xs
xsm
sm
md
lg

ทุบสถิติไทย! “ฝุ่นพิษเชียงใหม่” เจ็บป่วย 4 หมื่นราย ลงชื่อไล่ผู้ว่าฯ

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


 
ฝุ่นพิษเชียงใหม่ทวีความรุนแรง! เว็บไซต์วัดคุณภาพอากาศชื่อดัง จัดอันดับเชียงใหม่อากาศแย่ที่สุดของโลก 3 วันซ้อน! ชาวเชียงใหม่ใช้ชีวิตลำบาก พบยอดผู้ป่วยด้วยภาวะฝุ่นควันสูงกว่า 4 หมื่นราย! ระอุโลกโซเชียลฯ ล่ารายชื่อขับไล่ผู้ว่าฯ เชียงใหม่ 'ไร้ความสามารถแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5' นักสิ่งแวดล้อม เปิดใจ 'ทุบสถิติอากาศแย่สุดที่ไทยเคยมี'

ลงชื่อเปลี่ยนวิกฤตฝุ่น #ขออากาศดีคืน

"มันกำลังทำลายชีวิตของลูกผม มันกำลังทำลายชีวิตลูกหลานของคุณ ทำร้ายปอดของเด็กๆ คนป่วย หญิงมีครรภ์ และคนชรา รัฐส่วนกลางต้องประกาศเป็นเขตภัยพิบัตเดี๋ยวนี้! ผู้ว่าฯ อำเภอ เจ้าหน้าที่รัฐ ต้องรายงานประกาศแจ้งเตือนประชาชนทุก 24 ชั่วโมง

ต้องเอางบฉุกเฉินแจกหน้ากากอนามัยให้กับชาวบ้านในพื้นที่เสี่ยงภัยทุกหมู่บ้าน หยุดสร้างภาพ มาสัมผัสพื้นที่วิกฤตจริงๆ ดูสิ ระดมสรรพกำลังสมองช่วยกันในหลายๆ ด้านอย่างต่อเนื่อง หรือยังคิดว่า ยังไม่ร้ายแรงขนาดนั้น พวกท่านคิดได้แค่นี้หรือ!? ยอมรับความจริงกันเถอะ”

เสียงครวญจากชาวเชียงใหม่สะท้อนถึงปัญหาที่ยังแก้ไม่ตก สำหรับฝุ่นพิษที่ปกคลุมอย่างแน่นหนาไปทั่วพื้นที่ในจังหวัดเชียงใหม่ ส่งผลกระทบอย่างหนักทั้งด้านสุขภาพและการท่องเที่ยว ขณะที่กระแสจากสังคมออนไลน์มีการโพสต์ภาพผลกระทบด้านสุขภาพอย่างชัดเจน ทั้งอาการแสบจมูก-คันตาไปจนถึงเลือดออกที่จมูกเป็นจำนวนมาก!


 
สอดคล้องกับ 'นวพร เจริญวิทย์ธนเดช' แพทย์ประจำคลินิกแพทย์แผนไทยประยุกต์ ใน จ.เชียงใหม่ ได้เปิดใจกับทีมข่าวว่า สภาพอากาศในพื้นที่ทวีความรุนแรงขึ้นมาก ฝุ่นพิษปกคลุมไปทั่วจนทัศนวิสัยไม่ดี อีกทั้งผู้ที่ป่วยด้วยภาวะฝุ่นควันก็มีมากขึ้น ทั้งอาการแสบตา ไอจาม โดยเฉพาะกับผู้ที่มีโรคประจำตัวเป็นโรคภูมิแพ้

“วิกฤตมากค่ะ เราตื่นมาเห็นสภาพอากาศตอนเช้าทุกวัน เปลี่ยนไปมาก ปกคลุมด้วยฝุ่นควัน แล้วก็ไม่เห็นดอยเลย จริงๆ เป็นคนหนึ่งที่ตื่นตัวเรื่องนี้มาก บอกทั้งครอบครัว เพื่อน คนรู้จัก โหลดแอปฯ Air Visual มาเช็กทุกวั

