xs
xsm
sm
md
lg

เก่ง-บอย คู่รักล้านวิวแห่งโซเชียลแคม

เผยแพร่:   โดย: Marsmag

“มันเกิดขึ้นเพราะความรัก คือคนรักกันคู่หนึ่งอยากจะเก็บคลิปคลิปหนึ่งเอาไว้ดูต่างหน้ายามคิดถึงกัน”

นั่นคือจุดเริ่มต้นของ “เก่ง-บอย” หรือชื่อจริง “เก่ง-พีรภพ วังศิริไพศาล” และ "บอย-จินตวีร์ ลิ้มรวยทรัพย์" คู่รักดูโอ้มหานิยมในโซเชียลแคมแห่งปี 2013 “เน็ตไอดอล” ที่มีผู้ติดตามและให้ความสนใจเป็นอย่างมาก ถึงขนาด 2 คนรวมกันเกินหนึ่งล้านคน

และเมื่อพูดถึง “เก่ง-บอย” สิ่งแรกที่ทำให้เรานึกถึง คือ “วิดีโอคลิป” คู่รักคู่หนึ่ง กำลังร้องเพลงกะหนุงกะหนิงหยอกเอิ้นกันไปมากัน จนน่าจะเป็นคลิปที่มีวัตถุประสงค์เรื่องส่วนตัวเสียมากกว่า แต่เชื่อว่ามีหลายคนฉีกรอยยิ้มไม่หุบ และรู้สึกอิ่มเอมใจทุกครั้งที่เปิดชม “บทรัก” บทนี้ ที่ไม่แพ้ตำนานรักดอกเหมย แม้ว่าเป็นการแสดงความรักระหว่าง “ชาย” กับ “ชาย” ด้วยกันก็ตาม

อะไรที่ทำให้ “คู่รัก” คนธรรมดาคู่หนึ่งกลายเป็นที่จับตา ? และทำให้ผู้คนสนใจติดตามฉากพลอดรักสวีตหวานระหว่างกันและกันถึงเพียงนี้ ? เรามาสัมผัสพวกเขา 2 คน ถึงคู่รักคู่สร้างคู่สมคู่นี้กัน

เพราะรักดลบันดาล

“ตอนแรก เราเพิ่งศึกษาดูใจกัน ก็ยังไม่มีการลงรูปคู่ แต่หลังจากตกลงเป็นแฟนกันแล้ว เราก็เริ่มที่จะลงรูปคู่ ลงคลิปในเฟซบุ๊ก ซึ่งพอลงปุ๊บ คนก็เริ่มทยอยกดติดตามดูพวกเรา” บอย บอก

"จากตอนแรกที่ไม่มีคน Like เลย" เก่งกล่าวบ้าง "แต่พอมีคลิปอยู่คลิปหนึ่ง เก่งแกล้งหอมแก้มบอยตอนร้องเพลง มันเป็นคลิปที่ไม่ได้ตั้งใจถ่าย แต่ปรากฏว่าพอลงเท่านั้นแหละครับ โทรศัพท์แจ้งเตือนไม่หยุดจนเครื่องค้างเลย เหมือนเขาชอบความเป็นธรรมชาติและอารมณ์ของเราตรงที่เราเหมือนเด็กกับผู้ใหญ่"

"ส่วนมากคลิปที่เราอัด เราจะเป็นธรรมชาติ อัดกันครั้งเดียว บางทีโกรธกันจริงก็จะอยู่ในคลิปเลย แสดงอารมณ์กันออกมาเลย คนดูเขาก็ชอบ คู่นี้น่ารักนะ เขาก็เลยติดตาม คือตอนแรกเป็นอย่างไรตอนนี้ก็ยังเป็นอย่างนั้น เหมือนคาแรกเตอร์มันชัดเจน พวกแฟนคลับเขาก็เลยตามกันมามากขึ้น”

บอยเสริมว่า ยอดผู้ติดตามค่อยๆ เพิ่มขึ้นเท่าตัวทุกๆ ที่ครบหนึ่งเดือนของการคบหาเป็นแฟนกัน จากตอนแรกหลักสิบ เป็นหลักร้อย เป็นหลักพัน ซึ่งถือว่าไม่ธรรมดาถ้าเปรียบเทียบกับคนปกติทั่วไป และสิ่งนี้เองที่ทำให้มีคนเห็นแววชักชวนไปร่วมโปรเจกต์ภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง จับคู่กับคู่รักแบบเดียวกันอีก 6 คู่ ซึ่งนั่นทำให้ “เก่ง-บอย” กลายเป็นที่สนใจขึ้นมาอย่างล้นหลาม

