xs
xsm
sm
md
lg

เปิดทาง "กัญชา" เซตระบบแพทย์ครั้งใหญ่!! เชื่อมแผนรักษา "บนดิน-ใต้ดิน"

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


กระแสแรง!! หลายฝ่ายสนับสนุนเปิด "กัญชาเสรี" เหล่านักวิชาการหวั่น จะยิ่งทำให้ไทยเสี่ยงปัญหาอาชญากรรม เตือนสังคมมองผลกระทบให้รอบด้าน

อย่างน้อยๆ ก็ควรเซตระบบ "หมอใต้ดิน" กับ "แพทย์บนดิน" ให้เชื่อมโยงกันอย่างปลอดภัยเสียก่อน พร้อมย้อนถาม "วุฒิภาวะสังคมไทย" พร้อมแค่ไหน ที่จะรับมือกับการเปิดเสรีกัญชา!?





เปิด “กัญชาเสรี” หวั่นเสี่ยงอาชญากรรม!!

กระแส “กัญชา” ขณะนี้กำลังอยู่ในความสนใจของสังคมไทย แต่คนไทยส่วนใหญ่ยังคงยึดติดว่า “กัญชาคือสารเสพติด” จนปัจจุบันมีการแก้ไขกฎหมายพระราชบัญญัติยาเสพติด 2522 ให้กัญชาถูกกฎหมาย ซึ่งก็ยังเกิดการถกเถียงว่าควรเปิดกัญชาให้เป็นเสรีหรือไม่?

ทั้งนี้ จึงเกิดงานสัมมนาสาธารณะในหัวข้อ “มองกัญชาให้รอบด้าน” โดยมีนักวิชาการผู้รอบรู้ด้านกฎหมาย การรักษา และรอบรู้เรื่องกัญชา เพื่อมาเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายยาเสพติดฉบับใหม่ รวมถึงผลกระทบ และการเตรียมความพร้อมในทางปฏิบัติของทุกภาคส่วน

โดยเริ่มต้นที่นักวิชาการคนแรก สมชาย แสวงการ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ผู้ขับเคลื่อนการปลดล็อค พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ ให้ถูกกฎหมายได้ และยังได้ยืนยันว่า ต้องเอาผู้รู้กลุ่มใต้ดิน ขึ้นมาสู่ระบบให้ได้ เพื่อลดปัญหาการลักลอบขายกัญชา

“ผมกลับมาพิจารณาว่า พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ 2522 มันถูกล็อคมากว่า 50 ปี และเราคิดว่า ตกลงมันแก้ไขปัญหาในเรื่องยาเสพติดได้หรือไม่ แต่ที่ชัดเจนที่สุดตอนนี้คือ กัญชา ที่เป็นสารเสพติดประเภท 5 สามารถรักษาโรคได้กว่า 30 โรค


[“สมชาย” เตือนจากมุม สนช. หวั่น “กัญชาเสรี” ก่ออาชญากรรม]

ต้องยอมรับว่ามีคนใช้กัญชาจริง ทั้งสั่งจากประเทศเพื่อนบ้าน หรือนำเข้าจากต่างประเทศ กว่าแสนราย ยิ่งตอนนี้พอเราออกกฎหมายให้ทำยารักษาได้ จะทำให้มีกัญชาทะลักเข้ามา ซึ่งขณะนี้จับได้ประมาณ 1,500 ตัน และคิดว่าจะมีมากขึ้นหลาย 10 เท่า เพราะฉะนั้น ถ้าเรายังอยู่ใต้ดิน โดยรัฐฯ ไม่เข้ามาช่วยดูแล ก็จะเกิดสิ่งที่อันตรายมากขึ้น

