xs
sm
md
lg

รมช.คมนาคม ชี้ไทยต้องเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมพาณิชยนาวี หนีปัญหาขนส่งทางน้ำทั้งขาเข้าและออก

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online

ศูนย์ข่าวศรีราชา - รมช.คมนาคม ลงพื้นที่ตรวจความพร้อมการพัฒนาอุตสาหกรรมพาณิชยนาวีของไทย ชี้หากไม่เร่งเดินหน้า อนาคตอาจประสบปัญหาความยากลำบากในการขนส่งสินค้าทางน้ำ ล่าสุด นำคณะเดินทางโดยเรือ จากท่าเรือคลองเตย-ท่าเรือแหลมฉบัง เพื่อดูปัญหา และอุปสรรคในการขนส่งสินค้า ส่วนความคืบหน้าโครงการ SRTO แหลมฉบัง-ICD ลาดกระบัง ใกล้เสร็จ ด้าน ผอ.ทลฉ.ชี้หากโครงการแล้วเสร็จจะเพิ่มขีดความสามารถในการขนส่งสินค้าทางรางจากเดิม 4.7 แสนทีอียูต่อปี เป็น 7 แสนทีอียูต่อปี

วันนี้ (20 มี.ค.) นายพิชิต อัคราทิตย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมคณะ ได้เดินทางลงพื้นที่ท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี ตามโครงการดูงานการเดินเรือพาณิชย์ของไทย เส้นทางท่าเรือคลองเตย-ท่าเรือแหลมฉบัง บนเรือ GANTA BHUM V315S/316 และตรวจราชการโครงการ SRTO แหลมฉบัง-ICD ลาดกระบัง

โดยมี ร.ต.ต.มนตรี ฤกษ์จำเนียร ผู้อำนวยการท่าเรือแหลมฉบัง พร้อมคณะผู้บริหารให้การต้อนรับพร้อมนำรับฟังบรรยายสรุปภาพรวมกิจการพาณิชยนาวีของไทย โดยสมาคมเจ้าของเรือไทย และเข้าเยี่ยมชมระบบการจราจรทางน้ำ และรับฟังบรรยายสรุปกิจการของบริษัท ทีไอพีเอส จำกัด ณ ท่าเทียบเรือ B ก่อนลงพื้นที่ตรวจโครงการ SRTO และการใช้พื้นที่บริเวณท่าเรือแหลมฉบังโดยรถไฟ เพื่อตรวจสภาพรถไฟรางคู่ตลอดเส้นทาง จนถึง ICDลาดกระบัง ในการติดตามการแก้ไขปัญหาการจราจรภายใน ICD

นายพิชิต อัคราทิตย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เผยว่า การเดินทางลงพื้นที่ท่าเรือแหลมฉบัง ทางเรือเพื่อต้องการรับฟังปัญหาของภาคเอกชนในส่วนที่เกี่ยวกับการพัฒนาอุตสาหกรรมพาณิชยนาวี ซึ่งในช่วงเช้าได้ออกเดินทางโดยเรือบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ จากท่าเรือคลองเตย ล่องตามแม่น้ำเจ้าพระยา มายังท่าเรือแหลมฉบัง เพื่อดูความยากลำบากของการขนส่งสินค้าทั้งขาเข้า และออกจากท่าเรือครองเตย สู่ทะเลเปิด ก่อนรับฟังปัญหาด้านการขนส่งสินค้าทางรางจากท่าเรือแหลมฉบัง

หลังพบว่ามีความล่าช้าในการดำเนินการโครงการ SRTO เพื่อหาแนวทางในการเร่งรัดโครงการว่าจะแล้วเสร็จได้รวดเร็วเพียงใด เพื่อให้การขนส่งสินค้าดำเนินการได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ป้องกันปัญหาสินค้าตกค้างอยู่ที่ ICD ลาดกระบัง และท่าเรือแหลมฉบัง เพื่อนำปัญหากลับไปแก้ไข

