xs
xsm
sm
md
lg

“อสม.หญิงแกร่ง”!! เยี่ยมบ้าน-ตัดผมฟรี-คิดแอปฯ ดูแลผู้ป่วย [มีคลิป]

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เปิดใจ “อสม.ตู่” หญิงแกร่งแห่งบางปลาม้า กับวิกฤตชีวิตที่เคยก้าวผ่าน “สามีจากไปอย่างไม่มีวันกลับ-ถูกโกงจนหมดตัว” อุทิศตนดูแลสุขภาพกายและใจคนในชุมชนมานานกว่า 13 ปี คิดค้นแอปพลิเคชันติดตามอาการผู้ป่วย ยึดหลักชีวิต “ความดีมีเท่าไหร่ให้รีบทำ”

เคราะห์ซ้ำ “สูญเสียสามี-ถูกโกงหมดตัว”

“พี่เป็นช่างเสริมสวยมาตั้งแต่อายุ 17-18 เราได้เจอคน เวลาเราทำผมลูกค้า เราจะได้ฟังเขาเล่าเรื่อง เราก็จะได้รู้ปัญหาคนนั้นคนนี้ ตอนนั้นก็ไม่ได้อะไร จนกระทั่งมาเกิดวิกฤตกับชีวิตที่คิดอยากช่วยจริงๆ จังๆ เรื่องช่วยงานตามชุมชน ตามบ้าน พี่ก็ช่วยตั้งแต่สมัยสาวๆ แล้ว”

“ตู่ - ปทิตตา ทรัพย์อบรม” หรือ “อสม.ตู่” เปิดใจกับผู้สัมภาษณ์ถึงเส้นทางชีวิตของเธอ จากอาชีพช่างตัดผมที่ได้รับรู้ปัญหาจากลูกค้าที่มาระบายให้ฟังคนแล้วคนเล่า จุดประกายให้เธอก้าวมาเป็นอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน บ้านคอวัง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านแหลม อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี มานานกว่า 13 ปีแล้ว

แต่กว่าที่ชีวิตจะเดินทางมาถึงวันนี้ได้ หญิงแกร่งผู้นี้ต้องฝ่าวิกฤตชีวิตครั้งใหญ่มานับไม่ถ้วน ย้อนกลับไปราว 20 ปีก่อน เธอต้องเลี้ยงดูลูกน้อยเพียงลำพังเพราะสามีจากไปอย่างไม่มีวันกลับด้วยอุบัติเหตุ ซ้ำเธอยังถูกโกงจนหมดตัว เมื่อความหวังในชีวิตดูท่าว่าจะริบหรี่ ตู่จึงมีเสี้ยวความคิดที่อยากจะจบปัญหาทุกอย่างลง พร้อมกับลูกทั้ง 2 คน…

“ช่วงนั้นชีวิตกำลังรุ่ง วันนึงแฟนออกไปข้างนอกไปเกิดอุบัติเหตุรถคว่ำ เสียชีวิตคาที่ ลูกคนโตก็ประมาณ 7-8 ขวบ ลูกคนเล็กเพิ่งจะ 4 ขวบ ตอนนั้นพี่ก็มีเงินเยอะ ทั้งเงินประกัน ชีวิตก็ไม่ลำบาก กระทั่งหลังจากนั้น 1-2 ปี ไปโดนโกง โดนแบบไม่เหลือ พอโดนเพื่อนโกงก็มาเจอฟองสบู่แตก ธุรกิจก็แย่ ซบเซา จนไม่มีลูกค้า

พอลูกเริ่มเข้ามัธยม ต้องเรียน ลูกก็เริ่มมีคำถามว่า ทำไมแม่ไม่มีตังค์ ทำไมเขาต้องหยุดเรียนพิเศษดีๆ แล้วทำไมลูกของคนที่โกงเราเขายังเรียนพิเศษดีๆ เขาก็ยังมีตังค์ไปกินที่โรงเรียนเยอะๆ

พี่ก็รู้สึกว่าเราจะเป็นแม่ที่ดีไม่ได้แล้ว เครียดมาก เงินก็ไม่มี คิดว่าจะไปอยู่กับเขาแล้ว พี่ตั้งใจมากว่าเมื่อไม่มีเขา พี่จะเลี้ยงดูลูกให้ดีที่สุด ให้อบอุ่น เลี้ยงให้บรรลุเป้าหมายที่พ่อแม่อยากให้ลูกได้ดีมากที่สุด มีการศึกษาที่ดี มีงานทำ เมื่อเราคิดว่าตรงนั้นเราไม่น่าจะทำได้ พี่ก็เลยบอกแฟนว่าจะไปอยู่ด้วย

