xs
xsm
sm
md
lg

บอกต่อ-รู้เอง! ดรามา “เซ็นทรัลเวิลด์” ไฟไหม้ไร้สัญญาณเตือน!!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


 
#ไฟไหม้เซ็นทรัลเวิลด์ ระทึกติดเทรนด์ทวิตเตอร์ หลังเกิดเหตุเพลิงไหม้แต่ไร้สัญญาณเตือน นำมาสู่ดรามาสังคมออนไลน์ตั้งคำถามด้านความปลอดภัย ทว่า ความเห็นแตกออกเป็นสองเสียง ทั้งเห็นด้วยเพราะไม่เกิดความโกลาหล-ไม่เห็นด้วยกับมาตรการจัดการของห้างฯ ด้าน นักวิศวกรไฟฟ้า ตอบข้อสงสัย มาตรฐานสากลไม่เปิดเสียงเตือนเพลิงไหม้..ไม่ใช่เรื่องผิด!

ไฟไหม้ห้าง..วินาทีระทึกหนีตาย!!

“ตอนนั้นกำลังซื้อของอยู่ที่ชั้น 3 เห็นคนวิ่งหน้าตาตื่น สงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น เขาบอกว่าไฟไหม้ เราเงยหน้าขึ้นไปมองชั้นบนสุด ซึ่งหลังคาเป็นกระจก เห็นเปลวไฟโหมกระหน่ำเยอะมาก ตอนนั้นตกใจมาก รีบวิ่งตามหาน้องๆ ที่ทำงานอยู่ชั้นบนเพราะใกล้กับจุดที่ไฟไหม้ ตอนนั้นควันเริ่มมาแล้ว แสบจมูก-แสบตาไปหมดจะบอกว่าเป็นนาทีชีวิตเลยก็ได้”

แหล่งข่าววงในซึ่งทำงานภายในห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เปิดใจกับทีมข่าว MGR Live ถึงสถาณการณ์นาทีหนีตายจากเหตุเพลิงไหม้ที่เกิดขึ้น ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความตระหนกไปทั่วจนขึ้นเทรนฮิตโลกทวิตเตอร์ ขณะที่พบว่าต้นเพลิงมาจากชั้นใต้ดิน "B2" แต่ควันและไฟไหลตามท่อระบายอากาศขึ้นชั้น 8 จนเกิดความร้อนสะสมปะทุปิดทางหนีไฟ

เธอย้อนเหตุการณ์ให้ฟังด้วยน้ำเสียงที่ยังระทึกอยู่ว่าขณะนั้นกำลังเดินเลือกซื้อสินค้าตามปกติ แต่สิ่งที่ไม่ปกติคือผู้คนที่แตกตื่นผิดหูผิดตา ซึ่งในขณะนั้นก็ยังไม่ได้ยินเสียงสัญญาณเตือนใดๆ จากทางห้างจึงตัดสินใจสอบถามคนแถวนั้นจึงทราบว่ามีไฟไหม้เกิดขึ้น!

“เราไม่แน่ใจว่าสัญญาณมันอาจดังแค่ครั้งเดียวหรือเปล่า หรืออาจเป็นเพราะกำลังตกใจเลยไม่ได้ยิน เพราะก็ชุลมุน แต่ตอนเดินกันออกมาก็ไม่ได้ยิน มีคุยกับเพื่อนเหมือนกันนะคะว่าทำไมถึงไม่มีเสียงสัญญาณเตือน เขาบอกว่าอาจเป็นไปได้ว่าไฟไหม้ที่ตึกข้างๆ ไม่ใช่ในเซ็นทรัลเวิลด์ก็เลยไม่มีเสียงเตือนหรือเปล่า


 
ทุกคนในนั้นรู้ได้ด้วยตัวเอง รู้ด้วยสายตาและความตื่นตระหนก พอเราเดินลงมาใกล้ชั้น 2 ควันก็มาเต็มไปหมดเลย มันแสบตามาก ทั้งควันและกลิ่นไหม้ มีน้องที่รู้จักก็สำลักควัน แต่ทุกคนสามารถช่วยเหลือตัวเองได้จนผ่านไปได้ด้วยดี แต่สิ่งที่เห็นคือการจราจรภายนอกติดขัดมาก