หากพูดถึงอนาคตในการผลิตหรือส่งออก มีผู้เสนอว่า ให้ทำไปถึงสันทนาการ (กัญชาเสรี) ผมจึงยกร่าง พ.ร.บ.มา 2 ร่างคือ ร่างแรกจะตัดกัญชา กระท่อมออกจากยาเสพติดให้หมด พอลองไปสำรวจปรากฏว่าไปไม่ได้ เพราะติดปัญหาเรื่องอนุสัญญา และพบว่าในต่างประเทศที่เปิดเสรีกัญชา ทำให้เกิดอาชญากรรมมากขึ้น เรื่องนี้ผมว่าไปไกลเกินไป


[ผู้เชี่ยวชาญร่วมถก ผ่านหัวข้อ “มองกัญชาให้รอบด้าน”]

โดยหลังจากนี้กฎหมาย พ.ร.บ.สารเสพติดให้โทษ จะมุ่งเน้นให้ใช้ในทางการแพทย์เท่านั้น โดยเปิดช่องทางให้แพทย์แผนไทย แพทย์แผนปัจจุบัน แพทย์พื้นบ้าน และเภสัชให้เข้ามาทำเรื่องนี้ แต่จะให้พัฒนาไปอย่างรวดเร็วจนเปิดเสรีกัญชาคงต้องคิดอีกที

“แต่จะให้ไปไกลถึงขั้นนำไปใช้ทางสันทนาการหรือไม่ สังคมต้องตั้งคำถามถึงความเหมาะสมนะ เพราะยังห่วงเรื่อง วุฒิภาวะสังคม เด็ก และเยาวชน




เทียบ 3 สายพันธุ์ “กัญชาไทย” ดีที่สุด!!

ถึงแม้กัญชาจะมีสรรพคุณมาก สามารถรักษาได้หลายโรค แต่ก็ต้องควบคุมปริมาณการใช้ไม่ให้เกินลิมิต และกัญชาแต่ละพันธุ์ก็มีคุณและโทษที่ต่างกันออกไป

ดังนั้น ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ศาสตราจารย์สาขาประสาทวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงเตือนว่า หากใช้กัญชารักษาโรค จะต้องรักษาควบคู่ไปกับแพทย์แผนปัจจุบันด้วย เพราะหากบางโรคได้รับกัญชามากเกินไปก็เป็นอันตราย

“แพทย์แผนปัจจุบันไม่มีความรู้เรื่องกัญชา รู้แค่ด้านวิทยาศาสตร์ที่ใช้ไม่ได้ เพราะฉะนั้น เราจึงได้เรียนรู้จากเพื่อนใต้ดิน ซึ่งในชมรมใต้ดินที่เกิดขึ้น ก็มาจากคนที่เป็นโรค หรือครอบครัวที่มีคนเป็นโรค และกำลังจะเสียชีวิต พวกเขาปรับใช้ เรียนรู้จากตำราต่างๆ ถึงจะใช้ผิดใช้ถูก แต่เราก็เห็นแล้วว่าสามารถใช้ได้


[“คุณหมอธีระวัฒน์” ย้ำ ลดความเสี่ยงได้ เมื่อรักษาควบ “แผนสมุนไพร-แผนปัจจุบัน”]

แต่ก่อนจะรักษาได้ ต้องรู้ที่มาหรือสาเหตุของโรคนั้นก่อน จากที่พูดว่ากัญชารักษาโรคได้ จริงๆ ต้องแยกว่า รักษาแบบประคับประคอง หรือบรรเทาอาการกันแน่ ซึ่งสรรพคุณกัญชาจริงๆ แล้วคือยา เมื่อเรารู้ข้อจำกัดของยาแผนปัจจุบัน ที่ไม่อาจจะรักษาให้หายขาดได้

กัญชาจึงมาเติมเต็มลักษณะของยาปัจจุบัน คือรักษาอาการผลข้างเคียงจากการรักษาแผนปัจจุบัน ช่วยในเรื่องอาการเกร็ง อาการปวด โรคลมชัก หรือในกรณีของผู้ที่เบื่ออาหารก็ช่วยได้ และในเรื่องของโรคทางสมอง เช่น สมองเสื่อม ก็สามารถใช้กัญชาได้ ในประเภทของอัลไซเมอร์ ซึ่งยังไม่มียาไหนที่รักษาได้