พี่ก็มาคิดว่าถ้าเราตายคนเดียว ลูกก็เป็นภาระคนอื่น ไปด้วยกันเลย ไม่ต้องเป็นภาระให้ใคร พี่ก็เลยจะกรอกยาลูก ลูกก็หลับไม่รู้เรื่อง คนเป็นแม่ร้องทั้งคืน แต่พี่เขียนหนังสือไว้ฉบับนึงว่าพี่ไม่มีหนี้สิน พี่ยกบ้านให้กับหลานสาวที่เลี้ยงเขามาตั้งแต่เล็กเพราะไม่มีอะไรจะให้ เราเหลือแค่บ้าน”

แต่แล้ว กลับมีเสียงเสียงหนึ่งดังขึ้นมา ณ ตอนนั้น เป็นเสียงที่มาจากสุนัขพิการแม่ลูกอ่อนที่กำลังเลี้ยงดูลูกสุนัข เมื่อเห็นภาพนั้น ก็ทำให้เธอฉุกคิดได้ พร้อมสัญญากับตนเองว่า “จะเป็นแม่ที่ดีที่สุดเท่าที่แม่คนหนึ่งจะทำได้”


“พี่ก็ได้ยินเสียงสุนัขมันง้องแง้งๆ เราทำไม่ไหว เลยวางขวดยาที่เปิดไว้บนหัวเตียง พี่ก็เดินออกไปที่หน้าระเบียงว่าเสียงอะไร พี่ก็ไปเห็นสุนัขขาพิการข้างหลัง ลูกยั้วเยี้ยเต็มหน้าอกไปหมด พี่ก็เลยมาคิดว่า เขาเลี้ยงลูกได้ เขาพิการ แล้วเราล่ะ ทำไมเราจะฆ่าลูก เราทำร้ายตัวเองไม่พอแล้วจะทำร้ายลูก มันไม่ใช่

พี่ก็มานั่งคิดทบทวนว่าจะทำยังไงดี ก็กลับมาเก็บขวดยา กอดลูก แล้วก็ขอโทษเขา แล้วพี่ก็ไปขอโทษแฟนพี่ ว่าจะไม่ทำแบบนี้อีก ยังไงจะต่อสู้ จะเป็นแม่ที่ดีที่สุดเท่าที่แม่คนหนึ่งจะทำได้

แล้วก็ต้องขอบคุณ สำอางค์ พราพงษ์ เพื่อนสนิท ช่วยให้เดินมาจนถึงวันนี้ ตอนที่ทุกข์มากๆ ชีวิตลำบาก ก็ได้เขานี่แหละดูแลทุกเรื่อง จนปัจจุบันก็หลาย 10 ปีแล้ว เขาเป็นทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต เราลำบากเราก็เห็นแต่หน้าเขา เราไม่มีตังค์ก็ได้เขาคอยดูแลช่วยเหลือ ลูกจบมาได้ เขาไม่เคยทิ้งซักเวลาเดียว”

คิดค้น “Heart2Heart” แอปฯติดตามผู้ป่วย

การเลือกที่จะสู้ชีวิตต่อไป ทำให้ตู่ใช้ชีวิตอย่างมีความหมายมากขึ้น ด้วยการช่วยเหลือผู้อื่น เพื่อไม่ต้องซ้ำรอยแบบที่เธอเคยเป็น และพร้อมแบ่งปันทุกครั้งที่มีโอกาส

“จากนั้นพี่ก็ลุกขึ้นมาต่อสู้ทุกอย่าง ทำขนมขาย จนวันนึงเพื่อนเขาซื้อขนมเค้กมาให้จากนครปฐม พี่ก็มานั่งดูว่ามันน่าจะทำได้นะ ก็ค่อยๆ แกะสูตร จดไว้ แล้วไปลงทุน จนได้สูตรปัจจุบัน พี่เลยไม่คิดจะหวงสูตรใคร ถ้าใครที่เดือดร้อน พี่ให้เขาโดยที่ไม่ต้องขอ