ส่วนเรื่องผู้ป่วย เท่าที่ทราบอาการป่วยแบบนิดหน่อยมีเพิ่มขึ้น อย่างเราเองมีน้ำมูกไหล แสบตา ไอจามบ่อย ยิ่งคนในครอบครัวมีโรคประจำตัวก็มีอาการเหนื่อยง่าย คิดว่ามีผล เพราะอากาศไม่ดี ปกติจะออกไปวิ่งทุกวัน แต่ช่วงนี้ไม่ได้ไปเลย ที่คลินิกมีคนถามเรื่องการรักษาภูมิแพ้เยอะขึ้น ส่วนมากก็บอกเป็นหนักเพราะอากาศแย่”

ล่าสุด สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 1 เชียงใหม่ แสดงตัวเลขที่น่าตกใจว่าตั้งแต่วันที่ 6 ม.ค - 16 มี.ค ตามโรงพยาบาลต่างๆ ใน 8 จังหวัดภาคเหนือ พบจำนวนผู้ป่วยด้วย 4 กลุ่มโรคที่ได้รับผลกระทบสุขภาพจากภาวะหมอกควันและไฟป่าของ จ.เชียงใหม่ กว่า 40,383 ราย โดยจำนวนสูงสุดอันดับ 1 อยู่ในกลุ่มโรคทางเดินหายใจ!

โดยอันดับที่ 2 กลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือดทุกชนิด พบผู้ป่วยกว่า 29,651 ราย ส่วนอันดับที่ 3 กลุ่มโรคผิวหนังอักเสบ และกลุ่มโรคตาอักเสบ พบผู้ป่วยจำนวน 2,783 และ 2,373 รายตามลำดับ

 
ทั้งนี้ จากการตรวจสอบของทีมข่าว MGR Live ไปยังเว็บไซต์การจัดอันดับรายงานมลพิษทาง อากาศ AirVisual ผ่านการวัดค่าดัชนีคุณภาพอากาศ (US AQI) ในช่วงเที่ยงของวันที่ 24 มี.ค พบว่า จ.เชียงใหม่มีค่าดัชนีสูงถึง 452 ซึ่งติดอยู่อันดับ 1 อากาศยอดแย่ของโลกมาแล้ว 3 วันติด!

จากตรงนี้นำไปสู่ข้อเรียกร้องผ่านเว็บไซต์ change.org ร่วมลงชื่อขอเปลี่ยนผู้ว่าฯ เชียงใหม่ 'ศุภชัย เอี่ยมสุวรรณ' ว่าไร้ประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาฝุ่นควัน

โดยใจความสำคัญของการรณรงค์นี้มีการกล่าวถึงผู้ว่าฯ คนดังกล่าวว่าไม่มีการออกประกาศ การแจ้งเตือนให้ประชาชนทราบถึงความอันตรายต่อสุขภาพแต่อย่างใด ทั้งยังปิดบังข้อมูล ตำหนิผู้ที่ออกมาเคลื่อนไหว ทั้งที่ประชาชนบางส่วนได้ระดมความคิดเห็นและยื่นข้อเสนอแนะการแก้ไขปัญหาฝุ่นควันพิษอย่างละเอียด

แต่ทาง จ.เชียงใหม่ก็มิได้มีการนำข้อเสนอแนะดังกล่าวมาออกประกาศเร่งด่วน เพื่อรักษาสุขภาพผู้คนทั่วไปที่ยังใช้ชีวิตตามปกติ ไม่ตระหนักถึงอันตรายที่มีต่อชีวิต! ซึ่งขณะนี้มีผู้ร่วมลงชื่อขอเปลี่ยนผู้ว่าเชียงใหม่ไปแล้วสูงสุดเกือบ 10,000 คน!

ทุบสถิติอากาศแย่สุดของไทย!

