xs
xsm
sm
md
lg

“ผมมั่นใจว่ารักษามะเร็งให้หายได้” อ.เดชา พ่อพระเบื้องหลังพลังนิรโทษกัญชา

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


เขาคือพ่อพระผู้อุทิศตนช่วยเหลือคนยากไร้ ใช้ "กัญชา" รักษาทุกโรค ให้บริการพี่น้องประชาชนฟรีๆ มาร่วม 10 ปี!! ด้วย "น้ำมันเดชา" แต่กลับต้องเสี่ยงคุกถูกจับ จนหลายคนตั้งข้อสงสัยว่า ถูกกลั่นแกล้งเพราะขัดผลประโยชน์นายทุน ยังดีที่มีคนเห็นคุณค่าความสามารถ ล่าสุดรัฐบาลเตรียมหนุนให้เป็น "หมอพื้นบ้านกิตติมศักดิ์" หวังช่วยรักษา "ไมเกรน-มะเร็ง" ให้หายขาด เหลือแค่ประเด็นเรื่อง "กฎหมายไทย" นี่แหละ ที่ยังขัดหูขัดตา จนต้องบ่นออกมาดังๆ ว่า คือช่องโหว่ช่องใหญ่ที่ทำให้ประเทศเราไม่เติบโตเสียที




โดนจับเพราะ “นิรโทษกรรมกัญชา!”

  

“ความกลัวส่วนตัวว่าอาจจะเป็นโรคมะเร็งเหมือนแม่ และน้าชายของผม ผมมีโอกาสเป็นสูง ทุกคนเป็นโรคมะเร็งเหมือนกันหมด รักษาไม่ได้ ตายเหมือนกัน ผมนึกในใจว่าถ้าผมเป็น ผมจะรอดไหม เพราะผมไม่ได้มีเงินเท่าแม่ และน้า
 
ผมไม่มีทางเลือกนอกจากแพทย์สมัยใหม่ ตอนนั้นคิดว่าถ้าเป็นไม่น่ารอดหรอก ก็เลยหาข้อมูลว่า ถ้าผมเป็นโรคนี้ต้องทำยังไง จนไปเจอกัญชาที่เขาบอกว่ารักษาโรคนี้ได้ มีคนขาย และทำจริงๆก็เลยทดสอบว่ามันจริง หรือไม่จริง ถ้าจริงผมก็จะใช้วิธีนี้รักษาตัวเองเพราะมันหาย”

“เดชา ศิริภัทร” ชายวัยเกษียณวัย 71 ปีที่อุทิศตนช่วยเหลือรักษาคนยากไร้ หรือที่รู้จักกันดีในนาม "ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ" ได้เล่าผ่านปลายสายให้ทีมข่าว MGR Live ฟังถึงเรื่องราวจุดเริ่มต้นการริเริ่มนำ "กัญชา” มาใช้รักษาโรคต่างๆ ทั้งยังอัปเดตถึงปัญหาที่หลายๆคนยังแคลงใจว่า เราจะใช้กัญชาในการรักษาโรคจริงๆได้หรือ และอะไรที่ทำให้เขาถูกจับในข้อหา ”ผลิตและครอบครองกัญชาโดยมิได้รับอนุญาต" ทั้งที่ทำมาเป็นเวลากว่า 10 ปี และนี่คือคำตอบจากปากของเขาเอง

 

[อ. เดชา ศิริภัทร]

“ที่โดนจับ เพราะมีการเข้าใจไม่เหมือนกัน ผมเข้าใจว่าใครก็ตามทำผิดในช่วงนิรโทษกรรมจะไม่มีการโดนจับ เขาเปิดโอกาสให้ 90 วัน แจ้งตรงไหนก็ได้ สิ่งที่ทำมาก่อนก็ลบล้างไป แต่ห้ามทำผิดใหม่ ซึ่งผมไม่เคยไปแจ้ง ตำรวจเขาก็มาบุกก่อน ทั้งที่เหลือเวลาตั้ง 1 เดือนกว่า ผมก็อ้าว! ทำไมไม่รอให้การนิรโทษกรรมหมดก่อน แล้วค่อยมาจับ นั่นแสดงว่าผมไม่ได้ตั้งใจที่จะแจ้งใช่มั้ย

จริงๆ แล้ว ระหว่างนี้ผมจะแจ้งเมื่อไหร่ก็ได้มันเป็นสิทธิ์ของผม แต่ที่มาจับเลยทำให้เกิดปัญหาตรงนั้น ผมจึงบอกว่าจับไปแล้วก็ไปต่อสู้ในศาลกันเอง เพราะผมแสดงความจำนงว่าตั้งใจจะจด และแจ้งอยู่แล้ว ไม่ได้เป็นความลับอะไร ตอนนี้ทางป.ป.ส.(สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด )ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรแล้ว เพราะมีการเข้าใจถึงสิ่งที่เราทำเพื่อผู้ป่วย ไม่ได้เกี่ยวข้องกับยาเสพติด”

