีก็ต้องโชว์ทักษะกัน

เป็นบทเพลงที่ยาวแปดนาที ฝีมือกลองของสุดยอดดรัมเมอร์ เพอร์กัสชั่นแห่งยุค โคซี เพาเวล เทคนิคกีตาร์พ่อมดริชี่ แบล็คมอร์ และเสียงร้องของ รอนนี่ เจมส์ ดิโอ ผู้ล่วงลับ เบสของ จิมมี่ เบน และคีย์บอร์ดของ โทนี่ คารีย์ และฟีเจอริ่งด้วยวงมิวนิก ฟิลฮาร์โมนิก ออร์เคสตราในยุคนั้น ส่งผลให้อัลบัมนี้ ได้รับการโหวตเป็นอัลบัมอันดับหนึ่งตลอดกาลของเรนโบว์

และแทร็กนี้ คือ จุดพีกสูงสุดทางด้านดนตรีของ ริทชี่ แบล็กมอร์ และรอนนี่ เจมส์ ดิโอ สายรุ้งสกาวสดใสที่ประทับตรึงใจ แม้จะเลือนรางอยู่ในอดีตขอบฟ้าโพ้น

เนื้อเพลงนี้เขียนกล่าว อุปมา อุปมัย หรือมีอุปลักษณ์เชิงนัยยะ สะท้อนภาพผู้ปกครองในยุค ผู้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จ ผู้แลเห็นดวงดาว และความเป็นไป ซึ่งพวกเขาเหล่านั้น มักมีวาทกรรมยอดเยี่ยม ต่อการปลุกเร้า ครอบงำและชี้นำสังคม เขาจะนำสังคม บ้านเมืองเข้าไปสู่ยุคสมัยของเขา แบบแยบยล ไม่ว่าจะต่อการรูปแบบและที่มาของการได้อำนาจ ใช้อำนาจ แบบถอนรื้อโครงสร้างเก่า และหมายมั่นว่าจะสร้างขึ้นใหม่

และสุดท้าย พ่อมดตนนั้นก็ตกหอคอย กระอักเลือดสาด กลายเป็นทรราชเสียเป็นส่วนใหญ่ รัฐบุรุษหาได้ยาก เนื้อหาของเพลง เมื่อย้อนมองกลับไปในยุควินเทจก็สะท้อนสังคมปัจจุบันได้แจ่มชัด
วิเคราะห์ (สตาร์เกเซอร์) แบบแกะลายแทงบางส่วน จาก อุปลักษณ์กํบสภาพสังคมการเมืองการปกครองในยุคนั้น

High noon, oh I'd sell my soul for water
Nine years worth of breakin' my back
There's no sun in the shadow of the wizard
See how he glides, why he's lighter than air?
Oh I see his face!

Where is your star?
Is it far, is it far, is it far?
When do we leave?
I believe, yes, I believe

In the heat and the rain
With whips and chains
To see him fly
So many die
We build a tower of stone
With our flesh and bone
Just to see him fly
But don't know why
Now where do we go?

“…แดดเปรี้ยง..ระอุไอ โอ..ข้า...สังเวยวิญญาณ์ให้แก่กระแสน้ำ
เก้าปีผ่านมา คุณค่าแห่งมนุษย์..สุดสิ้น (ช่วงสงครามเวียดนาม)
ไร้แสงระวี ในเงื้อมมือพ่อมด (โดยนัยยะถึงท่านผู้นำ ผู้ลื่นไหลเปี่ยมเล่ห์กล แพรวพราย จับมิได้ ไล่มิทัน ดุจอากาศธาตุ ตามแบบฉบับของเหล่านักการเมือง)
โอ..ต่างเห็นวงหน้า และรอยแสยะยิ้มปรกริมฝีปาก ไหนล่ะ..ดวงดาราที่ชี้นำ (สันติภาพและความสงบสุข ประชาการปราศจากหนี้สินภายในหกปี)
ช่างห่างไกล แสนไกล หลายปีแสง สรวงสวรรค์ เมื่อไหร่จะถึงซึ่งฝั่งฝัน
ข้าเชื่อ…ข้ามั่นใจ…..ข้าศรัทธา(ต่อภาวะผู้นำ) ...”

โดยธรรมชาติสัตว์สังคมมนุษย์ ความหวาดหวั่น(ไม่แน่ใจในชีวิต) ความหวัง (อยากมีนั่นมีนี่) ความกลัว (สิ้นลาภ ยศ สรรเสริญ) ดั่งโลกในยุคมืดนั้น

แต่ดึกดำบรรพ์ เมื่อคนออกจากถ้ำ จึงฝากความหวังไว้กับผู้หยั่งรู้ดวงดารา คอยบอกข่าว คอยทำนายทายทัก และอย่างน้อยถ้อยจากเรียวปากผู้นำทุกยุค ก็จะมีคาถาอมตะ“จงเชื่อข้า” และต้อง”นิ่ง”ไว้ ขอให้เชื่อในความคิด(ของข้า...)