“ไม่คิดว่าคู่รักคนธรรมดาแบบเราจะมีคนชอบหรือมีคนติดตามขนาดนี้ คือจาก 100 เป็น 200 เป็น 300 เป็น 400 เป็น 1,000 จนอยู่ประมาณ 2,700-3,000 Like

“ก็มีคนมาติดต่อให้ไปแคสต์หนัง เป็นหนังคู่รักประเภทชายรักชาย มีประมาณทั้งหมด 7 คู่ด้วยกัน คือเขารวมเอาคู่รักแบบเราที่ยอดคนกด Like อยู่ในระดับ 2-3 พัน มารวบเข้าด้วยกันเป็นหนึ่งโปรเจกต์

พอเริ่มโปรเจกต์ก็มีคนเข้ามาติดตามเยอะขึ้นมากกว่าเดิม กลายเป็นกระแสดังระเบิดในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งต้องถือว่าเป็นจุดสำคัญจุดหนึ่งของเราเลยก็ว่าได้ เพราะอย่างบางคนเขาติดตามคู่นี้อยู่ เขาดูคู่นี้อยู่ แล้วพอทุกคนมารวมกัน ก็เริ่มกลายเป็นกลุ่มก้อนแฟนคลับวงใหญ่ขึ้น และ 1 ใน 7 คู่ ที่ได้รับความนิยมเป็นพิเศษก็มีเราเป็นหนึ่งในนั้นด้วย”

แต่จนแล้วจนรอดโปรเจกต์ภาพยนตร์ที่ทั้งคู่ร่วมแสดงนำก็ต้องเป็นอันพับเก็บไป ไม่ได้ดังเปรี้ยงปร้างดั่งที่คาดคิดไว้ แต่ละคู่ต้องแยกย้ายกันไปตามเส้นทางของตัวเอง รวมถึงเก่งและบอยด้วยเช่นกัน

บอยอธิบายว่า “มันเหมือนกับว่าพอทำไปสักระยะ ผู้ใหญ่ท่านพักโปรเจกต์นี้เอาไว้ระยะหนึ่ง แต่เราเห็นว่ามันนานเกินไป เราก็เลยออกมาทำกันเอง ต่างคนต่างรูปแบบต่างเส้นทางของตัวเอง ไปถ่ายแบบบ้าง ไปถ่ายโฆษณาบ้าง""ซึ่งตอนนั้นเราชอบร้องเพลง มันเหมือนเป็นกิจวัตรประจำวันของเราอยู่แล้ว ในการอัปโซเชียลแคม เพราะเราเป็นคนชอบร้องเพลง เราก็อัปลงไปเรื่อยๆ หรือบางทีไปเที่ยวก็อัปเกี่ยวกับสถานที่นั้นๆ ลง คือเราทำเอาสนุก แต่ผลลัพธ์กลับเป็นตรงกันข้าม”

ความสำเร็จจากการกด Like ที่ถาโถมเข้ามาเหนือความคาดหมาย ซ้ำยังเป็นโอกาสให้ต่อยอดในเรื่องงาน เรื่องเงิน กระทั่งโอกาสทางวงการบันเทิง เก่งบอกว่าเป็นอะไรที่น่าทึ่งมากๆ ไม่คิดไม่ฝันมาก่อนเลย

“เพราะพอเรามีคนติดตามเยอะ แบรนด์ครีมก็เลยเข้ามาติดต่อเหมือนเขาต้องการเปิดตลาดให้คนที่ดูติดตามเรา ได้รู้ ได้เห็น แบรนด์ครีมหรือสินค้าของเขา ตอนแรกๆ เราก็ไม่รู้ว่ามันมีรูปแบบการตลาดรูปแบบนี้อยู่ นึกว่ามีแต่ดารานักแสดงอย่างเดียว แล้วพออยู่ๆ มีคนมาบอกว่าให้ครีมใช้ฟรี เราก็เอา (หัวเราะ) เขาก็ไม่ได้ให้เงินเราแต่อย่างใด แล้วเราก็ไม่รู้ด้วยว่ามันต้องได้เงิน ก็เลยคิดเป็นการเอาครีมมาใช้ฟรี เหมือนเราเล่นสนุกมากกว่า ไม่รู้เรื่องอะไร (หัวเราะ) จากที่ลงเอาขำๆ บังเอิญมีคนติดตามชื่นชอบ เราจะปล่อยให้เสียเปล่าทำไม เราก็เลยทำเพื่อขยายโอกาสตัวเอง แต่ก็ยังคงรักษาความเป็นธรรมชาติของเราไว้"