แต่การใช้กัญชาก็ยังเสี่ยงอยู่มาก เพราะฉะนั้น ถ้าจะใช้กัญชาให้สมบูรณ์แบบต้องมีคู่หูใต้ดินและบนดิน เพื่อให้ทราบที่มาของกัญชา เราก็จะสามารถตรวจสอบความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์กัญชาที่นำมาสกัดได้ ว่าปลอดภัยหรือบริสุทธิ์แค่ไหน และผมหวังว่ากัญชาจะปลุกตามบ้านได้ เป็นพืชประจำบ้าน นำมาใช้เป็นยาประจำบ้านได้



อย่างไรก็ตาม กัญชาที่ว่า มีทั้งคุณและโทษ ก่อนที่จะนำมาต้มหรือสกัด ก็ควรจะรู้แหล่งที่มาและสายพันธุ์ของกัญชาเสียก่อน เพราะกัญชาต่างพื้นที่ ต่างที่มา มีสรรพคุณที่ไม่เหมือนกัน

ในเรื่องนี้ รศ. วิเชียร กีรตินิจกาล ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาการเทคโนโลยีชีวภาพทางการเกษตรแห่งชาติ สำนักงานอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ช่วยแจกแจงเรื่อง “สายพันธุ์กัญชา” เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่างที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

การรวบรวมข้อมูลจากสายพันธุ์ทั่วโลกพบว่า สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท คือสายพันธุ์แรกมีชื่อว่า “แคนนาบิส ซาติวา” เป็นสายพันธุ์ที่อยู่ในบริเวณที่มีความร้อนยาวนาน ต้นจะสูงมากตั้งแต่ 1.5 เมตร จนถึง 7.5 เมตร พบได้ที่ประเทศไทย อินเดีย โคลัมเบีย จาไมกา เม็กซิโก



[“รศ.วิเชียร” ผอ.ศูนย์เทคโนโลยีชีวภาพฯ ยืนยัน สายพันธุ์ “กัญชาไทย” ดีที่สุด]
สายพันธุ์ที่ 2 มีชื่อว่า “แคนนาบิส อินดิกา” เป็นสายพันธุ์ที่อยู่ในเขตหนาว เนื่องจากสภาพแวดล้อมที่แปรปรวนจึงทำให้ ต้นมีลักษณะ ล่ำ เตี้ย ทรงพุ่มใหญ่ๆ สูงไม่เกิน 1.5 เมตร

และสายพันธุ์ที่ 3 มีชื่อว่า “แคนนาบิส รูเดอราริส” ลำต้นเล็ก และออกดอกอย่างรวดเร็ว เนื่องจากแสงแดดมีน้อย ซึ่งอยู่ในประเทศ

“สายพันธุ์กัญชามีทั่วโลกมากว่าหมื่นปี และแต่ละสายพันธุ์ก็มีสารที่ต่างกัน ซึ่งกัญชาไทยดีที่สุด ในแง่ของความมึนเมา เพราะมีสาร TSC (Tetrahydrocannabinol) สูงกว่า CBD (Cannabidiol)

และมีรสชาติกลมกล่อม แต่การมี TSC สูงหากนำมาใช้กับผู้ป่วยมะเร็งที่ทำคีโม จะทำให้เกิดอาการคลื่นใส้อาเจียน แต่ถ้าอาการลมชัก ต้องใช้ CBD จึงยังเหมาะที่จะใช้กัญชาไทย

นอกจากนั้นกลิ่นของกัญชาก็ยังช่วยรักษาโรค และเป็นข่าวดีของกัญชาไทย เพราะมีหลายงานวิจัยพบว่า กลิ่นมันช่วยรักษามะเร็ง หรือฆ่าเซลล์มะเร็งได้ ดอกพวกนี้เวลาจะใช้ต้องเอามาตาก แล้วก็บ่ม เพื่อให้สาร TSC และ CBD เปลี่ยนจากกรดมาใช้ในทางการแพทย์ได้”




