xs
xsm
sm
md
lg

ไม่น่าเชื่อ! คนนับพันได้โชค แห่แก้บน “หลวงพ่อเหลือพิจิตร” ไม่ขาดสาย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


พิจิตร - ไม่เชื่ออย่าลบหลู่..ไม่ดี-ไม่ดัง-ไม่ศักดิ์สิทธิ์จริง คนนับพันไม่แห่กันแก้บนแน่ พบผู้คนที่เคยบนบาน “หลวงพ่อเหลือ-วัดหงษ์ พิจิตร” แล้วได้โชคจากทั่วสารทิศ หลั่งไหลกันหอบหัวหมูบายศรี-จ้างลิเกแก้บนกันเนืองแน่น



พระเมธีธรรมประนาท ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดท่าหลวง พระอารามหลวง เจ้าคณะอำเภอเมืองพิจิตร และพระครูวิวิธบุญกิจ หรือ พระอาจารย์สมชาย เจ้าอาวาสวัดหงษ์ ได้เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และนายสมศักดิ์ จันทรสมบัติ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร เป็นประธานเปิดงานบุญประเพณีนมัสการและสมโภช “หลวงพ่อเหลือวัดหงษ์ ต.ย่านยาว อ.เมืองพิจิตร” ที่จะจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในช่วงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4 (วันเพ็ญ เดือน 4 ) ซึ่งในปีนี้ได้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-22 มี.ค. 62

ทั้งนี้ พบว่างานบุญปีนี้คึกคักเป็นอย่างมาก เนื่องจากทางวัดได้เริ่มเปิดให้ศรัทธาสาธุชนที่เคยมาบนบานขอพรจาก “หลวงพ่อเหลือ” แล้วได้โชคได้ลาภตลอดปีที่ผ่านมาเข้าทำพิธีแก้บนระหว่าง 20-22 มี.ค. ทำให้ผู้คนจากทั่วสารทิศหอบหัวหมูบายศรีมาต่อคิวจ้างลิเกรำแก้บนกันอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสายจนเต็มพระอุโบสถ จนต้องจัดให้ลิเกรำแก้บนเป็นรอบ แล้วให้ผู้ที่บนบานเอาไว้เข้าร่วมพิธีได้คราวละ 50-60 คน วันหนึ่งต้องทำพิธีกันหลายสิบรอบทีเดียว

“วัดหงษ์” หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “วัดหลวงพ่อเหลือ หรือหลวงพ่อโต” สร้างขึ้นประมาณปี พ.ศ. 2400 มีต้นตะเคียนยักษ์อายุมากกว่า 400 ปี เส้นรอบวงเกือบ 10 เมตร สูงประมาณ 50 เมตร อยู่ในวัด ศรัทธาสาธุชนเชื่อกันว่ามีนางไม้สิงสถิตอยู่ และได้รับขึ้นทะเบียนประกาศเป็น “รุกขมรดกแห่งแผ่นดิน ใต้ร่มพระบารมี”

ในอดีตเมื่อ 100 ปีก่อน วัดแห่งนี้ได้ถูกปล่อยทิ้งร้าง และมีต้นไม้ ป่าไผ่ เถาวัลย์ ปกคลุมไปทั่วพระอุโบสถ เมื่อถึงคราวฤดูแล้งได้มีไฟป่าลุกลามไปทั่วบริเวณวัด เผาผลาญต้นไม้ ใบไม้ใบหญ้าตายราบเรียบ แต่ป่าไผ่แห้งที่ปกคลุมพระอุโบสถประดิษฐานหลวงพ่อโตกลับไม่มีร่องรอยของไฟป่าทำลาย และมีองค์พระพุทธรูป “เหลือ” จากไฟไหม้ครั้งนั้นด้วย ชาวบ้านที่ไปพบวัดแห่งนี้ในช่วงประมาณปี 2440 จึงเรียกขานกันต่อๆ มาว่า “หลวงพ่อเหลือ” ซึ่งเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย เชื่อกันว่ามีความศักดิ์สิทธิ์ทรงอิทธิปาฏิหาริย์ มีบารมีมาก สามารถดลบันดาลประธานความสำเร็จ