อุทิศตนทำเพื่อสังคม และเกษตรกรมาเสมอ แต่ถึงจะมีชาวบ้านที่จะรักเขา แต่มีคนที่เสียผลประโยชน์อยู่เลยทำให้คนบางส่วนมองว่าการถูกจับในครั้งนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่ามีคนหมั่นไส้จนถูกกลั่นแกล้ง อ.เดชาได้ฟันธงเอาไว้ว่า ไม่ได้เป็นการกลั่นแกล้งแต่อย่างใด รู้สึกสิ่งที่ทำลงไปมีคุณค่าและทำให้คนรู้จักมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังชี้แจงถึงมูลนิธิข้าวขวัญด้วยว่า ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำกัญชามาทำยารักษาโรคแต่อย่างใด

“มันเป็นเรื่องธรรมดา คิดง่ายๆว่าของอะไรที่มีคุณค่า มันก็มีมูลค่าในตัวมัน ฉะนั้นเมื่อมีคุณค่ามาก มูลค่าที่เป็นเงินก็มากด้วย ตัวกัญชาไม่รู้เป็นยากี่ร้อยโรค ทำเครื่องดื่ม เครื่องสำอาง สันทนาการก็ได้ มันเยอะมาก เพราะฉะนั้นทุกคนมันก็มี 2 ส่วน ส่วนหนึ่งที่ไม่อยากให้เกิด เพราะไปแย่งรายได้เดิม

เพราะการเอากัญชาได้มาง่ายๆ แจกฟรี ทำให้คนที่ขายยาเสียประโยชน์ เพราะเขาไม่อยากให้ถูกกฎหมายหรอก แล้วไม่ใช่โรคเดียวแต่เป็นร้อยๆ โรค

เขาอยากจะผูกขาด เพื่อจะเอาผลประโยชน์มาใส่ตัวคนเดียว เพราะผลประโยชน์มันเยอะ เขาเลยไม่อยากให้เราทำ และทุกคนเข้าถึง เพราะมันแจกจ่ายฟรีๆ หรือแม้แต่คนที่ทำยาขายใต้ดิน เขาก็ไม่อยากให้เราทำได้ เพราะว่าเขาขายใต้ดินแพง ไม่มีใครควบคุมคุณภาพ

พอเรามาทำของดีๆแจก เขาก็ไม่ไปซื้อของข้างล่าง เทำให้เกิดศัตรูรอบด้าน ในการจะทำให้สำเร็จนั้นไม่ง่าย เพราะว่าทุกคนนั้นไม่อยากให้เราทำ เพราะเขาจะเสียผลประโยชน์ หรือไม่ได้รับผลประโยชน์ที่ควรจะได้ ก็ต้องยอมรับว่ามันเป็นแบบนี้ เป็นธรรมชาติมันเอง

มีหลายกลุ่มที่เสียผลประโยชน์จากการกระทำของผม แต่ผมไม่ได้มองใครเป็นศัตรูหรอก มองแต่ว่าใครมีจุดยืนตรงไหน เขาอยากขายให้ได้กำไร ส่วนผมอยากแจก อันนี้ก็คือเป้าหมายมันต่างกัน ก็เลยทำกันอยู่คนละจุด”




ผมไม่อยากตาย เพราะมะเร็ง!!!



“ตอนนั้นแม่เป็นมะเร็งที่ลำไส้ใหญ่ก่อน ยังไม่ร้ายแรง ก็ตัดออกไปจนหาย พอ 3 ปีผ่านไป ไปตรวจพบมะเร็งตับ ซึ่งเป็นขั้นที่ 4 แล้ว ตอนนั้นต้องให้คีโม แม่ผมบอกไม่ไหว คือรับไม่ได้ คีโมมันรุนแรงมาก แม่บอกว่ายอมตายดีกว่า ยังไงก็ตาย แม่ไม่ยอมคีโมต่อ เพราะคิดว่า ถึงจะได้รับ หรือไม่ได้รับ ก็คงไม่เกิน 2 เดือน

เขากลับมาอยู่บ้าน เขาก็เริ่มปวด เราก็ไปหาสมุนไพรที่นิยมกันของประเทศจีน สุดท้ายก็ไม่ปวด แต่ก็ไม่หาย หลังจากนั้นเขาก็จากไปอย่างสงบ”

ย้อนกลับไปโรคมะเร็งร้ายที่คร่าชีวิตผู้เป็นแม่ เป็นประสบการณ์ที่ทำให้ชายคนนี้เป็นผู้บุกเบิกเกษตรกรรมทางเลือกในประเทศไทย เริ่มต้นศึกษาการผลิตยากัญชาทางการแพทย์ เพื่อช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์ จนเกิดเป็นผลิตภัณฑ์ที่ชื่อว่า “น้ำมันกัญชา” หรือ “น้ำมันเดชา”

 

[น้ำมันกัญชา]

“ในปีพ.ศ . 2519 ปีที่แม่ผมเสีย ตอนนี้ก็เป็นเวลา 43 ปีแล้ว ตอนนั้นวิทยาการที่ดีที่สุดก็ยังไม่ได้เรื่องเลย กัญชาเป็นสิ่งที่ไม่มีใครรู้จักหรอก เพราะเป็นยาเสพติด 100 % ผมก็ไม่นึกเลยว่ามันจะดี ตอนนั้นผมก็ได้ไปหาสมุนไพรอื่น ทั้งประเทศจีน และหลายประเทศ ซึ่งมันก็ไม่รอดไง เพียงแต่ว่า สมุนไพรมันช่วยให้แม่ผมไม่ปวด และทรมานเหมือนคนอื่นเขา

