xs
xsm
sm
md
lg

“ตอนนี้จิตใจดีขึ้นมาก ปลื้มใจค่ะ” แม่น้องฟา คนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ ร.๑๐

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


น้องฟา นักยกน้ำหนักหญิง เกิดอุบัติเหตุเข่าทรุด เหล็กทับกระดูกสันหลัง อนาคตฝันอยากติดทีมชาติไทย รับราชการทหารเพื่อตอบแทนแผ่นดิน แพทย์ชี้โอกาสที่จะกลายเป็นคนพิการสูงถึง 99.99 เปอร์เซ็นต์ ด้านแม่ เปิดใจ ปลื้มปีติเป็นอย่างมาก ในพระมหากรุณาธิคุณ ในหลวงรัชกาลที่ ๑๐ หากพิการตลอดชีวิตก็ยอมรับได้ ลูกหวังเพียงมีอาชีพช่วยเหลือพ่อแม่

ปลื้มปีติ คนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ ในหลวงร.๑๐

จากกรณี น้องฟา-ณัฎฐธิดา สุชาติพงศ์ นักเรียนชั้น ม.4 โรงเรียนกีฬา จ.นครศรีธรรมราช ได้เกิดอุบัติเหตุระหว่างฝึกซ้อมยกน้ำหนัก 165 กก. ในโรงยิมภายในโรงเรียน อยู่ๆ เข่าก็ทรุดลงจนเหล็กที่ยกอยู่หล่นใส่กระดูกสันหลัง จนทำให้ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ และเข้าทำการรักษาที่โรงพยาบาลทุ่งสง ทำการผ่าตัดอย่างเร่งด่วน

โดยการผ่าตัดเบื้องต้น แพทย์ได้แจ้งให้ครอบครัวทำใจว่า น้องฟา แทบจะไม่สามารถกลับมาเดินได้เหมือนคนปกติอีกแล้ว โอกาสที่จะกลายเป็นคนพิการสูงถึง 99.99 เปอร์เซ็นต์ ส่วนโอกาสที่จะกลับมาเดินได้ มีแค่ 0.01 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น

ทั้งนี้ ทางโรงพยาบาลทุ่งสง ระบุว่า โอกาสที่เด็กจะกลับมาเดินได้เหมือนเดิมไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ ให้ทางครอบครัวทำใจ แต่ครอบครัวก็ยังคงมีกำลังใจและสู้อย่างเต็มที่

เนื่องจากเคสของน้องฟาเป็นเคสที่ค่อนข้างหนักและรุนแรงมาก ทั้งในส่วนของกระดูก กล้ามเนื้อ เอ็น เส้นเลือด รวมทั้งระบบที่เกี่ยวข้องกับประสาท หากส่งตัวมารักษาที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า อาจมีความเสี่ยงขั้นสูงสุด เพราะถ้าหากผิดพลาดในการเคลื่อนย้ายเพียงเล็กน้อย ก็สามารถหมดโอกาสรักษา
ทำให้ครอบครัวได้ติดต่อไปยังบริษัทที่ให้บริการเครื่องบินขนย้ายผู้ป่วยทางอากาศ พบว่า มีค่าใช้จ่ายสูงมาก อัตราค่าบริการอยู่ที่หลักหลายแสนถึงหลักล้านบาท ทำให้ทางครอบครัวจนปัญญา



เนื่องจากคุณแม่ของน้องฟา ทำงานเป็นพนักงานธุรการ ในสํานักงานองค์การบริหารส่วนตําบล ส่วนคุณพ่อเป็นบุรุษไปรษณีย์ ไม่ได้มีเงินมากมาย จึงขอวิงวอนไปถึงบริษัทผู้ประกอบการอากาศยานเคลื่อนย้ายผู้ป่วย ผู้มีจิตเมตตา โปรดให้ความอนุเคราะห์ช่วยเหลือเคลื่อนย้ายลูกสาว