ปกติการจราจรภายนอกห้างเซ็นทรัลเวิลด์รถก็ติดอยู่แล้ว ยิ่งเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินแบบนี้อีก กลายเป็นรถใหญ่ใช้เวลานานมากกว่าจะเข้ามาได้ ถ้ามันเข้ามาได้เร็วก็คงจัดการได้เร็ว แต่ตอนนั้นต้องใช้เวลานานมากกว่าที่รถดับเพลิงหรือรถพยาบาลจะมาถึง ซึ่งตอนนั้นถังดับเพลิงก็ช่วยอะไรไม่ได้แล้ว เพราะมันไหม้ไปเยอะแล้ว”

สอดคล้องกับด้านนักแสดงสาว 'เชียร์-ฑิฆัมพร ฤทธิ์ธาอภินันท์' ที่ได้ออกมาเล่าเหตุการณ์ระทึกผ่านอินสตาแกรมส่วนตัวของตน ด้วยการอัดคลิปฯ ขณะกำลังเคลื่อนพลออกจากห้าง ซึ่งจากการรับชมคลิปฯ ดังกล่าวก็ไม่ได้ยินเสียงสัญญาณเตือนใดๆ นอกจากภาพผู้คนที่กำลังทยอยออกจากห้างอย่างตื่นตัวแต่เป็นระเบียบ

แน่นอนว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสร้างความระทึกให้กับสังคมเป็นวงกว้าง ทั้งจำนวนผู้ได้รับบาดเจ็บกว่า 16 ราย และผู้เสียชีวิต 2 ราย สร้างความหดหู่ใจอย่างหนัก แต่ประเด็นที่ถูกพูดถึงมากที่สุดไม่แพ้กัน คือ การไม่ส่งสัญญาณแจ้งเตือนของห้างสรรพสินค้า ที่กลายเป็นการตั้งคำถามต่อความปลอดภัยของประชาชน

ขณะที่ความเห็นอีกด้านกลับเห็นต่าง โดยมีผู้วิพากษ์วิจารณ์ผ่านสังคมออนไลน์ว่าเหตุผลสำคัญที่ห้างสรรพสินค้ามักไม่ส่งเสียงเตือนเพราะเป็นห่วงเรื่องความโกลาหน โดยเฉพาะกับห้างฯ ที่มีขนาดใหญ่อย่างเซ็นทรัลเวิลด์

“ถ้าจำไม่ผิดเวลาอบรมเมื่อห้างฯ ไฟไหม้ บางห้างฯ จะไม่ใช้สัญญาณเตือน เพราะกลัวคนตื่นตระหนก ซึ่งทำให้อพยพลำบาก เขาจะใช้ประกาศเป็นรหัสลับแทน”

“เราเห็นมีคนบ่นกันว่าทำไมห้างไม่มีสัญญาณเตือนใดๆ เราเองแม้จะไม่ใช่พนักงานแต่ก็ทำงานเกี่ยวกับห้างฯ เลยอยากบอกว่าอันที่จริงแล้วเขามีหมด แค่แต่ละห้างฯ อาจมีระบบขั้นตอนที่ต่างกัน”

 
อย่างไรก็ดี ด้านบริษัทเซ็นทรัลฯ ก็ไม่นิ่งนอนใจ ล่าสุดออกมาชี้แจงถึงเรื่องสัญญาณเตือนไฟไหม้ว่าเนื่องจากศูนย์การค้ามีขนาดใหญ่ มีทางออกหลายทาง จึงจำเป็นต้องใช้ระบบแบ่งการเตือนเป็นส่วน ๆ ตามลำดับ เพื่อไม่ให้เกิดความโกลาหล และอุบัติเหตุจากความตื่นตระหนกในการอพยพ

ซึ่งในวันเกิดเหตุ ได้มีสัญญาณดังจากจุดเกิดเหตุคือ ชั้น B2 และบริเวณ ชั้น 8 เนื่องจากกลุ่มควันที่ลอยขึ้นไปตามท่อระบายควัน แต่ทั้งนี้ศูนย์การค้ามีระบบตรวจจับควัน ประเมินสถานการณ์ และสั่งอพยพ โดยมีมาตรการในการอพยพด้วยการประกาศเชิญคนออกจากพื้นที่ศูนย์การค้าทันที

รวมถึงมีพนักงานรักษาความปลอดภัยที่ได้รับการฝึกซ้อมรับมือการอพยพประจำอยู่ตามจุดต่างๆ เพื่อดำเนินการอพยพคนออกจากพื้นที่ตลอด 24 ชั่วโมงอยู่แล้ว

เพลิงไหม้ 'ไร้เสียงเตือน' ไม่ใช่เรื่องผิด!?