ตอนนั้นยอมรับเลยว่า ขนาดเรามีเงินขนาดนี้เรายังทำได้แค่นี้ เราทำอะไรไม่ได้ เราไปหาหมอ ไปหาสมุนไพร ไม่มีอะไรช่วยได้ คือตอนนั้นเราก็ยอมรับว่ามันคงเป็นกรรมของเรา ทุกข์แต่ก็ต้องยอมรับ ไม่งั้นเราก็จะทุกข์ซ้ำอีก เพราะเราหนีไม่ได้”

จากการตั้งข้อสงสัยว่าทำไมประเทศอื่นถึงปลูกกัญชาอย่างเสรี และตั้งคำถามกับตนเองว่าถ้าวันหนึ่งเป็นโรคนี้จะทำอย่างไร เขาจึงเข้าไปศึกษากัญชาอย่างจริงจัง ทำให้ส่วนตัวนำไปสู่ความรู้ที่คิดว่าคนอื่นน่าจะได้ประโยชน์ จากโลกส่วนตัว ก็กลายเป็นโลกส่วนรวม โดยมีธรรมะมาเกี่ยวข้อง ซึ่งเขาได้เข้าไปดูช่อง Youtube เห็นคนประเทศแคนนาดา เป็นโรคมะเร็ง และสกัดยาเองจนหาย จนได้ไปช่วยรักษาคนอื่นทำให้เขาอยากพิสูจน์สิ่งนี้

“จากการเริ่มต้นด้วยการรักษาตาตนเอง ผมไปหาพระที่มีฌาน เราต้องหาให้เจอก่อน ผมถามอะไรในใจเขารู้หมด ตอบได้ตรงเป๊ะๆ เลย ได้ถามเขาว่าน้ำมันกัญชานี้มันดีจริง หรือไม่จริง ถ้าไม่ดีเราก็เริ่ม ท่านบอกว่าดีจริง เป็นยาจริง พอถามท่านว่าเราทำได้ไหม ท่านบอกว่าทำได้ พอถามอีกว่ารักษาโรคได้ไหม ท่านก็ตอบกลับว่าได้

พอได้เจอคนที่เป็นโรคมะเร็ง เหมือนแม่ผม หมอบอกว่าอยู่ได้ไม่เกิน 2 เดือน ผมเลยเอาน้ำมันกัญชาไปถามพระอีกว่าสามารถรักษาได้ไหม ท่านตอบว่าได้ ก็เลยนำน้ำมันกัญชามารักษาซึ่งเขาก็หายจริงๆ
ผมใช้รักษาเป็นเวลา 6 เดือน พาเขาไปหาหมอ หมอบอกว่าเขาหายจากโรคมะเร็ง เมื่อตรวจค่ามะเร็งปรากฏว่าไม่พบ เพราะฉะนั้นเราก็พิสูจน์ได้ด้วยวิทยาศาสตร์ว่าทำแบบที่พระท่านสอนเป็นจริง ผมรู้สึกและมั่นใจว่าถ้าเป็นมะเร็งผมมีโอกาสหายได้”

โดยการสกัดน้ำมันเดชานั้น รักษาด้วยการใช้ฟิมิเทีย โดยการสกัดจากดอก จึงได้น้ำมันออกมา ด้วยความมุ่งมั่น และได้เห็นประโยชน์จากตรงนี้ รวมทั้งไม่อยากเก็บไว้คนเดียว เขาจึงบอกญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง ลูกศิษย์ พร้อมแจกให้เขาไปลองใช้ ซึ่งมันก็ได้ผลและรู้สึกว่า ถ้าเก็บไว้คงได้ประโยชน์แก่ตัวเอง แต่ถ้ามันดีจริงๆ ควรจะให้ประโยชน์แก่คนอื่นด้วย ทำให้ตัดสินใจในปีพ.ศ. 2561 โดยให้ทางวัดป่าวชิรโพธิญาณเป็นผู้แจก

“เราต้องการบุญ ไม่ได้ต้องการเงิน เราไม่ทำร้ายหรอก เพราะว่าต้องการที่จะรักษาคนจริงๆ เพราะถ้าไม่มั่นใจจริง เราไม่ไปให้ใครหรอก ต้องการให้คนหาย ไม่ใช่ต้องการให้เป็นโรคเพิ่ม
เราก็ไม่อยากให้ใครเชื่อว่าดี หรือไม่ดี แต่เราอยากให้ทุกคนได้รับข่าวสารกับเราพอๆกับที่อื่น แล้วตัดสินว่าอะไรจริง หรือไม่จริง คือไม่ต้องช่วยก่อน แต่ว่าให้ข้อมูลที่ได้รับมันเท่าๆกัน พอข้อมูลเท่าๆกัน คุณสามารถเอาข้อมูลไปคิดเองว่าอะไรควรจะจริงหรือไม่จริง

โอกาสที่เกิดทำให้เราเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารไปยังผู้อื่นที่ยังไม่เชื่อ หรือไม่รู้ออกไปเยอะๆ โดยเรามีประจักษ์พยานที่เป็นคนไข้ประมาณ 5,000 คน ว่ามันดีขึ้นจริง ไม่ใช่เรามโนเอา หรือว่าเอาแค่คนสองคนไปคุย