เก่งขยายความว่า “รู้สึกดีใจที่ได้รับโอกาส ได้ทำในสิ่งที่ชอบ เราชอบที่จะร้องเพลงทั้งคู่ เราไม่ได้คาดหวังว่าร้องลงแล้ว จะมีคนมาจ้างไปรีวิวหรือโปรโมต เพราะเรารักที่จะร้องเพลง เราอยากให้คนเห็นว่าเราร้องเพลงเป็นอย่างไร ดีหรือไม่ดี”

“และก็ไม่คิดว่าแค่การเล่นอินเทอร์เน็ตคุยกับเพื่อนๆ มันก็สามารถสร้างชื่อเสียงได้ ไม่จำเป็นต้องผ่านทีวีอย่างเดียว ผ่านหน้าจอคอมพ์ ผ่านหน้าจอโทรศัพท์ก็ได้”

“บอยบอกว่า เคยสังเกตเวลาเดินคนเดียว ก็ไม่มีคนสนใจนะ แต่พอมาเดินคู่กัน กลับมีคนมองบ้าง สะกิดดูเราบ้าง มาขอถ่ายรูปบ้าง คืออยู่เป็นคู่เนี่ยมีคนสนใจมากกว่าอยู่คนเดียว มันเหมือนเรามีเคมีตรงกัน

แนะนำ ไม่ใช่โฆษณา

ในขณะที่ใครหลายคนมองว่า การรีวิวหรือการโปรโมตสินค้า เป็นเรื่องที่ง่ายๆ ได้เงินดี แต่ทั้งเก่งและบอย ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า มันก็ไม่ต่างอะไรจากการแนะนำหรือบอกบางสิ่งบางอย่างกับเพื่อน

“เก่งบอกว่า ถ้าไม่ดี เราก็ไม่เอามารีวิว เพราะเราสองคนไม่เน้นเชิงการตลาด สมมติว่าเขาเอาครีมมาให้รีวิว เราไม่ได้มานั่งบอกอย่างเดียวว่าครีมรุ่นนี้ใช้แล้วดี น่าลองใช้ แต่เราลองใช้ก่อน ซึ่งถ้าไม่เห็นผล เราไม่กล้าบอกต่ออย่างแน่นอน บางคนให้มาลองบอกว่ามี อย.รับประกัน เราก็เอาไปตรวจจริงๆ คือเราไม่เน้นเชิงการตลาด เราจะเน้นเป็นแบบใช้ดีบอกต่อ ทุกคนที่ให้มารีวิวผมจะบอกอย่างนี้เสมอ”

“บางรายที่เราปฏิเสธ เราก็ต้องขอโทษด้วย" บอยเสริม "เพราะว่าบางทีเรารับรีวิวครีมอีกตัวมาก่อนแล้ว จะให้รีวิวอีกตัวทันที คนก็จะคิดว่าเรามุ่งการตลาดขายของอย่างเดียว เราก็ต้องรอจนกว่าครีมจะหมด รอจนกว่าหน้าจะปรับสภาพ แล้วทดลองใช้หรือรับรีวิวครีมอีกตัวหนี่ง”

"ส่วนเรื่องเรตราคา บางคนเขาก็เสนอมาเอง หลักหมื่นบ้าง พันบ้าง ก็แล้วแต่ ซึ่งทั้งหมดต้องขึ้นอยู่กับความเหมาะสม ไม่ใช่มุ่งเพื่อโฆษณาอย่างเดียว พูดง่ายๆ คืออะไรที่เราใช้ได้ แล้วเราคิดว่าคนอื่นก็ใช้ได้เหมือนกัน แล้วเราดูว่ามันปลอดภัยแล้ว เราจะรีวิว เพราะถ้าเราไปโกหกคนอื่น พอถึงเวลามีผลตามมา มันลงที่เรา เพราะเราเป็นคนเปิดผลิตภัณฑ์นี้ออกมา ก็ต้องตรวจสอบให้ดีก่อน" "เหมือนเราแนะนำสิ่งดีๆ ที่เราพิสูจน์แล้วเฉยๆ" เก่งยืนยัน