แน่นอนว่าจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นำมาสู่คำถามและข้อข้องใจของสังคมอย่างต่อเนื่อง ถึงประเด็นการไม่ส่งสัญญาณเสียงเพื่อเตือนว่าขณะนั้นกำลังเกิดเหตุเพลิงไหม้ภายในอาคารอยู่ ถือเป็นการจัดการเรื่อองความปลอดภัยที่บกพร่องของห้างสรรพสินค้าหรือไม่นั้น!

เพื่อยืนยันคำตอบของเรื่องนี้ ทีมข่าว MGR Live ได้ต่อสายตรงไปยังวิศวกรไฟฟ้าจากแฟนเพจชื่อดัง 'ห้องไฟฟ้า' ผ่านมุมมองของผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ซึ่งได้อธิบายข้อสงสัยเกี่ยวกับประเด็นข้างต้นว่า ระบบการจัดการแจ้งเตือนเพลิงไหม้ของแต่ละอาคารมีความแตกต่างกัน ซึ่งเหตุผลหลักก็เพื่อป้องกันการตื่นตระหนก และเพื่อง่ายต่อการจัดการเคลื่อนย้ายคน

“ผมว่าสัญญาณแจ้งเตือน ไม่จำเป็นครับ มันจะเกิดความแตกตื่น เพียงแต่ว่าระบบการจัดการ การซ้อมดับเพลิง เมื่อเกิดขึ้นที่ชั้นใดก็แล้วแต่ ระบบการจัดการเป็นอย่างไร ในพื้นที่นั้นมีอุปกรณ์ดับไฟเพียงพอไหม มีอุปกรณ์ตรวจจับครอบคลุมมากแค่ไหน ไม่ใช่มีน้อยจนเพลิงมันลุกลามแล้วถึงจะจับสัญญาณได้

ในกรณีของทางห้างผมว่าคงเกี่ยวกับการจัดการเพื่อไม่ให้คนแตกตื่น เพราะถ้าคนแตกตื่น ทุกคนขับรถออกจากห้าง ส่งผลให้รถดับเพลิงเข้าไม่ได้ และโดยธรรมชาติของมนุษย์เวลาที่เราได้ยินเสียงเตือน เราจะยิ่งตื่นตระหนกตกใจ เมื่อใดที่ตกใจ เจ้าหน้าที่ก็จะควบคุมผู้คนไม่ได้

ดังนั้น ในห้างหรืออาคารใหญ่ๆ เขาจะไม่ให้ตัวกระดิ่งหรือสัญญาณแจ้งดังเลย เพราะป้องกันคนแตกตื่น เนื่องจากโอกาสที่ตัวตรวจจับเพลิงไหม้มันจะเกิดสัญญาณหลอกก็มี อาจเป็นควันอื่นๆ หรือฝุ่นที่เข้าไป ซึ่งอุปกรณ์พวกนี้มันไม่ได้แยกแยะว่าเป็นไฟหรือฝุ่น


 
เมื่อเป็นแบบนี้ระบบจะไม่สั่งให้กระดิ่งทุกตัวในอาคารทำงาน ต้องให้คนเข้าไปตรวจเช็คก่อน เห็นกองเพลิงสามารถดับได้ แล้วค่อยรีเซ็ตหรือปิดระบบไม่ให้ดัง ซึ่งในขั้นตอนมาตรฐานการติดตั้งของระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ของสภาวิศวกร บอกว่าขั้นตอนทั้งหมดต้องทำภายใน 10 นาที หมายความว่าต้องอพยพคนออกใน 10 นาที”

แม้ในความเห็นของวิศวกรไฟฟ้าจะมองว่าการไม่ส่งเสียงแจ้งเตือนให้ประชาชนรับรู้จะไม่ใช่เรื่องร้ายแรง สวนทางกับกระแสดราม่าในโลกออนไลน์ก็ยังคงมีคำถามให้กับเรื่องนี้อยู่ ทั้งนี้ นักวิศวกรคนเดิมยังบอกอีกว่าสิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุดไม่ใช่ระบบการแจ้งเหตุสัญญาณเพลิงไหม้ แต่คือการจัดการหลังจากนั้นของทางห้างมากกว่า

