xs
xsm
sm
md
lg

‘ไม่อร่อย อย่าแดก’ บดินทร์ เตชะกฤดาธิการ

เผยแพร่:   โดย: Marsmag


สัปดาห์หนึ่งๆ คุณกินข้าวที่บ้านกันกี่ครั้ง?
หนึ่ง สอง สาม หรือไม่แม้สักครั้งเดียว
 
ในโลกที่สังคมเมืองเติบโตด้วยอัตราเร่งแบบก้าวกะโดด ไม่ผิดนักหากจะพูดว่า วัฒนธรรมการกินอาหารของผู้คนได้เปลี่ยนไปแล้วอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะในเมืองไทย ที่สมัยหนึ่งการกินข้าวนอกบ้านจะโดนจำกัดเอาไว้เฉพาะสำหรับโอกาสพิเศษอย่างงานวันเกิด หรือการเฉลิมฉลองต่างๆ เท่านั้น แต่ด้วยไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบในปัจจุบัน การกินอาหารนอกบ้านจึงกลายเป็นวิถีชีวิตที่ปกติไปในที่สุด

ด้วยเหตุนี้เองนี่เอง เพจชื่อสะดุดหูที่มีนามว่า ‘ไม่อร่อย อย่าแดก’ ภายใต้การดูแลของ บดินทร์ เตชะกฤดาธิการ จึงเกิดขึ้น โดยมีลักษณะของเนื้อหาที่จะคอยรายงาน วิพากษ์วิจารณ์ร้านอาหารแต่ละร้านอย่างตรงไปตรงมา ทั้งเรื่องรสชาติของอาหาร และสุขลักษณะของร้านนั้นๆ โดยรายงานผ่านปากคำและการตรวจสอบของผู้บริโภคด้วยกันเอง จนกลายเป็นสังคมของผู้บริโภคที่แข็งแรง ซึ่งปัจจุบันเพจไม่อร่อย อย่าแดก มีจำนวนคนกด Like ใกล้แตะ 80,000 คนเข้าไปแล้ว

“คือเราต้องกินข้าวนอกบ้านทุกวันอยู่แล้ว เพราะเราต้องทำงาน กลับมาก็ไม่มีเวลาทำ แล้วก็ทำไม่เป็นด้วย” บดินทร์เริ่มเล่าให้ฟังถึงที่มาที่ไปของการสร้างเพจนี้ขึ้นมา
 
“วันนั้นผมไปกินข้าวกับแฟนแถวโชคชัยสี่ ไปกินราดหน้าเจ้าหนึ่ง แล้วรู้สึกว่ามันไม่อร่อยเลย ก็เลยคิดขึ้นมาว่า เฮ้ย เราเห็นแต่พวกรายการพาไปชิมแต่ของอร่อยทั้งนั้นเลย ไม่เห็นมีชวนชิมร้านไม่อร่อยบ้าง ก็เลยเป็นไอเดียของการตั้งเพจขึ้นมา”

จากสถิติของศูนย์วิจัยกสิกรไทย พบว่าคนไทยรับประทานอาหารนอกบ้านเฉลี่ยแล้วสัปดาห์ละ 13 มื้อ โดยปลายสุดของกราฟนั้นจะอยู่ที่คนเมืองในกรุงเทพฯ ซึ่งมีอัตราการกินอาหารนอกบ้านเยอะที่สุด แถมหากนับรวมๆ ในภูมิภาคอาเซียนด้วยกันแล้ว ประเทศไทยถือได้ว่าเป็นประเทศที่มีคนกินอาหารนอกบ้านเป็นอันดับหนึ่งของภูมิภาคนี้เลยทีเดียว การตรวจสอบคุณภาพของร้านอาหารที่มีให้เห็นอยู่ทุกหัวมุมถนนจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้บริโภค โดยบดินทร์บอกว่า ลีลาการนำเสนอผ่านทางเฟซบุ๊กที่มีการใช้ภาษาง่ายๆ เหมือนเพื่อนเล่าให้เพื่อนฟังนี่เอง คือลักษณะเด่นของเพจไม่อร่อย อย่าแดก ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้เกิดการกล้าแลกเปลี่ยนข้อมูลกันมากขึ้น

“เริ่มแรกก็เขียนเองหมดเลย คือเป็นร้านที่เราไปเจอมา วิธีเล่าก็เหมือนกับเวลามีเพื่อนมาถามว่า เฮ้ย เป็นไงบ้าง ร้านนี้อร่อยไหม สมมุติมีเพื่อนมาถามว่า เฮ้ย เนื้อย่างอร่อยไหม เราก็จะบอกไปว่า ไม่อร่อยเลย เคี้ยวรองเท้าแตะอร่อยกว่า (หัวเราะ) ซึ่งปกติเราก็จะคุยกับเพื่อนแบบนี้อยู่แล้ว พอโพสต์ไปสักพัก เพื่อนก็เริ่มแชร์ แบบภาษามันตลกดี เขาก็แชร์ต่อๆ กัน มันก็เลยเริ่มมีคนอื่นส่งมาบ้างว่า เฮ้ย ร้านนี้ไม่อร่อย โดยใช้ภาษาตลกคล้ายๆ เรา”