“จริงๆ มันเกินคำว่า 'วิกฤต' แล้วครับ ฝุ่นที่เชียงใหม่อยู่อันดับ 1 ของโลกมาหลายวันแล้ว หากดูย้อนหลังไป3 ปี ถือเป็นปีที่หนักสุดกว่าปีที่เกิดปรากฏการณ์เอลนีโญ่อีก เรียกได้ว่าทุบสถิติหรือหนักสุดที่เคยมีมา”

'ธารา บัวคำศรี' ผู้อำนวยการกรีนพีช เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประจำประเทศไทย เปิดใจกับทีมข่าว MGR Live หลังวิกฤตฝุ่นเชียงใหม่ทวีความรุนแรงติดอันดับ 1 ของโลก 3 วันติด!

จากตรงนี้จึงสะท้อนว่าค่าดัชนีอากาศที่สูงเกินกว่า 400+ จากเว็บไซต์การจัดอันดับคุณภาพอากาศชื่อดังของโลก ซึ่งบางพื้นที่ในจังหวัดเชียงใหม่แตะสูงถึงเกือบ 500 (US AQI) ถือเป็นตัวเลขที่น่าตกใจซึ่งสูงกว่าปีที่เกิดปรากฏการณ์เอลนีโญ่ในปี 2558 เสียอีก!


 
“เห็นได้ชัดว่ามันเกินวิกฤตแล้ว ที่ผ่านมา PM2.5 ยังไม่มีการวัดและการรายงานในอดีต เมื่อปีที่แล้วนี้เองที่กรมควบคุมมลพิษนำ PM2.5 ไปใส่ไว้ในดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) ก่อนหน้านี้มีการวัดบ้าง แต่จะรายงานแค่ PM10 เท่านั้น

ในช่วงที่ผ่านมา มันจะมีบางช่วงที่วิกฤต อย่างช่วงที่เกิดปรากฏการณ์เอลนีโญ่ในแทบภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพียงแต่ว่าเราไม่รู้เพราะไม่มีการรายงานค่า จึงอนุมานว่าหลังจากที่เราใช้ค่า PM2.5 มารายงาน มันสะท้อนให้เห็นถึงสถานการณ์จริงๆ ที่เกิดขึ้น

ผมว่าคนเชียงใหม่ตื่นตัวมาหลายปีแล้ว มีการเรียกร้องเรื่อง PM2.5 ก่อนกรุงเทพฯ อีก ในช่วงหลายปีที่ผ่านมามีกลุ่มต่างๆ พยายามผลักดันให้มีการรายงานเรื่องฝุ่นที่มันสะท้อนถึงสถาณการณ์จริงๆ แต่สิ่งที่เป็นอยู่มันมีเรื่องการเคลื่อนย้ายของมลพิษข้ามพรมแดน ทั้งจากประเทศเมียนมาและลาว

สมมติฐานอย่างหนึ่งคือเรื่องของเกษตรเชิงเดี่ยวที่ส่งเสริมในสองประเทศนี้ โดยมีข้อมูลที่ได้ทำวิจัยว่าหลังจากที่เราแก้ปัญหาในบ้านเราได้แล้ว คือเรื่องของการปลูกข้าวโพดมันก็ขยายไปที่รัฐฉานและที่ตอนเหนือของลาว ซึ่งช่วงนี้เป็นช่วงถางไร่ ก็จะโยงมาในเรื่องของการขยายตัวของพืชเชิงเดี่ยว

ถ้าดูจากภาพถ่ายดาวเทียมจะเห็นได้ชัดว่าจุดความร้อนที่เข้มข้นสูงจะอยู่ในแนวพรมแดนไทย-เมียนมา รวมถึงทางภาคเหนือของลาวด้วย ถ้ามีกระแสลมที่พัดไปมา มันก็ทำให้ภาคเหนือตอนบนของไทยก็โดนไปด้วย”

 
ในฐานะเป็นผู้คลุกคลีในแวดวงอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ได้เสนอแนะแนวทางการแก้ปัญหาว่าควรมีความร่วมมือกันในหลายภาคส่วน ไม่ใช่แค่ภาคประชาชนเพียงอย่างเดียว เพราะต่อให้ประเทศไทยจะมีการจัดการห้ามการเผาป่าได้อย่างเด็ดขาด แต่หากประเทศใกล้เคียงยังคงดำเนินการอยู่ การแก้ปัญหาฝุ่นควันอย่างผิดที่ผิดทางก็ไร้ประโยชน์!