จนกระทั่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงทราบเรื่องที่เกิดขึ้นและทรงมีความห่วงใย จึงมีรับสั่งให้รับ น้องฟา เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์
อีกทั้งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พ.อ.โสรัตน์ สมุทวานิช ผู้อำนวยการโรงพยาบาลค่ายเทพสตรีศรีสุนทร อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช เป็นผู้แทนพระองค์ ไปเยี่ยมให้กำลังใจ น้องฟา ที่โรงพยาบาลทุ่งสง พร้อมกับมอบพระบรมฉายาลักษณ์พระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้แก่ น้องฟา และครอบครัว
ล่าสุด น้องฟาได้เข้ารับการเคลื่อนย้ายไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าเรียบร้อยแล้ว เดิมทีจะเคลื่อนย้ายโดยเครื่องบินพิเศษของกองทัพอากาศ กองบิน 7 จ.สุราษฎร์ธานี แต่ด้วยสุขภาพของน้องที่เกรงว่าจะได้รับผลกระทบจากความกดอากาศ จึงเปลี่ยนมาเดินทางโดยรถพยาบาลแทน
ทีมข่าว MGR Live จึงได้ติดต่อไปยังคุณแม่ของน้องฟา สุภาภรณ์ สุชาติพงศ์ เพื่อบอกเล่าถึงเรื่องราวในวินาทีที่รู้ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รับ น้องฟา เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์



“วินาทีนั้นรู้สึกปลื้มใจเป็นอย่างมาก ไม่คิดว่าในหลวงรัชกาลที่ ๑๐ จะทรงมารับบุตรสาวของเราเป็นผู้ป่วยในพระบรมราชานุเคราะห์ ไม่คิดว่าคนบ้านๆ แบบเรา ท่านจะมองเห็นถึงจุดนี้ รู้สึกดีใจมากเลยค่ะ ทางครอบครัวครัวก็มีความปลื้มปีติเป็นอย่างมากในพระมหากรุณาธิคุณของท่าน ถือว่าเป็นบุญของน้องที่ทำดีมาตลอดระยะวลา 15 ปี”

ส่วนอาการบาดเจ็บล่าสุดตอนนี้ถือว่าอาการดีขึ้นเล็กน้อย หลังจากที่ย้ายมารักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เพราะไม่มีอาการปวดหลังแล้ว พร้อมทำกายภาพบำบัดตามแพทย์สั่ง ส่วนกำลังใจตอนนี้ถือว่าดีขึ้นมาก ทั้งน้องฟา และครอบครัว

“ตอนนี้จิตใจดีขึ้นมากเลยค่ะ หมอพยาบาลพูดกับเขาว่าขนาดทหารที่โดนระเบิดมาจาก 3 จังหวัดชายแดนใต้ หนักกว่านี้อีก ของน้องยังเด็ก และแผลแบบนี้ น้องก็ต้องเดินได้ แกได้ยินแบบนั้นแกภูมิใจมากเลยค่ะ แกบอกว่าถ้าอย่างนั้นหนูต้องเดินได้แน่
แกจิตใจแข็งแกร่งกว่าพ่อแม่เยอะเลยค่ะ เพราะพ่อกับแม่นั่งดูแก นั่งร้องไห้ แกก็บอกว่าร้องทำไม หนูยังไม่ร้องเลย หนูสู้นะแม่ หนูสู้ หนูต้องเดินได้”

ฝันเป็นทหารอากาศ-ติดทีมชาติ ตอบแทนแผ่นดิน

เด็กหญิงในวัยเพียง 15 ปี ต้องมารับกับเหตุการณ์ที่ไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นมาในชีวิต เพราะทั้งชีวิตได้วางแผนอนาคตของตนเองว่าอยากเป็นนักกีฬายกน้ำหนักทีมชาติไทย พร้อมทั้งอยากเป็นทหารเพื่อตอบแทนแผ่นดินเกิด
“น้องฝันว่าอยากติดทีมชาติ อยากเป็นทหารอากาศ ก่อนวันเกิดเหตุหนึ่งวัน แม่ได้ไปเยี่ยมลูกสาว แล้วก็นั่งคุยกับแก แกบอกว่า ถ้าไปแข่งรอบนี้ที่จังหวัดขอนแก่น ถ้าเกิดว่าหนูได้เหรียญมา หนูจะได้รับสปอร์ตฮีโร่ หนูจะได้เงินจากสปอร์ตฮีโร่เดือนละ 3,000 บาท เดี๋ยวหนูกับน้องจะไม่ขอแม่แล้วนะ หนูจะใช้เงิน 3,000 บาทนี้กับน้อง แล้วหนูจะเก็บไว้ให้แม่ด้วย
อีกอย่างถ้าหนูติดทีมชาติ หนูจบ ม.6 หนูจะไปสอบทหารอากาศ คือแกจะวางอนาคตของแกไว้หมด ขนาดว่าแกกลับมาบ้าน ได้ไปคุยกับคุณตาคุณยาย แกบอกว่าพ่อเฒ่าแม่เฒ่า อีก 4-5 ปี ก็จะสบายแล้วนะ ไม่ต้องตัดยางแล้ว เดี๋ยวหนูจะเลี้ยงเอง รอหนูนะคะ หนูจะไม่ให้พ่อเฒ่าแม่เฒ่าทำงานอีกแล้ว แกก็จะพูดให้ความหวังกับทุกคนที่บ้านค่ะ”



