xs
xsm
sm
md
lg

ปภ.เผย2หมื่นหมู่บ้านเสี่ยงภัย พอช.หนุน 62 โครงการชุมชนภาคใต้เตรียมแผนรับมือภัยพิบัติ

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

นายกอบชัย  บุญอรณะ  รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย
สุราษฎร์ธานี -  พอช.สนับสนุนพื้นที่ที่ประสบภัยพิบัติน้ำท่วมภาคใต้ 7 จังหวัด 62 โครงการให้จัดทำแผนงานเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ ตั้งเป้าหมายให้แต่ละพื้นที่จัดทำข้อมูล จัดตั้งอาสาสมัคร ตั้งกองทุน เกิดศูนย์ประสานงาน พร้อมคณะกรรมการจัดการภัยพิบัติระดับจังหวัด ด้านรองอธิบดี ปภ.เผยประเทศไทยมีพื้นที่เสี่ยงภัย 2 หมื่นหมู่บ้าน แต่เตรียมฝึกซ้อมป้องกันได้เพียงครึ่งเดียว แนะใช้หลัก 3 ประสานป้องกันภัยพิบัติโดยยึดชุมชนเป็นศูนย์กลาง


ตามที่ได้เกิดภัยพิบัติอย่างต่อเนื่องในหลายจังหวัดภาคใต้ โดยเฉพาะในช่วงต้นปี 2560 เกิดฝนตกหนัก ทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมใน 7 จังหวัดภาคใต้ คือ ชุมพร กระบี่ ตรัง สุราษฎร์ธานี พัทลุง นครศรีธรรมราช และปัตตานี และมีแนวโน้มที่จะเกิดภัยพิบัติขึ้นอีก สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ร่วมกับภาคีเครือข่าย เช่น มูลนิธิชุมชนไท สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ ‘ชุมชนเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติภาคใต้’ ขึ้นที่โรงแรมร้อยเกาะ จ.สุราษฎร์ธานี ในระหว่างวันที่ 22-23 กันยายน โดยมีตัวแทนพื้นที่ภัยพิบัติภาคใต้ 14 จังหวัดเข้าร่วมงานประมาณ 200 คน

นายกอบชัย บุญอรณะ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ปัจจุบันภัยพิบัติเกิดขึ้นได้บ่อยและมีความรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องน้ำท่วมภาคใต้ เนื่องจากมีการก่อสร้างสิ่งต่างๆ กีดขวางทางเดินของน้ำ ทำให้น้ำไหลลงทะเลได้ยากขึ้นจึงเกิดปัญหาน้ำท่วม

นอกจากนี้ ในฝั่งทะเลอันดามันในอนาคตอาจจะเกิดสึนามิได้อีก ดังนั้นจึงต้องมีการเตรียมความพร้อมป้องกันและรับมือกับภัยพิบัติ เมื่อภัยมาจะสามารถลดความรุนแรงหรือความสูญเสียได้ ทั้งนี้ ปภ.จะเป็นเวทีกลางในการประสานงานและบูรณาการร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ในการจัดการกับภัยพิบัติ โดยมีกลไกในระดับจังหวัด แต่ในระดับพื้นที่ตำบลและอำเภอ ปภ.ยังไม่มีกลไกนี้
นายสุวัฒน์  คงแป้น  ผู้ช่วยผู้อำนวยการภาค  สำนักงานภาคใต้  สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ
“ประเทศไทยมีพื้นที่เสี่ยงภัยทั่วประเทศประมาณ 2 หมื่นหมู่บ้าน ซึ่งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้ทำการฝึกอบรม ฝึกซ้อมแผนป้องกันภัยให้แก่หมู่บ้านต่างๆ ที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยไปแล้วประมาณ 1 หมื่นหมู่บ้านยังไม่ครอบคลุมทั้งหมด ดังนั้นชุมชนจึงต้องเป็นศูนย์กลางในการป้องกันและเตรียมรับมือกับภัยพิบัติ โดยต้องมีแผนงาน มีแกนนำ มีอาสาสมัครหรือจิตอาสา มีการฝึกซ้อมป้องกัน มีศูนย์เตือนภัย มีเครือข่ายเพื่อเชื่อมโยง ร่วมมือ ร่วมสนับสนุน โดยต้องยึดหลัก 3 ประสาน คือ ชุมชน/หมู่บ้าน องค์กรชุมชน และ ปภ. ทำงานร่วมกันเพื่อความปลอดภัยอย่างยั่งยืน” รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กล่าว

