xs
sm
md
lg

ห้อย-ติด-วิญญาณ... "ล็อกเกตพี่นวล" เครื่องรางลวงโลกราคาครึ่งแสน?!

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


สนใจบูชากันไหม? “ล็อกเกตพี่นวล” ผสมมวลสารจากปั้นเหน่งหญิงท้องแก่ถูกควายเผือกขวิดตาย อ้างสรรพคุณเพียบ “เสน่ห์แรง - โชคลาภมา - ก้าวหน้าการงาน/การเงิน” สนนราคาเกินครึ่งแสน โซเชียลฯ ถามกลับ ปั้นเหน่งหรือปั้นเรื่อง ผู้เชี่ยวชาญดานพระพุทธศาสนาชี้ เรื่องความเชื่อ กฎหมายห้ามไม่ได้

ล็อกเกต “พี่นวล” เฮี้ยนหนัก อาฆาตแรง!!?

แชร์กันสนั่นโลกออนไลน์ หลังจากที่เพจเฟซบุ๊ก “Drama-addict” ตั้งคำถามถึงเครื่องรางของขลังชิ้นหนึ่ง ที่กำลังเป็นที่นิยม โดยเฉพาะในกลุ่มชาวจีนในขณะนี้ ซึ่งก็คือ “ล็อกเก็ตพี่นวล” ทั้งยังระบุว่า ในต่างประเทศ ล็อกเกตชิ้นนี้มีราคาพุ่งไปถึง 64,000 บาท จนทำให้หลายต่อหลายคนพากันตั้งคำถามต่อไปว่า “พี่นวล” คือใคร?



เกี่ยวกับเรื่องนี้ มีคำเฉลยจากทางเพจเฟซบุ๊ก “Jack Jill Kumanthong” ของ “แจ๊ค จักรพงศ์ - จิลล์ จักรพันธ์ การสมพรต” อดีตนักร้องฝาแฝดชื่อดังและนักสะสมเครื่องราวของขลัง ที่มาบอกเล่าประวัติความเป็นมาของล็อกเกตพี่นวล ฝาแฝดอ้างว่าเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในปี 2521 หญิงท้องแก่นามว่า “นวล” ถูกควายเผือกขวิดจนตายทั้งกลม

มีคำบอกเล่าจากชาวบ้านบริเวณนั้น ว่าวิญญาณของนวลเฮี้ยนและมีแรงอาฆาตมาก จึงต้องทำพิธีเชิญผู้มีวิชามาสะกดวิญญาณ โดยเจาะกะโหลกส่วนหน้าที่เรียกว่า “ปั้นเหน่ง” มาทำพิธี ซึ่งปั้นเหน่งชิ้นดังกล่าวได้ถูกส่งต่อมามาเรื่อยๆ จนถึงมือของฝาแฝดคู่นี้ เวลาผ่านไป หนึ่งในฝาแฝดอ้างว่า “พี่นวล” มาเข้าฝัน บอกให้นำปั้นเหน่งไปแบ่งทำเป็นล็อกเก็ต หากใครเช่าบูชา จะช่วยส่งเสริมในด้านเมตตามหาเสน่ห์ , พรายกระซิบ รู้ล่วงหน้า,โชคลาภ ,เล่นหุ้น ,ก้าวหน้าด้านการงาน-การเงิน ,เจ้านายรัก



ภายหลังจากที่เรื่องราวของล็อกเกตพี่นวล เผยแพร่ออกไปบนโลกโซเชียลฯ แล้ว ก็เกิดเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์เป็นวงกว้าง คำถามมากมายถาโถมมายังผู้จัดทำล็อกเก็ตนี้ ว่าเป็นเรื่องจริงหรือแต่งเรื่อง เพราะเรื่องราวของพี่นวล ดันไปละม้าย คล้ายกับตำนานผีไทย คือ “แม่นาคพระโขนง” ทั้งยังตั้งข้อสังเกตไว้ว่า การทำชิ้นส่วนของศพมาทำเป็นเครื่องรางเพื่อการค้า แบบนี้ผิดกฎหมายหรือไม่

“ถ้าอ่านจากเรื่องเล่านี้ มีจุดสังเกต 3 อย่าง 1.ตายทั้งกลม 2.เฮี้ยน 3.หมอผีเอากะโหลกหน้าผากมาทำปั้นเหน่ง ทั้งหมดนี้ ตำนานแม่นาคฉบับ remix ชัดๆ”
“เอากะโหลกคนตายมาทำแบบนี้ ไม่รู้ว่าผิดกฎหมายรึเปล่า”
“ปั้นเหน่งหรือปั้นเรื่อง”
“พี่นวลยังเอาตัวเองไม่รอด จะให้ช่วยใคร”
“ถ้าคนกราบไหว้ไม่มากพอก็จะเป็นเรื่องขี้โม้ไร้สาระแถมราคาแพงเกิน แต่ถ้าคนรักคนนับถือมาก ๆ จะเป็นความเชื่อ ความคุ้มค่าทางจิตใจ ที่ระลึก”