หลังจากนั้นก็มีการเล่าขานกันปากต่อปาก ทำให้มีชาวบ้านจากทั่วสารทิศมาบนบานศาลกล่าว เมื่อบนบานศาลกล่าวแล้วประสบความสำเร็จก็จะมาแก้บน ซึ่งมีเรื่องเล่าตามความเชื่อบอกต่อๆ กันอีกว่า...หลวงพ่อเหลือ วัดหงษ์ แห่งนี้ท่านชอบดูลิเก ถ้าอยากให้สมหวังต้องบนด้วยลิเก หรือหัวหมูบายศรี

ดังนั้นชาวบ้านจึงต่างบนบานศาลกล่าวว่า...ถ้ามีโชคมีลาภได้สิ่งที่หวังก็จะนำลิเกมาร้อง มาเล่น มารำแก้บน คนไหนบนแล้วร่ำรวยได้ของใหญ่ ก็จ้างลิเกมาแสดงเป็นคณะ เครื่องเสียงดังกระหึ่ม ส่วนคนไหนที่บนบานศาลกล่าวแล้วได้โชคลาภเลขน้อย หรือหายเจ็บหายป่วย ก็จะจ้างลิเกที่เป็นตัวแสดง 2 คน หรือ 5 คน มาแสดงแก้บน

ซึ่งในอดีตก็มีมาทำการแสดงแก้บนกันแทบไม่เว้นแต่ละวัน เครื่องเสียงเครื่องไฟดังลั่นสนั่นทุ่งแบบไม่ต้องหลับต้องนอนกันทีเดียว เจ้าอาวาสวัดหงษ์ ช่วงประมาณ 10-20 ปีที่ผ่านมาจึงกำหนดว่าตลอดทั้งปีใครที่บนบานหลวงพ่อเหลือเอาไว้ หากสมหวัง-คิดถ้าจะมาแก้บน ขอให้มาแก้บนพร้อมๆ กันในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4 (วันเพ็ญ เดือน 4) ของทุกปีแทน ซึ่งทางวัดจะได้จัดงานนมัสการและสมโภชหลวงพ่อเหลือ วัดหงษ์ ไปพร้อมๆ กันด้วย

อย่างไรก็ตาม ด้วยชื่อเสียงความศักดิ์สิทธิ์ที่แพร่กระจายไปทั่วสารทิศ ทำให้มีคนมาแก้บนจากหลักสิบ กลายเป็นหลักร้อย และทุกวันนี้เกือบจะเป็นหลักพันคน ลิเกหรือตัวแสดงที่จะหามาทำการแสดงแก้บนก็รับงานไม่หวาดไม่ไหว เจ้าอาวาสวัดหงษ์จึงกำหนดเพิ่มเติมว่า ถ้าจะนำลิเกมารำถวายหลวงพ่อเหลือ วัดหงษ์ ทางวัดฯ จะเป็นผู้จัดหาให้ โดยถ้าใช้ลิเกแสดง 1 คนก็ขอให้ทำบุญกับทางวัด 10 บาท และใช้ธูปเสี่ยงสัตย์อธิษฐานที่ทางวัดทำพิธีกรรมนำมาใช้แทนตัวแสดงลิเก ซึ่งทำให้สะดวกและช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย แถมทางวัดยังได้เงินทำบุญอีกด้วย

และเนื่องจากมีผู้ที่ต้องการแก้บนหลวงพ่อเหลือ วัดหงษ์ เพิ่มขึ้นทุกปี ทางวัดฯ จึงขยายเวลาเปิดให้แก้บน 3 วัน โดยปีนี้เปิดให้แก้บนกันระหว่างวันที่ 20-22 มี.ค. 62

Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...