xs
xsm
sm
md
lg

หลักฐานเริ่มชัด “โควิด-19” ทำลายปอด-ลามหัวใจ-สู่สมอง!! ถ้าหยุดไม่อยู่ก่อน “หน้าฝน” เสี่ยงวิกฤตหนัก

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“เชื้อโควิด-19 ไม่ได้ทำร้ายแค่ปอด มีผลต่อสมอง-หัวใจด้วย” เสียงจากผู้เชี่ยวชาญทั้งไทยและต่างประเทศ สะท้อนสถานการณ์ไวรัสตัวร้าย ให้ผลตรงกันบอกเลย เกินการควบคุม-มีเรื่องใหม่ให้เรียนรู้เสมอ ซ้ำไม่ควบคุมให้ดี “ฤดูฝน”สร้างปัญหาหนักแน่!!




แพทย์ไทยชวนคิด “หัวใจ-สมอง” ถูกไวรัสทำร้าย!!

“จากการอักเสบอย่างรุนแรงที่เกิดขึ้นร่วมกับการติดเชื้อทำให้มีกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ เส้นเลือดหัวใจอักเสบหัวใจเต้นผิดปกติ

ความรุนแรงของโรค เป็นผลร่วมกันระหว่างการติดเชื้อ และการตอบสนองที่มากเกินความจำเป็นของร่างกาย

และแม้ว่าส่วนใหญ่จะมีอาการทางระบบทางเดินหายใจ ปอดอักเสบ ปอดบวมก็ตาม แต่มีอวัยวะอย่างอื่นร่วมอยู่ด้วย ที่สำคัญคือหัวใจ”

ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย หนึ่งในกระบอกเสียงสะท้อนถึงสถานการณ์โควิด-19 ในไทย ออกมาเปิดเผยข้อมูลทางเฟซบุ๊กว่ามีงานวิจัยเกี่ยวกับไวรัสโควิด-19 ไม่ได้ทำร้ายแค่ปอด แต่อาจจะส่งผลต่อหัวใจและสมองด้วย


ทันทีที่มีการแชร์ออกไป นำมาซึ่งความสงสัยและความวิตกกังวลของสังคม โดยข้อมูลทั้งหมดได้มีการรวบรวมจากประเทศจีน

“ดังที่ได้มีการตั้งข้อสังเกต ว่า เชื้อโควิด-19 นั้น อาจจะแสดงอาการอย่างอื่นได้นอกจากระบบทางเดินหายใจ ปอดอักเสบ ปอดบวม

โดยทำให้เกิดสมองอักเสบนั้น และต่อมามีรายงานจากประเทศจีนถึงผู้ป่วยที่มีอาการไข้ ปวดศีรษะซึม และน้ำไขสันหลังพบเชื้อโควิด-19

นอกจากนั้น ลักษณะของตัวไวรัสเองสามารถที่จะเข้าสมองได้และกระทบต่อก้านสมองส่วนล่าง โดยมีผลทำให้การหายใจผิดปกติด้วย

รายงานวันที่ 31 มีนาคม 2563 เป็นผู้ป่วยที่มีอาการสมองอักเสบโดยลักษณะคล้ายกับที่เกิดขึ้นร่วมกับกับไวรัสไข้หวัดใหญ่ และมีความผิดปกติที่ใจกลางสมองและมีน้ำรั่วออกจากผนังเส้นเลือดพร้อมกับมีเลือดออกด้วย (acute hemorrhagic necrotizing encephalopathy) ซึ่งมีความเกี่ยวพันกับการอักเสบอย่างรุนแรงที่เกิดจากร่างกายต่อสู้กับเชื้อไวรัสอย่างมากเกินพอเหมาะ



ลักษณะดังกล่าวทำให้ต้องมีความระมัดระวังว่าไวรัสโควิด-19 อาจจะไม่ได้มาด้วยความผิดปกติของปอดอย่างเดียว แต่มีอาการทางสมองอย่างเดียวได้ และเกิดความผิดปกติทางหัวใจได้เช่นเดียวกัน
ทำให้ต้องขยายคำจำกัดความของผู้ต้องสงสัยว่าจะติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ออกไปอีก"


ไม่เพียงแค่นั้น จากการอักเสบร่วมกันของการติดเชื้อ ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ หัวใจเต้นผิดปกติ เส้นเลือดหัวใจอักเสบ ความรุนแรงของโรคนั้นที่มีความผิดปกติ และรุ่นแรงมากกว่าที่คิด