“จริงๆ มันก็มีข้อดี ข้อเสียต่างกันนะ การที่เสียงดังทั้งอาคารก็ดีที่ทำให้คนตื่นตัวรับรู้ แต่ข้อเสียคือเราไม่รู้ว่าสัญญาณเตือนตัวนั้น มันเป็นสัญญาณหลอกหรือจริง ซึ่งอาจเสียหายกับการทำงานหรือเกิดความเสียหายได้ ถ้าถามว่าผิดกฎหมายไหม ไม่ผิดกฎหมายนะ แต่ต้องจัดการให้ได้

ในกฎหมายเกี่ยวกับดับเพลิงบอกว่าคุณต้องซ้อมดับเพลิงให้คนออกจากอาคาร หลังจากที่กระดิ่งตัวแรกดังภายใน 5 นาทีต้องออกให้หมด แต่ใน 10 นาทีหมายความว่าตั้งแต่การตรวจจับตัวแรกทำงาน เมื่อคุณเขาไปตรวจเช็ค-ไปดับเพลิง รวมเป็น 10 นาทีที่คนต้องออกไปทั้งหมด ไม่ว่าอาคารจะใหญ่หรือเล็ก มันอยู่ที่การจัดการจะมาอ้างไม่ได้”

เท่ากับว่าการที่มีสัญญาณเตือนว่าเกิดเพลิงไหม้ไม่ทั่วทุกชั้นของอาคาร ถือว่าไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมาย ซึ่งนั่นก็ขึ้นอยู่กับว่าอาคารหรือสถานที่นั้นๆ จะมีการติดตั้งระบบแจ้งเตือนไว้ว่าอย่างไร โดยจะเห็นว่าในบางอาคารอาจมีการส่งสัญญาณเตือนทั่วทุกชั้น เนื่องจากว่าเป็นอาคารขนาดเล็กหรือมีจำนวนคนไม่มากเกินไปในการจัดการนั่นเอง
FB : ห้องไฟฟ้า
 
“ผมขอยกตัวอย่างการแจ้งเหตุสัญญาณเพลิงไหม้อีกแบบหนึ่งที่สถาวิศวกรเพิ่งมีออกมาเมื่อต้นปีที่ผ่านมา นั่นคือ การเตือนแบบ 'แซนด์วิช' โดยจะใช้สำหรับอาคารสูง ผมอธิบายง่ายๆ ว่า หากเกิดเหตุไหม้ที่ชั้น 20 ตัวสัญญาณแจ้งเตือนจะดังที่ชั้น 20 เลย

ในมาตรฐานยังบอกอีกว่าจะต้องให้ดังที่ชั้นบนของชั้นที่เกิดเหตุอีก 2 ชั้น เท่ากับว่าชั้นที่ 21-22 จะมีเสียงเตือนด้วย รวมถึง 2 ชั้นล่างที่ติดกับชั้นที่เกิดเหตุด้วย แต่ถ้าอาคารขนาดเล็กไม่เกิน 500 ตารางเมตร โดยมาตรฐานบอกว่าเมื่อตัวตรวจจับทำงานว่ามีไฟไหม้ก็จะสั่งให้กระดิ่งทุกตัวทำงานเลย แบบนี้คืออาคารเล็ก คนอยู่น้อย

แต่ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา สภาวิศวกรออกมาตรฐานตัวนี้ ถือว่าเป็นระบบสากลที่ทำกันสำหรับอาคารใหญ่ เพื่อไม่ให้คนแตกตื่น เพราะถ้ากระดิ่งสัญญาณเตือนดังทั้งหมด คนจะวิ่งไปที่บันไดหนีไฟ สิ่งที่ตามมาคือ การวิ่งไปออกันที่ทางออก ที่เรียกว่า Exit Jam นำมาสู่เกิดความวุ่นวายโกลาหล

สุดท้าย ผมก็อยากฝากทิ้งท้ายไว้ อย่างที่บอกครับ คนไทยยังไม่เห็นความสำคัญเรื่องระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ บางครั้งได้ยินแล้วก็ยังเฉยกันอยู่ เราซ้อมหนีไฟกันเพื่ออะไร และที่ผมต้องการสื่อคือเรื่องระบบการจัดการ ประเด็นมันเลยอยู่ที่ว่าเมื่ออุปกรณ์ตรวจจับคุณดีแล้ว แต่การจัดการของคุณดีหรือเปล่า นั่นแหละคำถาม”

ข่าวโดย MGR Live



 
** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **



กำลังโหลดความคิดเห็น...