เรามีการบันทึกเป็นวิทยาศาสตร์ว่าทุกคนเริ่มจากการกินยังไง กินไปแล้วเกิดอะไรขึ้น เป็นยังไง เรามีหมด เพราะฉะนั้นเราจึงอยากให้คนรับรู้สิ่งจริงๆเหมือนที่เราเจอ คนอื่นจะว่ายังไงก็ตามแต่ เขาก็เอาหลักฐานมายืนยันเหมือนเรา ทีนี้ทุกคนก็สามารถเข้าถึงข้อมูล และตัดสินใจว่าอะไรน่าจะดีสำหรับเขา

ใครจะมาไม่มา แล้วแต่เขาว่าเขาเห็นว่าสิ่งที่เราบอกเป็นประโยชน์แก่เขาหรือเปล่า ถ้าเป็นประโยชน์กับเขา เขาก็มาหาผม เห็นว่าไม่มีประโยชน์เขาก็เฉยๆ พอคนให้ความสนใจ คนก็จะได้ข้อมูลข่าวสารมากขึ้น”

 
[ประชาชนมาให้กำลัง ท่วมสนามบิน]



เคลมกัญชารักษา “ไมเกรน-มะเร็ง” ได้ 100%!!

“ โรคที่รักษาได้ง่ายสุดๆของเรา คือโรคไมเกรน ปวดหัวข้างเดียว ซึ่งไมเกรนเป็นกันเยอะมากเดี๋ยวนี้ เด็กๆก็เป็นกันเยอะ ในแพทย์แผนปัจจุบันไมเกรนรักษาไม่หาย เพราะกินยาเพียงเพื่อกดไว้ หนักๆเข้ามันก็ไม่อยู่ แล้วพอลามเข้าก็ต้องรักษาตามอาการ เช่น มีอาการปวดมากๆ ก็ต้องฉีดยาเข้าที่ก้านสมองซึ่งอันตรายมาก เพราะมันปวดทนไม่ไหว

พอเวลาผ่านไป 3 ชม.ก็ปวดอีก มันอันตรายมากๆ เราเอากรณีพวกนี้มารักษา เพราะฉะนั้นโรคไม่เกรนเรารักษาได้แน่ๆ 100% และก็ง่ายด้วย ของแพทย์แผนปัจจุบันรักษายังไงก็ไม่หาย เห็นได้ชัดว่าง่ายที่สุดของเรา ยากที่สุดของเขา เพราะฉะนั้นคนเป็นไมเกรนมีอัตราเพิ่มขึ้น และเรื้อรัง ทำให้ปัจจุบันนี้โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ที่ทำเรื่องสมุนไพรดังที่สุดในประเทศไทย เขาก็จะเอากรณีที่ใช้กัญชารักษาไมเกรนเอาไปศึกษาละเอียดเลยว่า มันหายเพราะอะไร ทำยังไงถึงจะหาย”

สารพัดโรคที่ผู้ชายรายนี้ยืนยันผ่านปลายสายอย่างมั่นใจว่า เขาสามารถใช้น้ำมันกัญชารักษาโรคต่างๆได้แน่นอน ด้วยวิธีการเอาน้ำมันไปหยดบริเวณที่มีอาการ

“ไมเกรนใช้วิธีรักษา 2 อย่าง คุณมีอาการตอนไหนก็แล้วแต่ คุณไม่อยากปวดนานเราก็ต้องระงับการปวดโดยการเอียงหูข้างที่มันปวด อย่างปวดทางขวาก็เอียงหูขวาขึ้น แล้วก็เอาน้ำมันหยอดเข้าไปสัก 1-2 หยด เข้าไปในหูคุณให้มันซึมเข้าไป แล้วไม่ต้องกลัวเพราะมันจะแห้งไปเอง ไม่เกิน 10-15 นาทีก็จะหายปวด นี่ก็เป็นวิธีที่เร็วที่สุด



[ประชานต่อคิวรับน้ำมันกัญชา หวังหายจากโรคร้าย ขอบคุณภาพจาก News1]

แต่นั่นมันก็แค่แก้ปวดชั่วคราว หากคุณปวดใหม่คุณก็หยอดลงไปใหม่ ตามอาการไปเรื่อยจนมันหายขาด ก่อนนอนคุณก็กิน กินให้คุณหลับสนิท และพอดีๆ ไม่อย่างนั้นก็เมาไม่ตื่น กินแบบนั้นไปเรื่อยๆ 2 เดือน เดี๋ยวก็หาย อันนี้คือเป็นการรักษาของเรา”

ไม่ใช่เพียงแค่โรคไมเกรน ที่เขาได้ยืนยันว่ารักษาได้ โรคมะเร็งที่เคยเคร่าชีวิตผู้เป็นแม่ และเป็นสิ่งที่เขากลัวที่สุดว่าจะจะหลีกเลี่ยงไม่ได้นั้น ก็รักษาได้เช่นกัน ซึ่งเขามีสถิติตัวเลขจากการรักษาโรคต่งงๆจากประชากร 147 คน รักษาหายขาดถึง 142 คน

