xs
xsm
sm
md
lg

หยุดตีตราด้อยค่า หยุดมอง “คนพิการ” ไม่เท่ากัน ผ่านเคส “ข้อดีที่ต้องจ้างคนพิการ”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



บทเรียนการทำสื่อ เคส “ข้อดีที่ต้องจ้างคนพิการ” สังคมวอน สสส.ทบทวน ยิ่งแนะข้อดี ยิ่งลดทอนคุณค่าคน ผู้เชี่ยวชาญสะท้อน “ความเข้าใจ” ต้องมาก่อน โดยเฉพาะระดับองค์กร!!




คอนเทนต์ “ลดทอนคุณค่า” สะท้อนช่องโหว่องค์กร


“ข้อดี ที่ต้องจ้างงานคนพิการ 1. ไม่ลาบ่อย 2. ช้าแต่ได้งาน 3. เงินสมกับงาน 4. ไม่ต้องการสิทธิพิเศษ 5. อัตราการลาออกต่ำ”


เป็นอีกประเด็นร้อนที่ถูกวิจารณ์เป็นอย่างมาก เมื่อแฟนเพจ สสส. (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ) : ThaiHealth ได้โพสต์สื่อประชาสัมพันธ์เรื่อง "ข้อดีที่ต้องจ้างงานคนพิการ"

ตลอดจนภาพประกอบที่นำมาเสนอเผยแพร่บนโซเชียลฯ ที่ได้ผ่านกระบวนการกลั่นกลอง กลายเป็นการลดทอนคุณค่าคน สะท้อนการไม่ทำการบ้านขององค์กรภาครัฐ และการมอง "ผู้พิการ" เหมือนเป็นภาระ พูดถึง "ข้อดี" แต่ลดทอนคุณค่าหรือไม่


แน่นอนว่าทันทีที่เรื่องราวนี้ถูกส่งต่อออกไป ก็นำมาซึ่งความคิดเห็นอย่างหลากหลายบนโลกโซเชียลฯ ส่วนใหญ่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

“ทำไม สสส.มีวิธีคิดที่เหยียดคนพิการแบบนี้ คือจะบอกว่าคนพิการทางเลือกน้อย? เลยต้องเจียมตัว ไม่กล้าลาบ่อย

ไม่กล้าขอเงินเดือนขึ้น ไม่กล้าทวงสิทธิ ไม่กล้าลาออก? แล้วจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นใคร จะเป็นคนปกติหรือคนพิการ ก็สมควรได้สิทธิการลา สิทธิเข้าถึงสวัสดิการ สิทธิในการได้ค่าตอบแทนที่เหมาะสม...”


เกี่ยวกับเรื่องนี้จึงติดต่อไปยัง “ซาบะ-มานิตย์ อินทร์พิมพ์ นักรณรงค์เพื่อสิทธิคนพิการ เจ้าของเพจเฟซบุ๊ก "Accessibility Is Freedom ให้ช่วยให้คำตอบ สะท้อนถึงความเหมาะสมทั้งในแง่ของเนื้อหา และจุดประสงค์ในการผลิตสื่อครั้งนี้

“สังคมไทยยังมีปัญหาในความเข้าใจต่อคนพิการมาก ถ้าเราได้ดูกรณีขององค์กรหนึ่งโพสต์ เป็นความเข้าใจผิดอย่างมหาศาลเลย

คืออย่างแรกต้องคิดก่อนว่า คนพิการก็คือมนุษย์คนหนึ่ง พอคิดได้ทุกเรื่องจะเป็นเรื่องปกติทั่วไป เพียงแต่ว่าร่างกายเราเปลี่ยนไป แตกต่างออกไป เพราะฉะนั้นจะเกิดความต้องการเพิ่มขึ้น