โดยปัญหาหลักที่เกี่ยวกับการพัฒนาอุตสาหกรรมพาณิชยนาวีของไทย คือ การได้รับสนับสนุนจากรัฐบาลค่อนข้างน้อย ทั้งที่การขนส่งสินค้าทางน้ำถือว่ามีต้นทุนถูกที่สุดเฉลี่ยที่ 65 สตางค์ต่อตันต่อกิโลเมตร และเมื่อเทียบกับการขนส่งทางถนนที่มีต้นทุนเฉลี่ยอยู่ประมาณ 2.62 สตางค์ต่อตันต่อกิโลเมตร ถือว่าต่างกันมาก และหากประเทศไทยสามารถพัฒนาการขนส่งสินค้าทางน้ำได้สำเร็จก็จะช่วยประหยัดค่าขนส่ง และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศได้มาก

“การพัฒนาอุตสาหกรรมพาณิชยนาวีในประเทศไทย มีความจำเป็นที่ต้องได้รับการสนับสนุนทั้งในแง่ของการพัฒนาท่าเรือ วิธีการเดินเรือ อู่ซ่อมเรือ และบุคลากรด้านพาณิชยนาวี ซึ่งหากเราสามารถพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และบุคลากรได้อย่างต่อเนื่องก็จะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ประเทศได้ เนื่องจากอุตสาหกรรมพาณิชยนาวี มีความหมายถึงความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เพราะหากไทยไม่มีกองเรือของตัวเอง เมื่อเกิดปัญหาด้านการส่งออกและนำเข้าก็จะต้องพึ่งพิงต่างชาติอยู่ตลอดเวลา” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าว

ขณะที่ ร.ต.ต.มนตรี ฤกษ์จำเนียร ผู้อำนวยการท่าเรือแหลมฉบัง เผยว่า ท่าเรือแหลมฉบัง มีความพร้อมในการพัฒนาอุตสาหกรรมพาณิชยนาวี เนื่องจากมีความพร้อมทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ระบบรถไฟ การขนส่งทางถนน และทางน้ำที่สามารถเชื่อมโยงเป็นเครือข่าย ที่จะสามารถรองรับสินค้าที่ขนส่งมาจากแม่น้ำสายต่างๆ ในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นแม่น้ำเจ้าพระยา ป่าสัก แม่น้ำแม่กลอง หรือแม่น้ำบางปะกง เข้าเทียบท่ายังท่าเรือแหลมฉบัง

ในขณะเดียวกัน ท่าเรือแหลมฉบัง ก็มีสินค้าที่วิ่งขนส่งมาจากท่าเทียบเรือทางภาคใต้เข้ามาขนถ่ายยังท่าฯ ซึ่งถือว่ามีเครือข่ายที่สมบูรณ์ โดยท่าเรือแหลมฉบัง ยังมีแผนที่จะให้ความร่วมมือกับหน่วยงานราชการที่เปิด ICD ในพื้นที่ต่างๆ เพื่อดึงสินค้าให้เข้ามาใช้ระบบการขนส่งสินค้าทางราง เพื่อลดปัญหาความแออัดบนท้องถนนอีกด้วย

“เรามีความพร้อมในการสนับสนุนทั้งระบบโครงสร้างพื้นฐาน และการพัฒนาอุตสาหกรรมพาณิชยนาวีของประเทศ ทั้งในส่วนโครงการของรัฐบาล เช่น โครงการรถไฟความเร็วสูง หรือโครงการ EEC ซึ่งเรามีเครือข่ายการขนส่งไม่ว่าจะเป็นสายการเดินเรือ รวมทั้งบุคลากรผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์กว่า 30 ปี จึงทำให้สายการเดินเรือมั่นใจ และเชื่อมั่นในการดำเนินการของท่าเรือแหลมฉบัง ทำให้ในปัจจุบัน ท่าเรือแหลมฉบัง มีตู้สินค้าขนถ่ายผ่านท่าสูงถึง 7.2 ล้านทีอียูต่อปี และหากโครงการ SRTO แล้วเสร็จจะเพิ่มขีดความสามารถในการขนส่งตู้สินค้าทางรางที่เคยได้ 4.7 แสนทีอียูต่อปี เป็นเกือบ 7 แสนทีอียูต่อปี ในห้วงปีแรกของการเปิดดำเนินการ และภายในระยะเวลา 4 ปี จะมีตู้สินค้าขนถ่ายโดยระบบรางสูงถึง 1 ล้านทีอียู โดยเชื่อว่าโครงการ SRTO จะแล้วเสร็จในเดือนพฤศจิกายนนี้อย่างแน่นอน” ร.ต.ต.มนตรี กล่าว




Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...