นายสุวัฒน์ คงแป้น ผู้ช่วยผู้อำนวยการภาค สำนักงานภาคใต้ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ กล่าวว่า หลังจากเกิดภัยพิบัติในภาคใต้ เช่น น้ำท่วม ดินโคลนถล่ม ฯลฯ อย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ จึงได้สนับสนุนให้ชุมชนต่างๆ ในภาคใต้ที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยได้จัดทำแผนงานเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติ โดยในปี 2560 นี้จะเริ่มจากพื้นที่ 7 จังหวัด 49 ตำบล จำนวน 62 โครงการที่ประสบภัยน้ำท่วมในช่วงต้นปีที่ผ่านมา เพื่อให้จัดทำแผนงานในระดับตำบล โดยใช้การสัมมนาเชิงปฏิบัติการในระหว่างวันที่ 22-23 กันยายนนี้ เป็นเวทีให้แลกเปลี่ยนประสบการณ์และให้ความรู้ หลังจากนั้นแต่ละตำบลจะกลับไปเตรียมพร้อมเพื่อรับมือกับภัยพิบัติ โดยสถาบันฯ สนับสนุนงบประมาณตำบลละ 100,000 บาท

“หลังการสัมมนาครั้งนี้แต่ละตำบลจะต้องกลับไปทำแผนงานในพื้นที่ เช่น ต้องทำข้อมูลต่างๆ มีแผนที่ตำบล การไหลของน้ำ พื้นที่เสี่ยงภัย พื้นที่ปลอดภัย จุดอพยพคนและสัตว์ จุดทำครัวกลาง มีกิจกรรมการพัฒนายกระดับอาสาสมัคร มีการจัดทำแผนรับมือเมื่อเกิดภัยในตำบลที่มีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย มีกิจกรรมการระดมทุนเพื่อนำไปสู่การจัดตั้งกองทุนต่างๆ เช่น กองทุนเรือ กองทุนครัวกลาง กองทุนอาหารสัตว์ และต้องเกิดพื้นที่นำร่องในการปฏิบัติงานจริงอย่างน้อยตำบลละ 1 หมู่บ้าน” นายสุวัฒน์ ยกตัวอย่าง
นายไมตรี  จงไกรจักร์  ประธานคณะทำงานเครือข่ายองค์กรชุมชนจัดการภัยพิบัติภาคใต้
นายสุวัฒน์ กล่าวด้วยว่า การจัดการภัยพิบัติธรรมชาติไม่สามารถที่จะทำได้เพียงหน่วยงานใดหน่วยงานเดียว จะต้องมีการเชื่อมโยงการทำงานในระดับตำบลกับจังหวัด มีศูนย์ประสานงานกลางในระดับจังหวัด มีคณะกรรมการจัดการภัยพิบัติระดับจังหวัด โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธาน มีการเชื่อมโยงข้อมูลและประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ มีข้อมูลพื้นที่เสี่ยง ฯลฯ

นอกจากนี้ จะต้องมีเวทีเพื่อจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย เช่น ถนนหรือทางรถไฟที่ขวางทางเดินน้ำ ทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วม จะต้องมีการก่อสร้างทางระบายน้ำ ฯลฯ ส่วนในระดับภูมินิเวศน์ เช่น เครือข่ายลุ่มน้ำต่างๆ จะต้องมีข้อเสนอการแก้ไขปัญหาระดับภูมินิเวศน์ลุ่มน้ำเพื่อหาทางออกร่วมกัน

นางปรีดา คงแป้น ที่ปรึกษามูลนิธิชุมชนไท กล่าวว่า ชุมชนเป็นด่านแรกที่จะต้องรับมือกับภัยพิบัติ ดังนั้นมูลนิธิฯ จึงได้ใช้ภัยพิบัติเป็นเครื่องมือในการสร้างความเข้มแข็งให้เกิดขึ้นกับชุมชน เช่น ที่บ้านน้ำเค็ม จ.พังงา ที่เคยเกิดเหตุการณ์สึนามิ มูลนิธิฯ ได้เข้าไปทำงานและไม่ได้หวังให้ชุมชนรับมือกับภัยพิบัติเพียงอย่างเดียว แต่ชุมชนจะต้องขยายและเชื่อมโยงไปทำเรื่องอื่นๆ ด้วย เช่น จากเครือข่ายภัยพิบัติไปทำเรื่องการแก้ไขปัญหาที่ดินที่อยู่อาศัยให้แก่ชาวเล ทำเรื่องคนไร้สัญชาติที่ จ.ระนอง เรื่องการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ ป่าไม้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาดินโคลนถล่ม