ในสังคมไทยค่อนข้างเข้าใจผิดมาก โดยเฉพาะการโพสต์เรื่องนี้ เห็นแล้วหัวทิ่มเลยครับ ต้องบอกว่าหนักมาก ซึ่งในวงในคนพิการเองก็พูดคุยเรื่องนี้หนักเหมือนกัน

[ซาบะ-มานิตย์ อินทร์พิมพ์]
ผมมองเห็นว่าเป็นเรื่องที่ผิด เป็นข้อมูลที่ผิดนะครับ ในเรื่องของการลดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์มันใช่อยู่แล้ว แต่ว่าในตรงนั้นมีข้อมูลที่ผิด คุณเข้าใจผิดแล้วว่าการจ้างคนพิการแล้วไม่ไปไหน มันก็นั่งรถเข็น ก็นั่งทำงานให้คุณตลอดเวลา เหมือนเป็นหุ่นยนต์

คือ ไม่ใช่นะครับ ผมเป็นมนุษย์ ผมก็อยากจะไปเที่ยวเหมือนกัน ไม่ได้มีอะไรพิเศษกว่ากันสักอย่าง ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดมาก

อันนี้อาจจะเป็นความผิดพลาดของทางแอดมินที่มือไว หรือว่ายังไงก็ไม่ทราบนะ แต่ว่ามันก็ออกมาที่เพจที่เป็นทางการ พอมันออกมาอย่างนี้แล้วระดับองค์กรต้องมาทบทวนแล้วครับ เพราะเป็นข้อมูลที่ผิด ที่เขาเขียนเป็นข้อมูลที่ผิดหมดเลย”


นักขับเคลื่อนเพื่อผู้พิการรายนี้มองว่ากลายเป็นการลดทอนคุณค่าคนพิการ ซึ่งอุปสรรคในการแก้ไขปัญหาทั้งหมดมีจุดอ่อนอยู่ที่เรื่องการทำความเข้าใจ

เพราะหลายคนไม่เข้าใจว่าคนพิการจะทำงานอะไรได้ บ้างคิดว่าเมื่อมีความพิการเกิดขึ้น ศักยภาพคนคนนั้นจะด้อยลงถึงขีดสุด

“ก่อนอื่นเลยเข้าใจในสังคมและวัฒนธรรม สภาพสังคมไทย แต่อย่างที่สองต้องบอกว่าต้องมีงานหนัก ที่ต้องทำงานเพิ่มขึ้นอีกเยอะเลย คือจริงๆ คุณตาคุณยาย หรือ คนสามัญทั่วไป พูดเรื่องเหล่านี้เราก็ยังไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าระดับองค์กรพูดออกมาเราหนักใจ ก็ต้องเกิดการทำงานหนักครับ

คือมันสะท้อนภาพรวมในสังคมไทยจริงๆ ว่า สังคมไทยยังมี Gap ในความเข้าใจผิดเยอะ สิ่งที่ผมอยากฉายภาพให้เห็น คือ เมื่อเราเซตว่าคนพิการคือคนทั่วไป คนปกติ เพียงแต่ว่าเดินขึ้นบันไดไม่ได้ ต้องการทางราบ แค่สิ่งเหล่านี้เท่านั้นเองที่ต่างออกไป และต้องบอกการดูแลกันเป็นเรื่องที่ดีนะครับ หมายถึงว่าคนที่แข็งแรงกว่าดูแลคนที่อ่อนแอกว่า แต่ต้องดูแลอย่างให้เกียรติ เพราะถ้าไม่ให้เกียรติกันมันก็เกิดปัญหา จริงๆ ข่าวเหล่านี้มันเกิดขึ้นตลอดเวลา”




คนพิการก็เป็นคน!