พี่ก็ไม่ได้ร่ำรวยนะ แต่พี่คิดว่าจะเหลือชีวิตอีกกี่วันพี่ไม่รู้ กับลูกค้าที่มีอายุมากแล้ว หรือลูกค้าที่ไม่มีฐานะ ผู้พิการ พี่ก็ไม่ได้คิดตังค์ อย่าง อสม.หรือเพื่อนบ้านมาบอกว่า ไปตัดผมให้น้าคนนั้นหน่อย เราก็ไป พี่ลงพื้นที่มากๆ ตอนช่วงโควิด ร้านพี่ถูกปิด ก็เลยขี่มอเตอร์ไซค์ออกไปตัดผม รู้สึกว่ามันดีนะ เสียงตอบรับดี”

ไม่เพียงแค่ช่วยตัดผมให้ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย หรือผู้พิการในชุมชน แต่ อสม.หญิงแกร่งยังห่วงสุขภาพอนามัยของทุกคน โดยเฉพาะสุขภาพใจ ตู่จึงมีวิธีดูแลผู้ป่วยจิตเวชในชุมชน ให้สัมฤทธิ์ผลมากขึ้น เพื่อให้ผู้ป่วยไม่ขาดยา จนเกิดอาการกำเริบตามมา ด้วยการคิดค้นแอปพลิเคชัน “Heart2Heart ใจถึงใจ” เพื่อให้การทำงานสะดวกและสัมฤทธิ์ผลมากขึ้น

“ผู้ป่วยถ้าขาดยา อาการเขาจะกำเริบ ผู้ป่วยของพี่ก็มีจิตหลอน กลัวคนทำร้าย ได้ยินเสียงแว่ว ก็อาจจะทำร้ายตัวเอง ไม่ทำร้ายตัวเองก็ทำร้ายคนในครอบครัว เราต้องคุยกับญาติให้เขากินยาให้ถูกต้อง ให้ต่อเนื่อง ให้ไปพบแพทย์ แล้วรับคำแนะนำจากแพทย์มาทำตามขั้นตอน



เขาจิตหลอนอย่าไปตอกย้ำ ต้องพูดคุยกับเขา เขาอยากพูดอะไรปล่อยให้เขาพูด เราอาจจะอึดอัด แต่เราต้องอดทน ถ้าเราผ่านช่วงนั้นไปได้ เขาไม่เป็นภาระของเรา มันคุ้มกว่ามั้ย แล้วเราไม่ต้องมานั่งระแวงว่าเขาจะทำร้ายเรามั้ย เขาจะทำร้ายตัวเองมั้ย เราต้องดูแลตรงนี้พร้อมๆ ไปกับหมอ เหมือนเราต้องเป็นพยาบาลคนนึง

เรื่องยาพี่ให้ความสำคัญ จึงคิดทำแอป “Heart2Heart ใจถึงใจ” ขึ้นมา แต่พี่ไม่มีความสามารถ เลยคุยกับหลานว่าทำยังไง อยากได้แบบนี้ ส่วนข้อมูลก็ประสานกับโรงพยาบาล ว่า มีการประเมินแล้วว่าจิตหลอน ต้องทำยังไงต่อไป อสม.จะดูตั้งแต่แจ้งเตือนไปพบแพทย์ กินยาครบมั้ย เพื่อที่คนไข้จะได้ไม่ขาดยา เมื่อไม่ขาดยาอาการก็ไม่กำเริบ”

แอปพลิเคชันที่ อสม.ผู้นี้คิดขึ้น ไม่เพียงช่วยให้ อสม.ติดตามดูแลผู้ป่วยได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึง แต่ยังมีโรงพยาบาลบางแห่ง เริ่มนำแอปนี้ไปขยายผลเพื่อประโยชน์ในการรักษาผู้ป่วยด้วย

โดย ชัยวัฒน์ ตระกูลราษฎร์ พยาบาลชำนาญการ โรงพยาบาลบางปลาม้า กล่าวถึงการทำงานผ่านแอปพลิเคชันดังกล่าว ว่า เครื่องมือนี้ถูกนำประยุกต์ใช้กับการทำงานจริงจนได้ผลดี