สอดคล้องกับทางเพจ “RadPrompt” ผู้เชี่ยวชาญที่ให้ความรู้ด้านรังสีวิทยาทั้งภาพวินิจฉัย และร่วมรักษา ได้ออกมาให้ข้อมูลเช่นกันว่าเชื้อไวรัสโควิด-19 สามารถรุกรานเข้าสู่ได้หลายรูปแบบ ล่าสุด พบสมองผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 ได้รับความเสียหาย เป็นเคสหายากที่ไม่ค่อยได้เจอ สมองเสียหายทั้งที่เชื้อไม่ได้ลามไป



“โรคติดเชื้อโควิด-19 มาได้หลายรูปแบบกว่าที่คิด ล่าสุด มีรายงานผู้ป่วยกรณีศึกษาจากอเมริกาที่มาด้วยไข้ ไอ และ alteration of consciousness ได้รับการวินิจฉัยว่าติดเชื้อ COVID-19 ผล CSF culture negative for bacteria, HSV, West Nile virus และ VZV

ภาพ CT+CTV พบว่ามี symmetric hypoattenuation ที่ bilateral thalami โดยที่ internal cerebral veins และ posterior arterial circulation ยังปกติ ส่วน MRI แสดงความผิดปกติได้ชัดเจนขึ้น พบ hemorrhagic rim อยู่โดยรอบรอยโรคนี้ และมีรอยโรคที่ bilateral medial temporal lobes ด้วย”

 



แพทย์ทั่วโลกชี้ หลักฐานตรงกันจนน่าสงสัย!!


 
ขณะที่รายงานของ "The New York Times" นักประสาทวิทยาทั่วโลกเผยว่า พบว่าผู้ป่วยโควิด-19 บางรายกำลังแสดงอาการความบกพร่องของสมองอย่างรุนแรง ซึ่งบางรายแสดงอาการของโรคทางสมอง ซึ่งเมื่อช่วงต้นเดือน มี.ค.มีชายอายุ 74 ปี มาที่ห้องฉุกเฉินในเมืองโบกาเรตัน รัฐฟลอริดา มีอาการไอและไข้ แต่เมื่อเอกซเรย์กลับไม่พบว่าปอดบวมจึงถูกส่งตัวกลับบ้าน

ในวันต่อมาไข้ของเขาสูงขึ้นมาก มีอาการหายใจไม่ออก และไม่สามารถบอกชื่อกับทางแพทย์ได้ เห็นชัดได้ว่าเขามีอาการผิดปกติ แพทย์จึงตรวจอาการเขาอีกครั้ง จึงได้พบว่าติดเชื้อโควิด-19 ในที่สุด
ส่วนอีกเคส เป็นพนักงานสายการบินหญิงวัย 50 ปี ที่ติดเชื้อไวรัส เธอมีอาการสับสนและบ่นเรื่องปวดหัว เธอสามารถบอกชื่อแพทย์ได้ แต่จำเรื่องอื่นแทบไม่ได้

ซึ่งได้รับการยืนยันจาก Dr.Elissa Fory นักประสาทวิทยาจากสถาบัน Henry Ford Health System ประเทศสหรัฐอเมริกา เผยอาจเป็นสัญญาณบอกว่าไวรัสบุกรุกสมองโดยตรง

[Dr.Elissa Fory]

สอดคล้องกับ Dr.Alessandro Padovani แห่งโรงพยาบาลแห่งมหาวิทยาลัยเบรสเซีย ในประเทศอิตาลี เผยผู้ป่วยมีอาการสับสนแสดงพฤติกรรมแปลกๆ โดยพวกเขาได้เตือนผู้ให้การรักษาเอาไว้ว่าหากเจอเหตุการณ์เช่นนี้ เขาอาจเป็นผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19

[Dr.Elissa Fory]

ไม่เพียงเท่านี้ Dr.Sherry H-Y.Chou นักประสาทวิทยาจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยพิตต์สเบิร์ก และเป็นหัวหน้าทีมสืบสวนโรคของ Neurocritical Care Society เผยว่าเป็นเรื่องใหม่ ยังไม่ทราบแน่ชัดเกี่ยวกับอาการทางประสาท จะต้องศึกษาข้อมูล

[Dr.Elissa Fory]

ทว่า การระบาดของโควิด-19 ดำเนินความรุนแรงมาแล้ว 3 เดือน แต่ยังพบปริมาณคนป่วยสูงขึ้นทุกวัน ซึ่งไวรัสตัวนี้นับเป็นโรคระบาดใหม่ ที่ทางการแพทย์ยังต้องเก็บความรู้ และศึกษาต่อไปอีก

แต่พบว่า มีรายงานทางการแพทย์ถึงตัวโรคไวรัส-19 ออกมาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งยังไม่รู้ว่าจุดจบของเรื่องนี้เป็นอย่างไร




เร่ง 4 มาตรการเข้มข้น สู้ไวรัสก่อนหน้าฝน!!