“เรามั่นใจ เพราะว่าเรารักษาคนจริงๆ ในจำนวนมากๆ มีการจดบันทึกทุกคนว่าเป็นโรคอะไร มาจากไหน ขนาดยังไง และมีที่มายังไง แล้วพอเริ่มรับยาจากเราไปก็ต้องบอกวันแรกเป็นยังไง วันที่ 2 ที่ 3 เป็นยังไง คือมีจดตลอด แล้วทางเราก็จะได้รู้ว่ามันดีขึ้น และคนที่เข้ามารักษาไม่ใช่แค่จำนวน 100 คน แต่เป็นหลักพัน 1,000 รายที่หาย ซึ่งไม่สามารถโกหกคนได้หรอก ถ้าคนหายคนเดียวพอจะโกหกได้ ทั้งหมดที่มารักษาแล้วดีขึ้นแสดงว่าเราดูจากคนจริงๆ และรักษาคนจริงๆ ปริมาณคนที่เยอะไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรอก จะแกล้งหาย แกล้งดีขึ้น ไม่ได้ อันนี้มันของจริง เพราะฉะนั้นจึงมีการบันทึกไว้หมดเลย ทั้งตัวเลขสถิติ และไม่ใช่แค่โรคเดียวที่รักษา เรารักษาทุกโรค

โรคมะเร็งรักษายากกว่า เพราะว่ามะเร็งไม่ได้หายได้จากการใช้ยาอย่างเดียว 1.ต้องทำยาให้ถูกต้องที่สุดในแต่ละคน ต้องดูตามอาการของไข้ 2.อาหารการกินต้องระวังมาก ต้องกินของที่มันเหมาะ ถ้ากินของไม่เหมาะไม่มีทางหาย เพราะมันทำให้มะเร็งโตเร็วมาก

สุดท้ายคือจิตใจ และเรื่องเจ้ากรรมนายเวร คุณต้องมั่นใจว่าคุณจะทำบุญให้เขา จนกระทั่งเขาไม่เอาชีวิตคุณแล้ว ให้เขาอโหสิกรรมให้ เจ้ากรรมนายเวรเป็นสิ่งที่มองไม่เห็น ซึ่งเราเชื่อว่ามันมี เพราะฉะนั้นคุณต้องจัดการให้ได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ยากที่สุด ถ้าคุณจัดการ 3 อย่างนี้ได้คุณก็จะหาย ไม่ได้ยากตรงยาก มันยากตรงอาหารของคุณ และเจ้ากรรมนายเวรที่คุณต้องจัดการให้ได้ เพราะคนอื่นจัดการให้ไม่ได้ แต่โรคอื่น หรือโรคไมเกรนไม่มีอาหาร ไม่มีเจ้ากรรมนายเวร ไม่มีเรื่องอื่น กินยาก็หายแล้ว มันก็ง่าย

สถิติตัวเลขแรกที่รวมมาตั้งแต่ครั้งแรก คือทางวัดเริ่มแจกวันที่ 10 ม.ค.62 นั้น 3 วันแจก 1 ครั้ง คนที่มารับรุ่นแรกก็ไม่รู้ว่าผลลัพธ์ที่ได้ดีหรือไม่ดี
รุ่นแรกมีถึง 147 คน กลับมารายงานว่ากินไปแล้วเป็นยังไง ปรากฏว่าคนจำนวน 142 คน มีอาการดีขึ้นอย่างชัดเจนโดยไม่มีข้อสงสัยเลย มี 5 คนเท่านั้น ที่ยังไม่ชัดเจนว่ามีอาการดีขึ้น แต่ก็ไม่มีอาการที่แย่ลง และเป็น 5 คน ที่ไม่ได้ทำในกติกา คือเขากินยาอย่างอื่นมาควบคู่กับยาของเรา เพราะเราได้มีการทำข้อตกลงไว้ว่าต้องหยุดกินยาอื่นแล้วมากินยาของเรา เพื่อจะดูผลจากการกินยาเราอย่างเดียว ซึ่งทั้ง 5 คนเราก็ไม่รู้อย่างชัดเจนว่า ที่ไม่ได้ดีขึ้นเกิดจากตัวยาเก่าล้างฤทธิ์ หรือออกฤทธิ์ยาไม่เต็มที่ เราก็รู้แล้วว่าถ้าไม่มียาตัวอื่นคงได้ผลดีขึ้น จำนวน 142 คนที่ไม่กินยาอื่นมีอาการดีขึ้นทุกคน เกิน 100 %

แน่นอนว่าสิ่งที่เขาตั้งใจทำเพียงเพื่อจะช่วยปลุกชีวิตให้คนที่ไม่มีหวังสู้กับโรคร้ายต่างๆ ถึงแม้ว่าตอนนี้ยังเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย แต่เขาเองก็เชื่อว่าสิ่งที่เขากำลังรอใกล้จะเป็นจริงขึ้นมาทุกที ซึ่งอันที่จริงแล้วนั้นกัญชาที่ใครต่างก็รู้ดีว่าถ้าใช้ถูกวิธีก็เป็นสิ่งที่ดีตามที่เขายืนยันเอาไว้ แต่ถ้านำมาใช้ในทางที่ผิดก็เป็นผลเสียแก่ชีวิตเราเอง