“แอปพลิเคชันของคุณตู่ที่คิดค้นขึ้นมา ทางโรงพยาบาลก็ได้นำมาประยุกต์และปรับเปลี่ยนเพื่อมาใช้กับงานผู้สูงอายุและการเยี่ยมบ้าน และในอนาคตแอปพลิเคชันก็จะมีข้อมูลคนไข้ที่ลงไว้ ของผู้สูงอายุจะเป็นคนไข้ติดบ้านติดเตียง มีเรื่องของจิตเวชด้วย

ในแอปฯสามารถเข้าดูคนไข้ มีรายละเอียดเกี่ยวกับชื่อ นามสกุล เลขบัตรประจำตัวประชาชน ที่อยู่ การรักษา ความดัน ชีพจร และคะแนนการทำกิจวัตรประจำวัน ซึ่งจะใช้ในการแบ่งคนติดบ้านติดเตียง เรื่องการรักษา สามารถบอกได้ว่าพิกัดบ้านเขาอยู่ตรงไหน และการเยี่ยมแต่ละครั้งก็สามารถลงรูปภาพได้ว่าวันนี้ที่ไปเยี่ยม คนไข้เป็นยังไง”

ส่วน อุบลวรรณา เรือนทองดี พยาบาลชำนาญการ โรงพยาบาลบางปลาม้า ก็เสริมในประเด็นเดียวกันว่า “การที่ตู่ทำ ทำแบบมีวิธีคิดของตัวเอง ไม่ใช่ว่าจะต้องมารอโรงพยาบาลหรือหน่วยงาน เขามาจากตัวเขาเอง เขามาจากใจ วิธีคิดของเขามันเหมือนสะสมมา ตกผลึกแล้ว อันนี้ไม่ได้ก็ไปอีกทาง จนกระทั่งเขาคิดว่าวิธีคิดของเขามันน่าจะมีประโยชน์กับคนทั่วไป ประทับใจ คิดว่าคนแบบนี้ดีมากๆ”

“ความดีมีเท่าไหร่ให้รีบทำ”

ไม่เพียงแค่การคิดค้นแอปพลิเคชันขึ้นมา เพื่อเป็นเครื่องมือให้ผู้ที่อยู่ในเครือข่ายทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่นมากขึ้นเท่านั้น ตู่ยังเดินทางออกไปเยี่ยมเยียนบ้านผู้ป่วยในการดูแลอย่างสม่ำเสมอ จนเป็นกลายเป็นภาพที่เห็นได้อย่างชินตาของคนในชุมชน

ขณะที่หนึ่งในญาติของผู้ป่วยที่ อสม.ผู้นี้ เดินทางเยี่ยมบ้านอยู่เป็นประจำ ก็กล่าวว่า รู้สึกขอบคุณที่เธอดูแลสมาชิกครอบครัวของตนเป็นอย่างดี และผู้ป่วยก็มีพัฒนาการที่ดีขึ้นตามลำดับ


“ตั้งแต่เจ๊ตู่เข้ามาดูแลแล้วก็ให้กำลังใจกัน เขาก็จะมีความรับผิดชอบมากขึ้น จะดูแลตัวเองมากขึ้น เรื่องการอาบน้ำหรือซักเสื้อผ้า ถึงเวลาที่จะรับยาเขาก็จะมาบอกผมเลยว่า พรุ่งนี้หรืออีก 2 วันเขาจะต้องไปหาหมอ เจ๊ตู่เขาจะมีกระเป๋า 1 ใบ มอเตอร์ไซค์ 1 คัน ต้องออกตามบ้าน

อย่างน้อยที่สุดให้คนคนนึงมีชีวิตที่ดีขึ้น เป็นอะไรที่สุดยอด น้อยคนที่จะทำได้เพราะโรคแบบนี้ ถ้าเข้าไม่ถึงก็หายยาก ขนาดตัวผมเองเป็นพี่ชายยังดูแลเท่าเจ๊ตู่ไม่ได้เลย เพราะผมไปทำงานทุกวัน ต้องขอบคุณเจ๊ตู่ของเรา แกสุดยอด”

ส่วนทางด้านของ อสม.ตู่ เอง ก็เผยความรู้สึกถึงเรื่องนี้ว่า “รู้สึกมีความสุข ภูมิใจว่าสิ่งที่เราทำแล้วมันได้ผล ทำให้เขาดูแลตัวเองได้ ทำให้เขาอยู่กับครอบครัวได้ ก็กลายเป็นลดภาระทางบ้านได้ด้วย คนดูแลก็เบาลง ตัวเขาเองก็เป็นตัวของตัวเองมากขึ้น เหมือนว่าเขายอมรับอยู่กับโรคนี้ได้”