นอกจากประเด็นข้างต้นแล้ว ยังมีอีกหนึ่งประเด็นที่ทำให้ประชาชนเกิดการตั้งคำถามถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เมื่อประเทศไทยเข้าฤดูฝน เชื้อไวรัสโควิด-19 จะหนักจนควบคุมไมได้ “ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ” หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยา คลินิกภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ออกมาโพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก “Yong Poovorawan”

โดยได้แสดงความเห็นถึงเรื่องดังกล่าวไว้อย่างน่าสนใจ พร้อมแนะ 4 มาตรการลดแพร่กระจายของเชื้อไวรัสโควิด-19 ด้วยวิธีมาตรการจะต้องเข้มข้นขึ้น ก่อนเข้าฤดูฝน เพราะฤดูกาลนี้จะเป็นฤดูกาลของโรคทางเดินหายใจ ไม่อย่างนั้นอาจจะยิ่งแยกระหว่างโรคโควิด-19 กับโรคทางเดินหายใจอื่นยากขึ้น

อย่างไรก็ดี ปัจจุบันสามารถลดการแพร่กระจายของโรคมาได้ระดับหนึ่ง จากการแพร่กระจายปกติ 1 คน แพร่โรคต่อ 2.5 คน ลดลงเหลือ 1 คนแพร่ไป 1.5 คน แต่อัตราดังกล่าวยังไม่เป็นที่พอใจ

“1.วินิจฉัยโรคให้ได้รวดเร็ว และให้ได้มากที่สุด โดยการตรวจผู้สัมผัส ผู้ต้องสงสัยเพิ่มขึ้น และต้องออกผลให้รวดเร็ว ตรวจจำนวนผู้ต้องสงสัยเพิ่มขึ้น เพื่อควบคุม กักกัน ไม่ให้โรคแพร่กระจาย ผู้ติดเชื้อทุกคนจะต้องได้รับการดูแล ควบคุม ไม่ให้เกิดอาการมาก หรือรุนแรงโดยรักษาแต่เริ่มแรกรวดเร็ว และต้องการลดการแพร่กระจายโรคได้ รวมทั้งผู้ที่รักษาหาย จะต้องมั่นในว่า จะพ้นระยะและไม่ไปแพร่กระจายโรคได้

2.ลดความเสี่ยงในการติดโรคของคนทั่วไป ตั้งแต่สุขอนามัย ล้างมือ กินร้อนที่รู้จักกันดี ไปจนถึง Physical Distancing กำหนดระยะห่างของบุคคล สังคม ไม่น้อยกว่า 2 เมตร ไม่ว่านอกบ้าน ในบ้าน การใส่หน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันการแพร่กระจายโรคและลดการติดต่อ

3.ลดการเคลื่อนที่ของประชากร ลดการสัมผัสโรคด้วยการอยู่บ้าน และจะต้องทำให้มากที่สุด ในการลดประชากรที่จะไปสัมผัสโรค การเลื่อนวันหยุดสงกรานต์ การมีมาตรการเข้มงวดในการเคลื่อนที่ การเดินทางของประชาชน เพื่อลดการแพร่กระจายโรค

4.การมีระเบียบวินัย เมื่อเปรียบเทียบจีน กับประเทศประชาธิปไตยทางตะวันตกแล้ว จีนมีระเบียบวินัยมากกว่า สามารถควบคุมโรคได้จนไม่พบผู้ป่วยรายใหม่ ยกเว้นผู้ป่วยนำเข้าจากต่างประเทศ เพราะความมีระเบียบวินัย

มาตรการทั้งหมดจะต้องเข้มข้นขึ้น ก่อนเข้า "ฤดูฝน" ที่จะเป็นฤดูกาลของโรคทางเดินหายใจ ไม่เช่นนั้นเราจะยิ่งแยกยากระหว่างโรคโควิด-19 กับโรคทางเดินหายใจอื่น จะสร้างปัญหาแก่ประเทศไทยเป็นอย่างมาก”




ข่าวโดยทีมข่าว MGR Live



** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **
กำลังโหลดความคิดเห็น...