“ผมว่ามันแก้ลำพังโดยประเทศไทยไม่ได้ หรือถ้าเกิดว่าประเทศไทยไม่เผาเลย เราจะยังได้ฝุ่นนี้มาไหม คำตอบคือก็ยังได้มาอยู่ ถ้าประเทศเมียนมากับลาวยังทำอยู่

ฉะนั้น ต้องยกระดับการพูดคุยแบบทวิภาคีกับอาเซียน โดยเฉพาะประเทศลาวกับเมียนมา ตอนนี้ไทยเป็นประธานอาเซียนแต่ก็ยังไม่มีการคุยข้อตกลงที่กลุ่มประเทศในอาเซียนลงนามเลย ยิ่งมีการพยากรณ์กันว่ามันจะยืดไปถึงวันที่ 26 เม.ษ แสดงว่ามันก็ยังทรงๆ อยู่

แต่หากมีพายุฤดูร้อนเข้ามาบ้างในแถบภาคเหนือก็จะช่วยบรรเทาไปได้ แต่ตราบเท่าที่เรายังไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ก็คือเรื่องของการทำการเพาะปลูกพืชเชิงเดี่ยว ให้มีแนวปฏิบัติที่ต้องระมัดระวังมากขึ้น โดยที่ไม่ไปผลักภาระให้เกษตรกร ผมว่าปัญหาก็จะยังอยู่”

 
นอกเหนือไปจากประเด็นสำคัญของฝุ่นพิษที่เกิดขึ้นในภาคเหนือของไทย โดยมีปัจจัยมาจากการเผาป่า-เผาไร่ และเกษตรกรรมพันธสัญญาสะสมมาเป็นเวลากว่าสิบปีในช่วงหน้าแล้ง ด้านผลกระทบย่อมกินระยะเวลายาวนานเช่นกัน
ทั้งนี้ นักสิ่งแวดล้อมคนเดิมอธิบายว่าผลกระทบต่อร่างกายอาจไม่ได้เกิดขึ้นแบบเฉียบพลัน แต่แน่นอนว่าส่งผลระยะยาว!

“ลองจินตนาการดูนะว่าทั้งสัปดาห์มีแต่ฝุ่น ถ้าคนที่ไม่ระมัดระวังออกไปกลางแจ้ง โดยที่ไม่ใส่หน้ากากอนามัย ผลกระทบที่เกิดขึ้นมันเป็นความเรื้อรังของโรคมากกว่าจะเกิดอาการแบบเฉียบพลัน อาจมีอาการแสบตา แสบจมูก ไม่สบาย ตรงนี้คืออาการขั้นต้น

แต่สิ่งที่เราสูดดมเข้าไปในแต่ละวัน มันเข้าไปสะสมในร่างกายกลายเป็นผลกระทบในระยะยาว โดยมีการคำนวนกันว่าถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไป คนภาคเหนือตอนบนอาจมีอายุขัยสั้นลงได้

ขณะที่ความคืบหน้าตอนนี้ ยังไม่มีประกาศให้เป็นเขตภัยพิบัติ ด้วยความเป็นห่วงภาพลักษณ์การท่องเที่ยว แต่ถ้าคนรู้ข้อมูลก็จะหลีกเลี่ยงการไปเที่ยวเชียงใหม่ในช่วงนี้ โดยปริยายมันต้องส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวแน่นอน

สุดท้าย มันต้องมีการลงมือทำซึ่งจะให้ประชาชนทำตามลำพังไม่ได้ เปรียบเทียบตอนที่กรุงเทพฯ มีฝุ่น ตรงนี้มันสะท้อนให้เห็นถึงการจัดการที่มีความแตกต่างระหว่างพื้นที่ต่างๆ อย่างเห็นได้ชัด จริงๆ แล้วเราจะต้องมีแผนระดับชาติให้เป็นวาระแห่งชาติไปเลย รวมถึงมีมาตรการฉุกเฉิน มาตรการรองรับที่ฉับพลันสำหรับการดูแลสุขภาพของประชาชน”

ข่าวโดย ทีมข่าว MGR Live


กำลังโหลดความคิดเห็น...