จนกระทั่ง ท่านผู้นำ พัฒนาขึ้นมาเป็นพ่อมด หรือผู้วิเศษในการต่อมาที่ประชาชีต้องฝากฝีฝากไข้ เป็นผู้มีอำนาจเหนืออัศวิน ผู้สามารถปัดเป่ากับทุพภิกขภัยหรือต่อกรกับสัตว์ร้ายที่มาเบียดเบียน ด้วยคงมนต์วิเศษ นี่คือภาวะผู้นำที่พัฒนาต่อมาในยุคกลางที่มาบัญชามวลชน

“สตาร์เกเซอร์” เปิดแทร็กด้วยการอินโทรกลองของโคซี่ เพาเวล ตวัดข้อมือตีโน้ตเขบ็ต กระทืบกระเดื่องกลองจัดจ้านแพรวพราย ทั้งๆ เทคโนโลยีด้านเครื่องเสียงยังเป็นแบบอนาล็อกอยู่ แล้วสอดรับด้วยลูกริฟฟ์หนักแน่น ตามด้วยเสียงร้องระดับคีย์สูงโหนเสียง แล้วตวัดปลายพยางค์ ซึ่งเป็นระดับโทนเสียงยอดนิยมแห่งยุคที่ประดาเฮฟวี่เขาข่มกันในที ของรอนนี่ เจมส์ ดิโอ อันทรงพลัง

ปี 1976 ปีที่ “เรนโบว์” ออกอัลบั้ม “ไร้สซิ่ง” (Rising)ที่มีเพลงนี้บรรจุอยู่นั้น สงครามเวียดนามสิ้นสุดลงขวบปี แม้จะมีนัยยะแฝงแห่งการเริ่มต้นชีวิตใหม่ อรุโณทัยทอแสงทอง สภาพสังคมมะริกันที่บอบช้ำอย่างหนัก เหตุครอบครัวขาดผู้นำหลายหมื่น หญิงเป็นม่าย ลูกกำพร้าพ่อ เป็นการพ่ายแพ้สงครามทางรูปธรรมนับแต่สงครามกลางเมืองที่แบ่งฝ่ายดาหน้าฆ่ากันเอง ต่อจากการรุกรานชนพื้นเมืองยุคบุกเบิกต้อนอินเดียนแดงเข้าเขตสงวนสำเร็จ เป็นต้นมา

ต่อภาวะของผู้นำ ซึ่งอย่างน้อยก็ต้องคงภาพลักษณ์ประมาณผู้วิเศษไม่ว่ายุคขุนน้ำขุนนาง ถึงยุคทุนนิยมประชาธิปไตย ที่อาศัยสภาครองเกรส รองรับความชอบธรรมในการสงคราม ในยุคสงครามเย็นที่อ้างว่าแผ้วถางโลกเสรีนิยม โดยการทำทุกวิถีเพื่อปกป้องและแสวงหาความรุ่งเรืองของคนอเมริกัน ไต่โคนสุดปลายรุ้ง โผทะลุถึงดวงดาราแจ่มจำรัส ไม่ว่าจะเป็นด้านสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมครอบโลก เหล่านี้คือ ผู้นำที่รังสรรค์อเมริกัน ดรีม สู่เป้าหมาย เพื่อให้เวลาสร้างหอหินผา ด้วยเลือดเนื้อ และน้ำตาประชาชี ในบทกวีท่อนที่สอง

“... ในพิษร้อนและพร่างฝน กับบ่วงโซ่และโบยแส้ (In the heat and the rain. With whips and chains.)
แท้จอมขมังเวทย์โบยบิน เราต่างก่อหอคอยหิน ดินท่วมเลือด ท่ามกองกระดูก กระเด็นถางทางขึ้นแท่น กับศพกี่แสน แหงนหน้าหารู้ไม่ ก้าววิบากมืดมนหนทางใด
(So many die. / But we don’t know why. /Now where do we go.)

เมื่อตัดพ้อเสียดสีท่านผู้นำจนหนำใจ เฮฟวี่ ฮาร์ด ร็อก ยุคนั้น จำต้องสรุปกระบวนทัศน์ ในทางออกและแนวคิด แบบบทกวีปลายปิด สรุป

“... ลมแล้ง..กรูโกรกเกรียว…เถิงเวิ้งทะเลทราย
พวกข้าสดับกาลย่างกราย..ว่ายเวียนลิ่ว โลกหมุนติ้ว..ต่างบรรเลงฝัน ต่อเหล่าผองข้า
หอคอยสูงหินผา …ผกเจ้าพ่อมด สูงสุดฟ้า
และ… ไร้สรรพสำเนียงในกาลนั้น
ตอนพ่อมดตาดูดาวหล่นสวรรค์….
ณ ซึ่งถึงคาบเวลานั้น
มันกระอักเลือดในอก ออกรดผืนทราย..
โอ..นึกไม่ออกใบหน้ามันเป็นฉันใด...”

นี่คือ เนื้อหาของเฮฟวี่ ฮาร์ด ร็อก เก่าแก่ขึ้นหิ้ง เมื่อเห็นพ่อมดทุนนิยมในระบบสังคม ซึ่งไม่ว่าจะตะวันออกหรือตะวันตก ที่ต่างฉวยโอกาสสร้างความบอบช้ำให้สังคมไม่รู้จักจบสิ้น หากยังลอยนวล ลอยหน้าในสังคม ทั้งเรื่องปัญหาที่ประดังหมักหมม เลวร้ายรายประทุต่อหน้าต่อตา เป็นวงวัฏฏะ

ย้อนดู ย้อนศึกษาฟังเขา แล้วกลับมาเพื่อพินิจรับใช้เราดั่งนี้แล้วไซร้ ถ้าจะมีการปลดล็อกบ่วงโซ่ และโบยด้วยแส้หวาย ในวังวนดั่งยุคมืดเดิม

ก็สิ้นสุดยุคมืดไปอีกวาระ กับพ่อมด ตาดูดาว(Stargazer) ผู้มักถูกประชาชนถามไถ่เสมอว่า

“Where was your star? Was it far, Was it far, was it far.”

ทว่าห่างไกลเหลือเกิน เพราะตัวพ่อมดเองมันก็ทุราจารในจริต จะรักษาชีวิตและตัวตนอยู่รอดไม่ท่ามกลางทะเลทรายนั้น
อัปเดตหลากหลายเรื่องราวข่าวสาร สาระบันเทิงได้ที่แฟนเพจ mars magazine


กำลังโหลดความคิดเห็น...