ฝาแฝด “แจ๊ค จักรพงศ์ – จิลล์ จักรพันธ์ การสมพรต” ผู้สร้างล็อกเกต "พี่นวล"

ในเวลาต่อมา ฝาแฝดทั้งคู่ ก็ได้ออกมาเปิดใจถึงกรณีนี้ ผ่านรายการ "ข่าวเย็นช่องวัน" เขากล่าวว่า ส่วนตัวนิยมสะสมและศึกษาเครื่องรางของขลังทุกประเภท ล็อกเกตนี้เกิดขึ้นจากการที่ตนเองฝันว่าพี่นวลอยากให้ทำ ต่อมาก็ได้ทำขึ้นจริงๆ หลังจากที่ตนได้บูชาล็อกเก็ตพี่นวล ธุรกิจเครื่องสำอางที่เป็นรายได้หลักก็ได้กำไรดี กำไรจากการขายล็อกเก็ตเป็นเพียงผลพลอยได้ และจะนำไปใช้ในการสาธารณประโยชน์ ช่วยเหลือโรงเรียนต่าง ๆ ในถิ่นทุรกันดาร สำหรับราคาขายที่สูงถึงเกินครึ่งแสนนั้น เป็นราคาที่เกิดจากดีมานด์ ซัปพลาย ที่ชาวต่างชาติเสนอ โดยปกติมีราคาเริ่มต้นที่พันกว่าบาท และตนไม่ได้บังคับให้ใครซื้อ

ส่วนประเด็นสังคมตั้งข้อสังเกตว่า การนำปั้นเหน่งของผู้เสียชีวิตมาทำเป็นเครื่องรางของขลัง ผิดกฎหมายหรือไม่นั้น เจ้าของล็อกเกตพี่นวลก็ให้คำตอบว่า “ต้องมีการแจ้งความเกิดขึ้น แต่กฎหมายสมัยนั้น ปี 2521 อาจจะไม่เข้มงวด ไม่ได้ขโมย แต่เป็นของเก่าที่ได้มาโดยความสมัครใจ”

ธุรกิจกับความเชื่อ...เรื่องที่กฎหมายเข้าไม่ถึง

เกี่ยวกับประเด็นข้างต้น ทีมข่าวผู้จัดการ Live ได้สอบถามไปยัง "รศ.ดร.ธวัช หอมทวนลม" หัวหน้าภาควิชาปรัชญา คณะศาสนาและปรัชญา มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย อ.ธวัช กล่าวถึงกรณีล็อกเกตสุดดรามาชิ้นนี้ ว่าไม่ใช่เรื่องแปลก ทุกวันนี้เรื่องของวัตถุมงคลกลายเป็นธุรกิจไปหมดแล้ว อีกทั้งกฎหมายยังเข้าไม่ถึง เนื่องจากเป็นความเชื่อส่วนบุคคล

“ปัจจุบันในประเทศจีน สิงคโปร์หรือมาเลเซีย มีร้านพระเครื่อง มีบู้ทพระเครื่องเยอะแยะเลยครับ แล้วคนพวกนี้เป็นชาวจีนที่นับถือพุทธ เขาก็ยอมรับนับถือกันมาก ราคาเท่าไหร่เขาก็ยอม แล้วถ้าเขามาเมืองไทย มาไหว้พระ ก็จะมาเช่าพระกลับไปเยอะมาก เขามีความเชื่อว่าพระเครื่องหรือกุมารทอง หากบูชาแล้วจะทำมาค้าขายดี ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าความเชื่อมาจากไหน



การโฆษณาของที่ศักดิ์สิทธิ์จริงๆ อยู่ที่คนที่ศรัทธากับของสิ่งนั้นด้วย กฎหมายมาไม่ถึงตรงนี้เรื่องความเชื่อ นอกจากว่าโดนหลอก มันก็ห้ามไม่ได้ สมมติผมตั้งราคาไว้ล้านนึง ถ้าคุณพอใจที่จะจ่ายก็ถือว่าตกลงกันได้ ถ้ามั่นใจว่าเอาไปแล้วดี ก็ยอมที่จะเสียเงินกัน”

เมื่อถามถึงกรณีที่ว่า การนำอวัยวะของคนตายมาทำเป็นเครื่องรางของขลัง มีที่มาจากตรงไหน อ.ธวัช ได้ให้คำตอบถึงเรื่องนี้ไว้ ว่าในทางพระพุทธศาสนาแต่เดิมไม่เคยมี ซึ่งของพวกนี้มาเกิดในยุคหลังจากที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว

“หลังพระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว ยุคพุทธศาสนาเสื่อมมันจะมีพวกนี้เข้ามา คือเถรวาทเดิมซึ่งเป็นนิกายเดิม ยังไม่แตกเป็น 18 นิกาย ก็ยังยึดถือคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นหลัก แต่หลักจากเกิดการแข่งขันของพระพุทธศาสนามาขึ้น ทางเขาก็ปรับคำสอน เหมือนกับเอาพิธีกรรมเข้ามาแทรก พูดง่ายๆ ว่าแย่งศาสนิกกัน คือหลังพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว มีอิทธิพลทางการเมืองส่วนหนึ่ง เหมือนปัจจุบันถ้าผู้นำเป็นพุทธ พุทธก็ไปได้ดี แต่ถ้าผู้นำเกิดเปลี่ยนศาสนาขึ้นมา อิทธิพลของศาสนาอื่นก็เข้ามาด้วย



การนำชิ้นส่วนคนตายมาทำเป็นวัตถุมงคล ในทางพระพุทธศาสนาไม่เคยมีกล่าวถึง มันมาทีหลังตอนยุคเสื่อม ความเชื่อตรงนี้ ผมเองก็ไม่เคยเข้าไปพิสูจน์(หัวเราะ) แต่ถ้าเราศึกษาประวัติศาสตร์ ตำนาน เรื่องราวทางวรรณคดี มีคำเล่าลือ บ่อยครั้งที่ถูกนำเสนอผ่านภาพยนตร์ มันก็มีส่วนทำให้คนเชื่อเหมือนกันนะ อย่างเช่นเรื่องขุนช้างขุนแผน ที่มีการปลุกเสกกุมารทองขึ้นมาหรือเรื่องอื่นๆ ทีมีการนำปั้นเหน่งของศพมาทำเป็นเครื่องราง พอมันมีพวกนี้เข้ามา คนที่เขามีความเชื่อเขาก็ยอมรับตรงนี้”

ผู้เชี่ยวชาญด้านพระพุทธศาสนา ได้กล่าวทิ้งท้ายถึงเรื่องของความเชื่อไว้ว่า เป็นเรื่องที่ห้ามกันไม่ได้ เพราะผลดีจากการบูชาวัตถุมงคล อาจเกิดขึ้นกับคนที่เชื่อก็ได้ แต่แก่นของพระพุทธศาสนาจริงๆ คือการปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า การบูชาวัตถุมงคลเป็นเพียงกระพี้หรือเปลือกเท่านั้น



“อย่างเช่นกรณีอาจารย์หนู หลายคนมีความเชื่อว่าถ้าให้อาจารย์หนูสักยันต์ให้แล้วงานจะเข้ามา มีเมตตามหานิยม ดาราฮอลลีวูดก็มา ถามว่าผิดไหมมันก็ไม่ผิด มันเป็นสิทธิของเขาที่จะบูชา กฎหมายเราไม่ได้ห้ามตรงนี้ สมมติเราไปเช่ามาบูชา เกิดจังหวะที่ค้าขายดี อาจจะเป็นช่วงที่เศรษฐกิจดีหรือจังหวะที่ขายดี หรือถูกหวยขึ้นมา อาจะเป็นการบังเอิญหรือด้วยฤทธานุภาพก็ไม่แน่ใจ มันก็เลยมีความเชื่อแล้วไปเล่าปากต่อปาก บางคนก็ยอมที่จะทุ่มเงินมาเอาไปบูชาเป็นของตัวเอง ศรัทธาถ้าเราเชื่อมันก็บวกไปครึ่งหนึ่งแล้ว แต่ถ้าเราไม่เชื่อตั้งแต่แรก ให้พูดยังไงก็ไม่เชื่อ ส่วนเรื่องราคาค่างวดมันอาจจะตั้งขึ้นมาเป็นเชิงธุรกิจ เพราะเขาก็มีค่าใช้จ่ายเรื่องโฆษณา

แต่ถ้าให้พูดตามหลักพระพุทธศาสนาจริงๆ จะยึดพระธรรม เน้นเรื่องประพฤติปฏิบัติตามคำสอนเป็นหลัก เรื่องบูชาวัตถุมงคลเป็นเรื่องที่สืบทอดมานาน บ่อยครั้งที่มีข่าวพระสงฆ์ทำพิธีปลุกเสกวัตถุมงคลต่างๆ อาจจะมีจุดประสงค์ให้คนเช่าเพื่อเอาไปสร้างนั่นสร้างนี่ที่เป็นประโยชน์ ซึ่งทางคณะสงฆ์ก็ไม่ได้ส่งเสริม ตอนหลังก็เลยมีการจัดระเบียบว่าห้ามขายวัตถุมงคลในโบสถ์ ให้แยกออกมา มันสวนทางกับคำสอนของพระพุทธเจ้า วัตถุมงคลมันเหมือนกับกระพี้หรือเปลือก ถ้าพูดถึงแก่นของพระพุทธศาสนาจริงๆ คือคำสอนของพระพุทธเจ้าครับ”

ขอบคุณภาพและข้อมูล : เพจ “Drama-addict” และ “Jack Jill Kumanthong”
กำลังโหลดความคิดเห็น...