“คือมันยังผิดกฎหมาย ใครจะมาคุม เพราะฉะนั้นเราทำไม่มีใครมาคุม ถ้าหากถูกกฎหมายถึงจะคุมได้ เรารับผิดชอบ เพราะเราต้องการจะรักษาคนไม่ได้ต้องการขาย เราจะให้ทำไมสิ่งที่เป็นอันตราย เพราะฉะนั้นที่ให้ยาเพื่อจะให้หาย เราต้องปลอดภัย และใช้เองก่อน ยาเราไม่ใช่ปลอดภัยแค่กิน แต่สามารถหยอดตาได้ ไม่มีใครในโลกนี้ใช้กับตาทั้งที่ไม่มั่นใจหรอก”

ผมไม่รู้หรอกว่าเขาเอาไปใช้ผิดวิธีมั้ย เพราะเขาไม่ได้มารายงาน ของเราเอาไปทำยาก เพราะให้ทีละน้อย มีการเช็กด้วยว่าให้ไปกี่เม็ด ถ้าคุณใช้เกินเราก็รู้ เพราะถ้ากินวันละเม็ด 7 วัน ก็ 7 เม็ด เรามีตัวเลขไว้หมดทุกอย่าง เราก็รู้ถ้าจะเอายาไปทำอะไร จากนี้เราก็ไม่ได้ให้ยาคุณต่อแล้ว เพราะอาการก็ไม่ได้ดีขึ้น

และถ้ามีการใช้ต้องมีอาการที่ดีกว่านี้ อันนี้มันมีการควบคุมโดยการให้ทีละน้อย แล้วบันทึกทุกครั้งว่าเอาไปแต่ละครั้ง มีการกินยังไงแล้วบ้าง แล้วเกิดผลอย่างไร มีการพิสูจน์ว่าเป็นตัวจริงที่มา ถ้าฝากใครมาเราไม่ให้ นอกจากจะเป็นผู้ป่วยติดเตียง แล้วมีการยืนยันด้วยการถ่ายรูป ถ่ายวิดีโอ มีใบรับรองแพทย์เราถึงจะให้ เพราะฉะนั้นไม่มีทางที่จะหลอกกันง่ายๆ เพราะเราไม่ได้แค่ชุ่ยๆ เราจะให้คนที่จำเป็นจริงๆก่อน แล้วก็ไม่ได้เอาไปขาย เอาไปแจก”





นายกฯหนุนเป็น “หมอพื้นบ้าน” กิตติมศักดิ์!!

กระบวนการที่ทำให้ได้ทำยาอย่างเดิม และแจกจ่ายยาต่อไปได้ ต้องทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย ล่าสุดพล.อ ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ สั่งให้ช่วยทำยา และแจกจ่ายยาได้เหมือนเดิม ดังนั้นการที่แจกยาได้ ทางกระทรวงสาธารณสุขมองว่าต้องเป็นหมอพื้นบ้าน โดยมี 8 ข้อเป็นตัวกำหนด ซึ่งปัจจุบันอ.เดชา ได้เป็นหมอพื้นบ้านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

“ผมจะเป็นหมอพื้นบ้านของ จ.สุพรรณบุรี ผมเป็นคนแรกของจังหวัด พอผ่านแล้วก็ต้องมีขั้นตอนต่อๆไป ซึ่งตอนนี้ก็ได้รับให้เป็นหมอพื้นบ้านแล้ว”

ขั้นต้นสิ่งที่ทำให้แจกจ่ายกัญชาที่ผลิตได้นั้น จะต้องเป็นหมอพื้นบ้านก่อน และเข้าไปอบรมอย่างถูกต้องตามกฎหมาย รวมทั้งจะต้องทำตามกระบวนการ

“อย่างแรกต้องเป็นหมอพื้นบ้านก่อน 2.หมอพื้นบ้าน หรือหมอทุกคนยังไม่มีสิทธิ์นำกัญชามาใช้เป็นยา ทำยากัญชาผสม และแจกจ่ายก็ไม่ได้ ยกเว้นต้องอบรมก่อน มันเป็นข้อกฎหมาย เป็นหมอก็ต้องอบรม อบรมเร็วที่สุดคือวันที่ 29-30เมษายนนี่แหละ ซึ่งเป็นรุ่นแรก ที่ได้รับอบรมตามกฎหมาย ซึ่งมีคนอยากจะเข้าไปอบรมรุ่นนี้มาก เพราะว่าเป็นรุ่นที่เร็วที่สุดที่ใช้ยาได้

ผมได้เข้าไปตรงนั้น เพราะเขาอยากให้ผมได้เข้าอบรมเร็วที่สุด ได้ทำยาให้เร็วที่สุด ทั้งที่รุ่นที่ผมไปเข้าคือรุ่นของอาจารย์หมอ ไม่ใช่รุ่นของหมอธรรมดาอย่างผม แต่เขาก็ยกเว้นให้เพื่อให้ได้เร็วๆ

ภายในวันที่ 1 พฤษภาคมผมถึงจะเป็นหมอที่ปรุงยากัญชาและใช้ยากัญชาได้ แต่ผมไม่สามารถนำกัญชาสูตรของผมไปแจกได้ เพราะยาผมไม่ได้ขึ้นทะเบียน และผ่านอย. ซึ่งตรงนี้ต้องใช้กระบวนการเยอะ เพราะฉะนั้นยังผิดกฎหมายอยู่ เพราะว่ามันเป็นยาที่ไม่ถูกรับรอง"