แม้กระนั้น บดินทร์ก็บอกว่า ความคิดเห็นจากทางบ้านที่ส่งมา ก็จำเป็นจะต้องมีการตรวจสอบในระดับหนึ่ง ก่อนที่จะเอามาแชร์ผ่านหน้าเพจได้ เพราะเรื่องการรับประทานอาหารนั้น ในแง่หนึ่งมันก็เป็นเรื่องของรสนิยมส่วนตัว ความพึงพอใจส่วนตัว และหากเป็นเรื่องที่เปราะบางมากเกินไป มันก็อาจสุ่มเสี่ยงต่อการเกิด ‘ดราม่า’ ได้โดยง่าย

“ต้องดูครับว่ามันจริงหรือเปล่า อย่างแรกเลยก็ต้องมีรูป และรายละเอียดว่ามันไม่อร่อยอย่างไร ไม่ดีอย่างไร และเราจะเขียนกำกับไว้ว่าเป็นความคิดเห็นส่วนตัวของคนนี้นะ มันคือเสียงของผู้บริโภคที่จะมาช่วยกันรายงาน ไม่ใช่แค่ไม่อร่อยนะ มันยังมีเรื่องของบริการไม่ดี ร้านสกปรก ก็มาเล่าให้ฟังกัน จริงๆ แล้วเราลงไป คนเขาก็จะมาแสดงความคิดเห็นได้ ซึ่งมันก็มีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย สมมุติเราโพสต์เมนูหนึ่งไปว่าไม่อร่อย ก็จะมีคนเข้ามาตอบว่า แต่อีกเมนูหนึ่งอร่อยนะ”

ไม่เพียงร้านอาหารในเมืองกรุงเท่านั้นที่มีคนพร้อมใจกันรายงานกันเข้ามาอย่างมากมาย บดินทร์บอกว่า ร้านอาหารตามต่างจังหวัดก็มีข้อมูลเข้ามาเรื่อยๆ และถึงขนาดมีการรายงานทางไกลมาจากต่างประเทศอย่างเบลเยียมเลยทีเดียว! ซึ่งด้วยลักษณะเช่นนี้เอง ที่ทำให้เพจเพจหนึ่งกลายเป็นเครื่องขยายเสียงช่วยส่งตรงความคิดเห็นของผู้บริโภคไปยังผู้ผลิต

“มีร้านอาหารตอบกลับมาก็มี เช่น บางอันที่เขาผิดจริงอย่างเจอหนู เขาก็บอกมาว่าจะปรับปรุง ผมก็ลงให้ว่า ร้านนี้แจ้งมาว่าอย่างนี้ๆ เมื่อก่อนมันไม่มีสังคมแบบนี้ เราไปกินอะไรก็ไม่รู้จะไปบอกใคร จะบอกที่ร้านเลยก็ไม่กล้า มันถึงต้องมีพื้นที่ให้แสดงความคิดเห็นกัน”

นอกจากนี้ด้วยความที่บดินทร์เป็นคนที่ทำงานอยู่ในแวดวงผลิตสื่อโทรทัศน์มาถึง 6 ปีเต็ม เขาก็ได้นำความรู้และประสบการณ์เหล่านั้นมาปรับใช้กับการสร้างเพจของเขาอีกด้วย จึงไม่น่าแปลกใจแต่อย่างใด ที่เพจของเขาซึ่งมีอายุเพียงแค่ 3 เดือนจะมียอด Like ถล่มทลายอย่างเช่นตอนนี้

“เวลาจะโพสต์เราก็จะอ้างอิงจากเรตติ้งของทีวีว่า ช่วงไหนคนเขาเล่นอินเทอร์เน็ตเยอะ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นตอนเที่ยง ตอนเลิกงาน ช่วงละครหลังข่าว และอันสุดท้ายจะเป็นห้าทุ่ม ส่วนเรื่องคอนเทนต์เราก็ใช้ประสบการณ์ดูเอาว่า เฮ้ย อันนี้มันน่าสนใจแน่เลย อย่างพวกไส้กรอก แต่ดันมีไส้กรอกอยู่แค่เศษหนึ่งส่วนสี่ของแป้ง อันนี้น่ะคนแชร์ชัวร์ๆ แล้วความเป็นเพจมันก็เข้าถึงคนง่าย และก็ต้องมองที่กลุ่มเป้าหมายด้วย การใช้ภาษาแบบนี้ก็ต้องเป็นวัยรุ่น คนเริ่มทำงาน ถ้าให้เราไปทำเพจพวกสมุนไพรอะไรแบบนี้ กลุ่มเป้าหมายที่จะสนใจเรื่องสมุนไพรก็คงไม่ได้เล่นเฟซบุ๊ก ซึ่งมันก็ต้องไปใช้สื่ออื่นแทน”

ข้อมูลจาก : นิตยสาร mars ฉบับเดือนมีนาคม 2557
เรื่อง : ฆนาธร ขาวสนิท
ภาพ : สุวิทย์ กิตติเธียร


กำลังโหลดความคิดเห็น...