ความจริงใจ ความต่อเนื่อง ความสม่ำเสมอ ทำดีกับใครอย่าทำแค่เคสนี้จบแล้ว ทำกับใครทำให้ต่อเนื่อง ทำให้มันยาวๆ ติดต่อกับใคร รักใครก็รักให้ยาวๆ เราต้องจริงใจกับเขา ถ้าเราให้ใจ ไม่ต้องหวังอะไร แล้วจะมีความสุข”

การดูแลผู้ป่วยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และอยู่กับครอบครัวได้ ต้องอาศัยความเข้าใจและใช้เวลา ถ้าเธอไม่ทุ่มเทและทำด้วยใจ คงไม่เป็นที่รักของผู้ป่วยถึงเพียงนี้ และการดูแลสุขภาพกายและสุขภาพใจของชาวชุมชนบ้านคอวัง ตลอด 13 ปีที่ผ่านมา แม้ไม่หวังผล แต่อานิสงส์แห่งความดีที่เธอทำเพื่อผู้อื่น ก็ทำให้เธอได้รับคัดเลือกเป็น อสม.ดีเด่นระดับชาติ ประจำปี 2564 สาขาสุขภาพจิตชุมชน และในรูปแบบอื่นที่เธอก็ไม่คาดคิด

“พี่ดูแลเด็กติดยา แล้ววันนึงลูกสาวพี่ไปงานศพ ตอนนั้นเขาก็วัยรุ่น ก็มีเพื่อนมางานด้วย จากบ้านพี่ไปวัดเดินไปมันก็เปลี่ยว ก็ไปเจอกลุ่มวัยรุ่น พวกนี้ก็เข้ามาพูดจาลวนลาม ก็ไปเจอกับกลุ่มของเด็กที่พี่เคยช่วย เขาก็เรียก ลูกป้าตู่นี่ เขาก็ด่าเด็กกลุ่มนั้นถึงกับไล่เตะเลย แล้วก็พาลูกพี่ไปส่งที่วัดกับเพื่อนอีก 2-3 คน ไม่งั้นวันนั้นลูกพี่โดนอะไรไม่รู้ ถ้าไม่ไปเจอกลุ่มวัยรุ่นกลุ่มนั้น เพราะเราช่วยเขาให้เขามีอาชีพ มีงานทำ”


มันมีหลายๆ อย่าง ทำให้จุดประกายเราว่า เราลำบาก มีคนโอบอุ้มเรา เราโชคดี เราไม่ได้มีเงินทองเยอะแยะ ไม่ได้ร่ำรวย ถ้าพี่รอรวยแล้วไปช่วยคน เมื่อไหร่พี่จะรวย อายุขนาดนี้แล้ว ความรวยรอไม่ได้ แต่ความดีมีเท่าไหร่ให้รีบทำ ชีวิตเราที่เหลืออยู่ อะไรที่ทำประโยชน์ให้คนอื่นได้ก็รีบทำ ถ้าจะมารอว่าพรุ่งนี้ก่อน ถ้าไม่มีพรุ่งนี้ล่ะ ใช้โอกาสตรงนี้ให้เป็นประโยชน์ที่สุดก่อนที่จะไม่มีโอกาสนั้น”

ไม่มีใครรู้ว่าชีวิตเราจะมีวันพรุ่งนี้หรือไม่ ตู่ก็เช่นกัน เมื่อเธอก้าวพ้นวิกฤตชีวิตมาได้ เธอจึงใช้ชีวิตแต่ละวันอย่างคุ้มค่า ต้องขอบคุณอะไรก็ตามที่ทำให้เธอตัดสินใจมีชีวิตอยู่ต่อ หาไม่แล้วคงไม่มี “อสม.ตู่” ที่คอยช่วยเหลือดูแลชาวทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจ และเป็นที่พึ่งของชาวบ้านคอวังอย่างทุกวันนี้



สัมภาษณ์ : รายการ “ฅนจริง ใจไม่ท้อ”
เรียบเรียง : MGR Live
เรื่อง : กีรติ เอี่ยมโสภณ



** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **






กำลังโหลดความคิดเห็น...