เชื่อมระบบ “ใต้ดิน-บนดิน” ลดความเสี่ยงโทษกัญชา

พูดกันตรงๆ ว่า เรื่องผลดีของกัญชาถูกปิดกั้นมานาน แม้แต่คนเป็นหมอยังออกมายอมรับเลยว่า แพทย์แผนปัจจุบันยังไม่มีใคร ที่มีความรู้เรื่องกัญชาอย่างท่องแท้ จึงจำเป็นต้องเรียนรู้จากกลุ่มใต้ดินต่อจากนี้ เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ทั้งนี้ มนุษย์ใต้ดินอย่าง ประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ผู้ที่อยู่เบื้องหลังกลุ่มกัญชาใต้ดินมานานหลายปี ได้เผยว่า ชาวบ้านแอบปลูกไว้หลังบ้าน และใช้ประโยชน์กันมานานแล้ว

แถมเจ้าตัวและกลุ่มก็เป็นคนเดินสาย สอนวิธีการใช้ วิธีการสกัดให้กับชาวบ้าน โดยไม่มีแพทย์ดูแลสักคน จากเคสทั้งหมด 1,000 เคส ก็ไม่เห็นว่าใครใช้กัญชาแล้วตายสักราย มีแต่คนไทยเองทั้งนั้น ที่ถูกรัฐฯ ฝังข้อมูลผิดๆ มาตลอด


[เปิดมุมมอง “กัญชาใต้ดิน” ผ่าน “ประพัฒน์” ประธานสภาเกษตรกรฯ]

“ผมเชื่อว่า กฎหมายสารเสพติด เป็นกฎหมายอาญา มันจะต้องดูเจตนาของคนใช้กัญชาเป็นหลัก เช่น ถ้าผมปลูกต้นกัญชาเอาไว้ ผัดกะเพรา ใส่แกง ไม่ได้เอาไปเสพติด จะมาจับผมทำไม ถ้าตำรวจไปจับคนปลูกกัญชาไว้รักษาแม่ที่ป่วย ไว้รักษาตัวเอง ควรจะถูกดำเนินคดีหรือไม่ อันนี้ผมฝากไว้ด้วยท่านทั้งหลายที่อยู่ในส่วนของตุลาการ

สิ่งที่ผมจะทำต่อไปหลังจากนี้ ในเมื่อสังคมไทยยอมผ่อนปรนได้ขนาดนี้ จากนี้ไปอยากจะวิงวอนทุกท่านเลยว่า ในโลกนี้ ทุกอย่างมีดีและเลว กัญชาก็เหมือนกัน มันก็มี 2 ด้าน แต่สังคมถูกมอมเมาข้อมูลข่าวสารของรัฐแบบนี้มานานกว่า 50 ปี จนคนไทยเชื่อว่า “กัญชาเลว”

แต่ไม่ได้โทษใครนะครับ เพราะมันก็ไปตามสถานการณ์ แต่บัดนี้ท่านทั้งหลาย กรุณาเปิดใจลองฟังข้อมูลจากพวกผมบ้าง ซึ่งทำงานเรื่องนี้อยู่ข้างล่างใต้ดินมาตลอดยาวนานมาก ประเทศนี้มีของดีๆ เยอะมาก ที่ถูกกฎหมายกดมานาน



หลังจากทุกคนเข้าใจตรงกันว่า “กัญชามีดี” แผนต่อไปคือ การดึงระบบใต้ดินและบนดินให้เชื่อมโยงกัน เพื่อให้เกิดน้ำมันกัญชาที่มีคุณภาพในการรักษา นี่คือความคิดเห็นจาก นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)

หน่วยงานซึ่งควบคุม และกำหนดกฎหมายลูกของ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ที่จะกำหนดการใช้กัญชาทางการแพทย์ ว่าจะเป็นไปในทิศทางใด จะมีผลดีหรือผลเสียต่อสังคมไทยมากน้อยเพียงใด ล่าสุด ทาง อย. ออกมาอัพเดตว่า เตรียมการผลิตสกัดน้ำมันกัญชาเพิ่ม เพื่อให้เพียงพอต่อผู้ป่วยที่อาจเพิ่มขึ้น