แน่นอนว่าทัศนคติต่อผู้พิการคือปัญหาใหญ่ของสังคม ที่จะต้อง “สร้างความเข้าใจ” เพื่อไม่ปิดกั้น “โอกาส” ทั้งที่พวกเขามีศักยภาพมากพอไม่แพ้คนปกติทั่วๆ ไป แถมยังต้องใช้ความพยายามมากกว่าด้วยซ้ำ ซึ่งในโลกของการทำงานที่คนพิการในไทยต้องเผชิญในหลายส่วนของประเทศยังห่างไกลคำว่ามีคุณภาพชีวิตที่ดี


“ความไม่เท่ากันมันเกิดขึ้นในทุกมิติของสังคมครับ สิ่งที่ผมทำงานมาตลอด 10 ปี ผมเห็นการเข้าถึงพื้นที่เมือง การเข้าถึงต่างๆ

เดินทางไปไหนก็เจอปัญหา สะพานลอยเราก็ใช้ไม่ได้ เราอยากออกจากบ้าน เราอยากไปโรงเรียน เราอยากไปโรงพยาบาล เราอยากไปศูนย์การค้า เราอยากไปทำงาน สิ่งต่างๆ เหล่านี้ล้วนยังทำไม่ได้

สังคมไทยในความเท่าเทียมยังจะต้องทำงานหนักมาก แต่ 10 ปีที่ผ่านมาจากการทำงานหนักของภาคีเครือข่ายของคนพิการ สังคมก็ตื่นขึ้นมาก ให้การตอบรับมาก และค่อยๆ ให้เกิดการแก้ไข”


อย่างไรก็ดี แม้หนทางสู่ความสำเร็จของการรณรงค์ตลอด 10 ปีจะยังไม่เห็นเป็นรูปธรรมอย่างที่ตั้งใจเสียทีเดียว แต่ก็ถือได้ว่าเป็นความเปลี่ยนแปลงที่คืบหน้าอย่างค่อยเป็นค่อยไป

สุดท้ายนักรณรงค์เพื่อผู้พิการได้กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า อยากให้สังคมไทยช่วยกันตระหนักถึงเรื่องการส่งต่อข้อมูลที่ผิด และการมองคนให้เท่าเทียมกัน

“ความเท่าเทียมทำให้มันเกิดขึ้นจริงครับ และคนพิการจริงๆ แล้วก็คือมนุษย์ 1 คน เท่านั้นเอง จริงๆ ความเข้าใจที่ถูกต้องมันไม่ยากเลย คือให้ลองเราเป็นคนคนนั้น ยกตัวอย่างเช่น คนตาบอด เราก็ลองหลับตา คนที่ต้องนั่งรถเข็น ก็ลองนั่ง คือมันต้องเกิดความเข้าใจที่มีจริงๆ สังคมไทยมันจะดูแลคนพิการอย่างลักษณะเวทนาสงสาร ซึ่งนั่นเป็นข้อมูลที่ผิดมาก

สังคมพิการเอง ก็ต้องมีงานหนัก ที่ต้องเข้าไปให้ความรู้ครับ ให้เขาเข้าใจจริงๆ เช่น ให้รู้ว่าทางเท้าที่เอียงๆ พอไปเข็นรถแล้วจะเป็นยังไง เป็นการสร้างความเข้าใจ”


ทว่าล่าสุดทางแฟนเพจ สสส. (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ) : Thai Health ได้ลบสื่อประชาสัมพันธ์ดังกล่าว พร้อมกับโพสต์ชี้แจง

ซึ่งแม้จะอธิบายว่าเป็นการนำเสนอข้อมูลที่ผิดพลาดระหว่าง ข้อดีการจ้างงานผู้สูงอายุ กับข้อดีการจ้างผู้พิการเข้าทำงาน แต่หลายคนก็ยังมองว่าต่อให้เป็นการนำเสนอที่คลาดเคลื่อน ชุดข้อมูลดังกล่าวก็ยังไม่เหมาะสมที่จะใช้ประชาสัมพันธ์ในการจ้างงาน




สกู๊ป : ทีมข่าว MGR Live



** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **




กำลังโหลดความคิดเห็น