“เราจะต้องทำงานเพื่อให้เกิดการยอมรับของหน่วยงานราชการด้วย เช่น ในเรื่องแหล่งน้ำ เราต้องรู้ข้อมูลว่าทางราชการจะปล่อยน้ำเมื่อไหร่ ชาวบ้านต้องเข้าไปเป็นคณะกรรมการร่วมกับทางราชการด้วย เพื่อให้รู้ข้อมูลและร่วมจัดการเรื่องน้ำ ไม่ใช่ให้ทางราชการปล่อยน้ำลงมาท่วมบ้านเรือนเหมือนที่ผ่านมา” ที่ปรึกษามูลนิธิชุมชนไท กล่าว

นายไมตรี จงไกรจักร์ ประธานคณะทำงานเครือข่ายองค์กรชุมชนจัดการภัยพิบัติภาคใต้ กล่าวว่า การจัดทำแผนงานเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัตินั้น จะต้องมี 1. ข้อมูลที่จำเป็นในตำบลและในหมู่บ้าน เช่น กลุ่มผู้เปราะบาง (คนแก่ คนพิการ คนป่วย คนป่วยติดเตียง เด็ก คนท้อง ฯลฯ) เพื่อจะได้ช่วยเหลือในยามมีภัยพิบัติ 2. มีข้อมูลเรื่องเส้นทางอพยพ พื้นที่เสี่ยง พื้นที่ปลอดภัย 3. มีแผนที่ชุมชนที่ชุมชนต้องทำเอง เพราะจะรู้ข้อมูลมากกว่าคนอื่น

4.ต้องมีการวิเคราะห์ภัยพิบัติที่เคยเกิดขึ้นในพื้นที่ เช่น น้ำท่วม ดินโคลนถล่ม พายุ ฯลฯ และนำมาทำ ‘ปฏิทินภัยพิบัติ’ ทำให้รู้ว่าน้ำท่วมเมื่อไหร่ เดือนไหน นำมาวิเคราะห์ว่าสาเหตุเกิดจากอะไร เพื่อนำไปสู่การแก้ไขและป้องกัน เช่น หากน้ำท่วมเพราะมีการสร้างถนนหรือทางรถไฟไปขวางทางเดินน้ำ จะได้นำข้อมูลไปเสนอต่อทางราชการหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหาทางแก้ไข

5.ต้องมีคณะทำงานป้องกันภัยพิบัติ เพื่อแบ่งบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบ 6.ต้องมีแผนงานในการป้องกันและเตรียมพร้อม เช่น หอกระจายข่าว มีการสำรวจอุปกรณ์ ของใช้ที่จำเป็น มีเครื่องมือสื่อสาร มีเรือ ฯลฯ หากขาดสิ่งใดจะได้ทำแผนเสนอขอรับการสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
สภาพน้ำท่วมภาคใต้เมื่อต้นปี 2560 ที่ผ่านมา (แฟ้มภาพ)
ทั้งนี้ ‘เครือข่ายองค์กรชุมชนจัดการภัยพิบัติภาคใต้’ จัดตั้งขึ้นในช่วงกลางปี 2560 ที่ผ่านมา หลังจากเกิดภัยพิบัติน้ำท่วม ดินโคลนถล่ม ฯลฯ ในภาคใต้มาอย่างต่อเนื่อง มีคณะทำงานมาจากแกนนำชาวบ้านที่เคยมีประสบการณ์ในการจัดการภัยพิบัติมาจากเหตุการณ์สึนามิในปี 2547 เช่น นายไมตรี จงไกรจักร์ จากบ้านน้ำเค็ม จ.พังงา

นอกจากนี้ ยังมีหลายชุมชนที่ชาวบ้านมีประสบการณ์ในการเตรียมรับมือกับภัยพิบัติ เช่น ตำบลท่าหิน ตั้งอยู่ที่คาบสมุทรสทิงพระ จ.สงขลา ได้นำประสบการณ์จากเหตุการณ์พายุดีเปรสชั่นถล่มจนทำให้บ้านเรือนเสียหายและน้ำท่วมในปี 2553 มาจัดทำแผนป้องกันและเตรียมรับมือภัยพิบัติ เช่น มีการสำรวจข้อมูลและร่วมกันจัดทำแผนตำบล มีระบบวิทยุสื่อสารเพื่อแจ้งข่าวความปลอดภัยและภัยพิบัติ แจ้งข่าวแก่ชาวประมงเรื่องคลื่นลม ระดับน้ำ เชื่อมโยงข้อมูลข่าวสารกับเครือข่ายภายนอก อาสาสมัครกู้ภัย เรียนรู้เรื่องการอ่านแผนที่ภูมิอากาศ จนชาวบ้านสามารถอ่านได้และนำไปใช้ประโยชน์ในการแจ้งเตือนเรื่องลม ฟ้า อากาศ ฯลฯ
สภาพน้ำท่วมภาคใต้เมื่อต้นปี 2560 ที่ผ่านมา (แฟ้มภาพ)
Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...