ถึงแม้ว่าจะเป็นหมอพื้นบ้านที่สามารถปรุงยากัญชาได้ แต่ก็ไม่สามารถแจกจ่ายยาที่เขาผลิตขึ้นมาได้ เพราะยาน้ำมันกัญชายังอยู่ในกระบวนการตรวจสอบ

“ตอนนี้ก็หาทางแจกยาของผมให้ได้ โดยไม่ต้องขึ้นทะเบียนก่อน ก็คือต้องมีโครงการวิจัย ซึ่งตรงนี้เป็นเรื่องของมหาวิทยาลัย คณะเภสัชฯ และโรงพยาบาลที่เกี่ยวข้องเรื่องสมุนไพร เพื่อทำวิจัยว่ายาของผมนั้นรักษาโรคได้จริง

ถ้าโครงการนี้สำเร็จสามารถแจกยาของผมได้แล้ว ผมก็ต้องทำยา ก็ต้องไปเอาของที่ป.ป.ส.ที่เขาจับมาจากศาล ซึ่งเราต้องไปคัดเลือกตัวอย่างที่ใช้ทำยาได้ เมื่อเลือกมาได้แล้วก็นำไปทดสอบ วิเคราะห์อีกว่า มันมีสารพิษ มันมีเชื่อโรคปนมั้ย ถึงจะสามารถทำเป็นยาได้”

ต้องมีการตรวจวัตถุดิบ ทุกอย่างต้องใช้เวลา ซึ่งเมื่อได้วัตถุดิบที่ปลอดภัย มีคุณภาพเมื่อไหร่ ก็สามารถนำมาทำยาที่ทุกคนต้องการได้ แต่จะต้องผ่านการตรวจอีกครั้งว่ามีสารพิษปนเปื้อนหรือไม่ ซึ่งก่อนที่จะแจกจ่ายต้องมั่นใจว่าปลอดภัยจริงๆ

อย่างไรก็ดี ถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้เจ้าของน้ำมันกัญชาที่การันตีว่าดีจริง จะไม่ได้นำไปวิจัยถึงความปลอดภัย แต่ถ้าหากน้ำมันตัวนี้ผ่านกระบวนการต่างๆ รับรองว่าปลอดภัย เขายืนยันว่าสิ่งที่ตั้งใจไว้คือ อยากจะยกยาตัวนี้เป็นส่วนกลาง ที่ทุกคนสามารถนำไปใช้ได้

“เราแจกยามาเยอะแล้ว แล้วก็บอกว่าไม่อันตราย เราก็นำไปทดสอบว่ามันไม่อันตรายจริงๆ ได้ผลดีจริงมั้ย เขาก็นำไปทำแบบกิจจะลักษณะ ไม่ได้ทำแบบมือสมัครเล่นอย่างเรา เราทำแต่เขาควบคุม และเขาก็เอาไปวิจัย และจดบันทึกรายละเอียดที่เกิดขึ้นจริงๆ อันนี้จะเป็นการวิจัยว่าดีจริง หรือไม่ดีจริง อันตรายจริงหรือไม่ แล้วถ้าปลอดภัยและดีจริง จะผลักดันให้ประกาศเป็นสูตรสำหรับที่เขารับลองต่อไป ซึ่งตรงนั้นผมบอกว่าผมยกให้เลย ไม่ได้เอาลิขสิทธิ์อะไรหรอกนะ ผมยกให้เป็นของส่วนกลางไปเลย ถ้ามันดีจริงผมจะไม่เอาอะไรเลย”




ช่องโหว่กฎหมาย ทำให้ประเทศไม่เจริญ


 

[ลุยตรวจสอบ"น้ำมันกัญชา"สูตรอ.เดชา]


สิ่งที่สำคัญที่สุด เขายืนยันว่าการที่จะให้ยาไปรักษาได้นั้น ต้องมีการแลกเปลี่ยนข้อมูล ซึ่งเป็นการแลกเปลี่ยนกับยาที่ให้ฟรี เพราะข้อมูลคนไข้ถือเป็นประโยชน์ต่อการรักษากรณีที่คล้ายๆ กัน

“ผมไม่ได้บังคับให้เขามาใช้ยาเรา เพราะฉะนั้นอยู่ที่ความสมัครใจ แต่ว่าเราก็มีเงื่อนไขว่า ถ้าคุณไม่ให้ข้อมูล เราก็ไม่ให้ยา ต่างคนต่างมีอิสระในการใช้ รับยาหรือไม่รับ จะแจกยาหรือไม่แจก เนื่องจากคุณไม่มีค่าใช้จ่าย แต่คุณต้องให้ข้อมูลเรา

ไม่งั้นก็เอาไปฟรีๆ โดยไม่มีประโยชน์กับใครเลย คนไข้คือความรู้ที่สามารถจะเอาไปเป็นประโยชน์ต่อคนข้างหลัง ใครสักคนที่มีอาการเหมือนกัน ถ้ากินแล้วมันหาย คนที่มีอาการเดียวกันเขาก็มีโอกาสจะหายได้ เพราะตัวอย่างเดียวกัน ซึ่งข้อมูลมีประโยชน์ต่อการใช้ยาว่าเคยใช้แล้วเป็นยังไง เรารู้เลยทั้งหมด พอจะใช้ซ้ำ เราก็จะเอาของลบๆนั้นที่เป็นผลเสียออกไป แต่ถ้าเป็นผลดีกับคนไข้ เราก็ใช้วิธีการซ้ำโดยไม่ต้องไปเสี่ยงอีกแล้ว ข้อมูลมันจำเป็นที่จะเอามาใช้เป็นประโยชน์ในอนาคตมากกว่าการที่เราไม่จัดเก็บข้อมูลใดๆเลย ถ้าทำแบบนี้ความรู้เราก็เพิ่ม ข้อมูลเราก็มากขึ้น”