“สิ่งที่เรากำลังทำกับภาคส่วนต่างๆ คือจะทำยังไงให้ ระบบใต้ดินและระบบบนดินเข้าหากัน แล้วก็เป็นประโยชน์ มีประสิทธิผล และปลอดภัยที่สุด ขณะนี้ เรากำลังช่วยกันกับกรมสาธารณะสุข แพทยสภาต่างๆ ที่จะทำในระบบ มีการอบรมแพทย์ แพทย์แผนไทย และองค์การเภสัชช่วยผลิตยา อันนี้คือในระบบ แต่เราจะไม่ทิ้งคนที่ได้พัฒนามาก่อนแล้ว

ทั้งนี้ เจ้าตัวยังได้เตือนอีกครั้ง สำหรับผู้ที่มีกัญชาในครอบครองให้รีบไปแจ้งการครอบครอง ซึ่งทางหน่วยงานเปิดให้ไปจดทะเบียนครอบครอง 90 วัน ตั้งแต่วันที่ 27 ก.พ.จนถึง 19 พ.ค. 62 นี้ แต่ถ้าผู้ป่วยมีความจำเป็นจะครอบครองเกินมากกว่า 90 วันก็ได้ จนกว่าจะไปพบแพทย์ในระบบเพื่อรับการรักษาต่อไป



[“นพ.ธเรศ” แสดงจุดยืน อย.กำลังร่างกฎหมายเพื่อรองรับ “กัญชา”]
อย่างไรก็ตาม หน่วยงานได้เตรียมความพร้อม หากัญชาไว้ให้เพียงพอต่อการรักษาของแพทย์ที่อยู่ในช่วงเวลาเปลี่ยนผ่าน คือมีแนวทางที่จะนำเอาของกลางบางส่วนที่มีคุณภาพมาใช้ในการผลิต และได้ประสานให้องค์กรเภสัช เตรียมนำเข้าสารสกัดไว้ก่อนแล้ว

แต่กับมีคำถามที่มองต่างไป มุ่งถึงเรื่องเศรษฐกิจไทยกับกัญชา ว่ามันจะมีประโยชน์ทางเศรษฐกิจไหม? ซึ่งทาง อย. เองก็บอกว่า ถ้าเกษตรกรหรือภาคส่วนไหนจะมุ่งทางเศรษฐกิจ แนะนำให้ปลูกอย่างอื่นแทนกัญชาดีกว่า เอาพืชที่มีสรรพคุณอันตรายน้อยกว่า มีโอกาสติดน้อยกว่า และคุณค่าทางเศรษฐกิจมากกว่า

อย่าง “กัญชง” เป็นน้องของ “กัญชา” เพราะมี THC (มีผลทางประสาท) น้อยกว่า กัญชา จะทำให้ผู้ใช้ติดน้อย และมันก็มีประโยชน์เยอะ

ทั้งนำไปใช้ทำเส้นใยเครื่องนุ่งห่ม เอามาทำเสื้อเกราะ แถมเมล็ดมันมีโอเมก้า 3 สูง เอามาทำเครื่องสำอางและอาหารเสริมก็ได้ และน้ำมันเป็น CBD สูง ก็ใช้ในการรักษาบำบัดโรคได้เหมือนกัน

ผมเลยดูว่า ถ้าเราเน้นเศรษฐกิจไปเลือกพืชที่มีโอกาสลูกหลานเราติดน้อยกว่า และเกษตรกรจะได้ประโยชน์มากกว่า อันนี้เป็นตัวอย่างที่เราต้องมองให้รอบด้าน


สกู๊ป: ทีมข่าว MGR Live
เรื่อง: ปุณยวีร์ เกียติ์สกุลชัย



 
** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **



กำลังโหลดความคิดเห็น...