นอกจากนี้ คุณแม่ของน้องฟา ยังเล่าต่ออีกว่า ไม่เคยมีแม้สักครั้งที่จะทำให้พ่อแม่ผิดหวัง ตั้งใจเรียน ตั้งใจซ้อม เป็นเด็กดีของพ่อแม่มาโดยตลอด
“ไม่เคยมีแม้แต่ครั้งเดียวที่ทำให้พ่อแม่หนักใจ ขนาดเวลาได้กลับบ้าน โรงเรียนปิดเทอมช่วงหลังจากการแข่งขันเสร็จ ได้กลับบ้านสัก 10 วัน พ่อแม่ไปทำงานกลับมา เสื้อผ้าของพ่อกับแม่เก็บไปซักหมด ล้างจาน หุงข้าว ทำอาหารตั้งไว้รอ พอพ่อกับแม่มาถึง ก็รับประทานได้เลย โดยที่ไม่ต้องบอกให้ทำ เป็นเด็กดีมากจริงๆ ค่ะ
ตั้งแต่เกิดมาแกไม่เคยที่จะก้าวร้าวกับใคร แกพูดดีตลอด ตั้งใจเรียนมาตลอด เรียนได้เกียรตินิยมมาตลอดเลยค่ะ แกจะได้รับประกาศนียบัตรนักเรียนดีเด่นของโรงเรียนทุกปี”



ไม่เพียงเท่านี้ ผู้เป็นแม่ยังเล่าย้อนไปถึงเมื่อก่อนอีกว่า น้องฟา ได้เป็นนักกีฬายกน้ำหนักได้ 4 ปีกว่าแล้ว ด้วยการเชื้อเชิญจากโค้ช และด้วยใจรักในการเล่นกีฬาจึงตัดสินใจเป็นนักกีฬายกน้ำหนักตั้งแต่ชั้นประถม อีกทั้งถ้าหายดีก็ยังจะเล่นกีฬายกน้ำหนัก โดยที่ไม่กลัวว่าตัวเองจะเจ็บอีกเลย เพราะเป็นสิ่งที่รัก

“เริ่มเข้าสู่วงการกีฬายกน้ำหนักตั้งแต่เรียนอยู่ ป.6 เทอมสอง ประมาณ 4 ปีกว่าแล้วค่ะ น้องไปฝึกซ้อมตั้งแต่อยู่ตอนประถม เมื่อก่อนน้องเป็นนักกีฬากรีฑาของโรงเรียนเทศบาลวัดชัยชุมพล โค้ชกรีฑา โค้ชวอลเลย์บอลพาน้องไปให้โค้ชยกน้ำหนักดูตัวที่โรงเรียนกีฬา แล้วโค้ชแนะนำน้องว่า รูปร่างอย่างนี้ หัวไหล่อย่างนี้ น่าจะไปทางด้านกีฬายกน้ำหนักดีที่สุด น้องเขาก็บอกว่าแล้วแต่โค้ช เพราะเขารู้สึกว่าสิ่งที่โค้ชแนะนำมาคือสิ่งที่ดีแล้ว จากนั้นโค้ชก็รับน้องไว้ และให้น้องไปซ้อมได้ทันทีตั้งแต่ ป.6”



นอกจากนี้ ผู้เป็นแม่ยังรู้สึกสงสารลูกเป็นอย่างมาก เพราะน้องฟาเองก็ได้วางอนาคตตัวเองไว้แล้ว แต่หากจะพิการไปตลอดชีวิตจริงๆ น้องฟาเองก็ยอมรับได้ ถึงแม้ว่าอนาคตจะไม่เป็นตามที่หวังไว้ แต่ขอเพียงมีอาชีพที่สุจริตทำ และให้มีเงินมาช่วยเหลือพ่อแม่ก็เพียงพอแล้ว อีกอย่างผู้เป็นแม่เองก็พร้อมออกจากราชการเพื่อมาดูแลลูกอย่างเต็มที่



 
** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **



กำลังโหลดความคิดเห็น...