หนูไม่ได้ตั้งใจดัง

หลังจากกลายเป็นคนดังในโลกเสมือนจริง และเป็นที่ต้องการของเหล่าสินค้า ไม่ต่างไปจากดารานักแสดง หรือเซเลบคนดัง ทั้งคู่ยอมรับว่า แรกๆ รับไม่ได้กับกระแสคำวิพากษ์วิจารณ์ แต่มีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งที่ช่วยให้หลุดพ้นจากความคิดและทัศนคติทางด้านลบว่า "การอยู่ตรงนี้เราต้องทำใจ ดาราบางคนยังมีทั้งคนเกลียดและคนรัก ถ้าเราจะเลือกที่จะอยู่ตรงนี้ เราก็ต้องยอมรับมันให้ได้"

“มันมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีเหมือนเราได้โอกาสหลายๆ อย่าง ได้ทำในสิ่งที่ชอบ มีคนจ้างเราไปร้องเพลง จ้างไปงานอีเวนต์ เราก็มีความสุข”

“แต่ข้อเสียก็คือ อย่างเวลาเราจะลงอะไรแต่ละอย่างเราก็ต้องคิด คิดให้ดีๆ คำว่า “เน็ต ไอดอล” มันคือต้นแบบสำหรับทุกคน ถ้าสิ่งที่เราทำ มันไม่ดี มันผิดพลาด คนที่เห็นเราเอาไปเป็นแบบอย่าง ก็เสียตามๆ กันไป ฉะนั้นทำอะไรก็ต้องคิดให้ดีก่อน” บอยแสดงความคิดเห็น “อย่างเราเป็นคู่เกย์ มันไม่ได้มีทุกคนที่เปิดหมด บางคนเขาก็มีความคิดเก่าๆ อยู่ในหัว เขาก็ไม่ยอมรับตรงจุดนี้”

“แรกๆ นั่งเครียดกันเลย” เก่งเสริม “บอยร้องไห้ทุกวัน คือเรามาจากพื้นที่เล็กๆ พื้นที่ที่ ไม่ได้เปิดกว้างขนาดนี้ แต่ตอนหลังเราอยู่ในที่สูงขึ้น คนก็เห็นเรามากขึ้น มันก็ต้องมีหลายอย่างที่เขามองเรา”

“เราก็คอยๆ จูน ถ้าเราสนใจเราจะเครียด ก็พยายามคิดว่าเราไม่ได้ทำอะไรผิด ขนาดครอบครัวเรายังไม่มีใครว่าเลย เราแคร์เฉพาะคนที่เรารักดีกว่า”

ปัจจุบันทั้งคู่ยังเป็นนักเรียนนักศึกษากันอยู่ โดยเก่งเรียนอยู่มหาวิทยาลัยชั้นปีที่ 4 ส่วนบอยเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลาย แต่กลับสามารถสร้างรายได้โดยไม่รบกวนครอบครัวตั้งแต่อายุยังน้อย เพียงแค่เปิดจุดเด่น แสวงหาเอกลักษณ์ ก็สามารถพลิกชีวิตคนธรรมดาให้กลายเป็นดั่งซุปตาร์ สร้างชื่อเสียง สร้างรายได้ อย่างไม่ยากเย็น

“เหมือนตรงนี้มันทำให้เราโตขึ้น ได้เป็นผู้ให้บ้าง ได้เป็นผู้ช่วยเหลือบ้าง เราก็อยู่ตรงนี้ได้ มีงานมีเงิน ถือว่าเป็นค่าขนม แต่มันสามารถสร้างรากฐาน สร้างช่องทางอาชีพ หากมีใครติดต่อมาให้เป็นนักร้องหรือพรีเซ็นเตอร์ เราก็ไม่ปฏิเสธ”

“เมื่อก่อนอยากช่วยสุนัขจรจัดก็ช่วยไม่ได้ แต่ตอนนี้เราสามารถช่วยได้ ซื้ออาหารเม็ดเป็นถุงๆ เอามาบริจาคจนแม่บ่น” ทั้งคู่กล่าวแล้วยิ้มมุมปาก เป็นยิ้มที่แสดงให้เห็นถึงความสุขสำหรับคนที่มีความรัก ที่ใช้ชีวิตอยู่บนโลกความจริงและโลกเสมือนจริงได้อย่างลงตัว 



เรื่อง : รัชพล ธนศุทธิสกุล
ภาพ : ASTV ผู้จัดการ
กำลังโหลดความคิดเห็น...