นอกจากนี้เขายังมองถึงกฎหมายด้วยว่าสิ่งที่มองเป็นเรื่องใหญ่ๆของเรื่องกัญชาคือ กัญชายังอยู่ในประเภทยาเสพติดที่ 5 เพราะฉะนั้นเมื่อมันอยู่ในประเภทนี้ก็ไม่สามารถทำอะไรกับมันได้มาก มองว่าอนาคตควรแก้ไขกฎหมาย

“มองว่าควรอยู่ตรงกลาง พอดีๆ กัญชาธรรมชาติจริงๆไม่ใช่สิ่งเสพติด คิดว่าควรออกจากประเภทยาเสพติด พอมองว่าเป็นยาเสพติด กฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติดมาครอบโดยทันที
สิ่งที่มองเป็นเรื่องใหญ่ๆคือ กัญชายังอยู่ในประเภทยาเสพติดที่ 5 เพราะฉะนั้นเมื่อมันอยู่ในประเภทนี้คุณก็ไม่สามารถทำอะไรกับมันได้หรอก นำวิจัยมาก็ไม่ได้ ใช้ทำอะไรก็ไม่ได้ ยกเว้นนำมาใช้ทางการแพทย์ แต่ก็มีข้อยกเว้นปลีกย่อยเยอะ คนทำข้อนี้น้อย ไม่พอต่อคนที่ป่วยเป็นจำนวนมาก ผมจะแจกฟรีคุณก็เข้ามาจับ เพราะคุณอ้างกฎหมาย

ผมคิดว่าควรเปลี่ยนกฎหมาย กฎหมายที่ดีก็คือควรนำกัญชาออกจากยาเสพติด เมื่อนำออกจากประเภทยาเสพติด ก็สามารถทำอะไรก็ได้ เราเห็นว่าพืชตัวนี้มีสรรพคุณบางอย่างที่คล้ายยาเสพติดอยู่ ซึ่งถ้าใช้ไม่ถูก ไม่ดีก็อาจจะเป็นโทษได้ เราก็มีข้อแม้ว่าคุณใช้ได้ทุกอย่างตาม แต่ต้องมีข้อห้ามใช้ ก็มีข้อยกเว้นไปซิในสิ่งที่กลัว

เราก็ไม่ว่าถ้ามีเหตุผล แต่ข้อที่ไม่ว่าและไม่มีข้อยกเว้น ซึ่งมันเยอะ ห้ามทุกอย่างแต่ทำได้อย่างเดียวมันไม่ดี มันไม่มีอะไรเปิด หรือสุดโต่ง มีเสรี แบบนั้นมันไม่ใช่ ทำที่จำเป็น มันเป็นสิ่งที่เป็นธรรมชาติ ไม่ใช่สารเสพติด”








 เดิน-วิ่งแบบพี่ตูน หวังแก้กฎหมายกัญชา!!

 

ผมคิดว่าจะเดินทั้งหมด 20 วัน จากจ.พิจิตร มา จ.สุพรรณบุรี ทั้ง 265 กิโลเมตร วันละ 12 กิโลเมตร เพื่อเดินให้ความรู้ และสอบถามแต่ละบ้านว่ามีผู้ป่วยมั้ย เดินไปบอกว่าโรคนี้กัญชารักษาได้นะ

ผมหวังให้แก้กฎหมาย โดยมีผู้ป่วย และญาติผู้ป่วยเป็นตัวตั้งว่ากฎหมายนี้ทำให้เขาเข้าไม่ถึงยา จะต้องแก้กฎหมายให้เขา ผมจะเดินถามไปเรื่อยๆ ว่าเป็นโรคอะไร ที่รักษาหายเพราะกัญชาหรือเปล่า
การที่ผมเดิน 20 วัน ผมมองในมุมกว้างว่ามันจะสื่อสารให้เขารับฟังได้ สื่อสารให้คนทั้งประเทศรับรู้ได้ และจะให้คนป่วย กับคนเรียกร้องแก้กฎหมายมาลงชื่ออย่างเป็นทางการเลยว่า เราต้องการให้เปลี่ยนกฎหมายจริงๆนะ

และสุดท้ายเพื่อระดมเงินสนับสนุนทำยา เพื่อไม่ต้องไปรอภาษีรัฐบาล และสนับสนุนให้แก้กฎหมาย ซึ่งจะต้องเคลื่อนไหวอีกนาน ถ้าเรามีเงินพอผมเชื่อว่าจะแก้กฎหมายได้ไวขึ้น พี่ตูนทำได้ ผมคิดว่าเราก็ทำได้






สัมภาษณ์: ทีมข่าว MGR Live
เรื่อง:ภูริฉัตร ปริยเมธานัยน์
ขอบคุณภาพจาก:เฟซบุ๊ก "มูลนิธิข้าวขวัญ”



 
** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **



กำลังโหลดความคิดเห็น...