xs
xsm
sm
md
lg

หั่นทิ้งความเชย พลิกธุรกิจติดลบ พาแบรนด์ “ผ้าขาวม้าไทย” โกอินเตอร์!! [มีคลิป]

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


จากธุรกิจที่กำลังย่ำแย่ ขายไม่ออก เพราะถูกมองว่า “เชย” กลับฟื้นคืนคุณค่า และมีที่ยืนได้อีกครั้ง หลังทายาทรุ่นที่ 3 ตัดสินใจแหกทุกกรอบเดิมๆ ใส่ความทันสมัยเข้าไปในผืน “ผ้าขาวม้า” แล้วสร้างแบรนด์ใหม่ที่โดนใจทั้งไทยและเทศ จนบุกตลาดโลกตั้งแต่สิงคโปร์, จีน, ญี่ปุ่น ไปจนถึงฝั่งยุโรปได้สำเร็จ!!



เปลี่ยน “ความเชย” เป็น “ความภาคภูมิใจ”

“อายในความเชย” คือความรู้สึกของทายาทรุ่นที่ 3 ธุรกิจโรงงานผลิตผ้าขาวม้าอย่าง เอก-เอกสิทธิ์ โกมลกิตติพงศ์ เคยมีต่อกิจการครอบครัวของตัวเอง เมื่อย้อนกลับไปประมาณ 10 กว่าปีที่แล้ว ที่เขายังมองเห็นสิ่งทอที่คุ้นชินมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก เป็นได้เพียงผืนผ้าที่ใช้คาดเอว พาดบ่า หรือคนรุ่นคุณปู่คุณย่าใช้เป็นผ้าเช็ดตัวเท่านั้น

การตัดสินใจกลับมาช่วยบริหารกิจการของตระกูลเป็นการชั่วคราวในภาวะวิกฤตขณะนั้น จึงจุดประกายให้คนที่เคยรันงานด้านการจัดอีเวนต์ (event organizer) อย่างเอก เริ่มลุกขึ้นมาหาทางแหวกกรอบความคิดเดิมๆ อย่างน้อยๆ ก็เพื่อสลัดความรู้สึกว่า “น่าเบื่อ” ให้ออกไปจากมุมมองของเขา พร้อมๆ กับการแก้ปัญหาเรื่องสินค้าขายไม่ออกไปด้วย

“พอธุรกิจที่บ้านเริ่มไปต่อไม่ได้ กำลังจะแย่แล้ว ผมก็เลยตัดสินใจกลับมาช่วยครอบครัวก่อน ถ้าให้พูดตรงๆ เกี่ยวกับเรื่องธุรกิจผ้าขาวม้าของตัวเอง ตอนแรกๆ ก็คิดเหมือนกันครับว่า มันเชย มันไม่น่าใช้ ให้ใช้เองยังรู้สึกอายๆ เลย

เทียบกับรุ่นบุกเบิก ช่วงที่คุณปู่เพิ่งมาตั้งรกรากที่ จ.ราชบุรี ไม่ได้เลย เพราะสมัยนั้นมีอยู่ 2 อย่างในจังหวัดที่คนนิยมกันมากๆ ก็คือ“โอ่งมังกร” กับ “ผ้าขาวม้า” ที่ตีคู่กันมาเลย พูดง่ายๆ ว่าทุกบ้านต้องมีผ้าขาวม้าใช้ กระทั่งยุคหลังๆ ที่มีผ้าขนหนูเข้ามา ผ้าขาวม้าก็เลยค่อยๆ ลดความนิยมลงไป เพราะถูกมองว่ามันดูหรูสู้ผ้าขนหนูไม่ได้

ทั้งที่เอาเข้าจริงๆ พอมาลองใช้ดูจริงๆ จะรู้เลยว่า คุณสมบัติของมันดีกว่าผ้าขนหนูอีก คือซับน้ำได้ดีกว่า แล้วก็แห้งเร็วกว่าด้วย ถึงแม้ว่าจะตากในร่มก็ไม่เกิดเชื้อรา ซึ่งมันเหมาะกับสภาพอากาศบ้านเรามากกว่า



แต่ในเมื่อกาลเวลาเปลี่ยนไป ค่านิยมหลายๆ อย่างก็เปลี่ยน จะให้คนยุคนี้มาใช้ผ้าขาวม้าแทนผ้าเช็ดตัว ก็ถูกมองว่ากลายเป็นเรื่องเชยไปแล้ว และถ้าเราไม่เปลี่ยนหรือปรับตัวในการทำธุรกิจตรงนี้ สักวันก็คงต้องหยุดกิจการไปแน่นอน

พอคิดได้แบบนั้น ผมก็เลยตัดสินใจลุกขึ้นมาทำลวดลายผ้าขาวม้าแบบใหม่ๆ ออกไปขาย เพราะคิดว่าการปรับเปลี่ยนน่าจะช่วยเพิ่มโอกาสให้ขายได้ แต่พอเอาออกไปขายจริงๆ ปรากฏว่าคนที่เคยรับซื้อที่โบ๊เบ๊-สำเพ็ง เขากลับไม่อยากรับซื้อ เพราะไม่ใช่ลายดั้งเดิมอย่างที่น่าจะขายได้

พอตลาดเก่าที่เคยขาย เอาลายใหม่ๆ ไปขายไม่ได้ ผมก็ต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ใหม่ คิดใหม่อีก โดยเปลี่ยนเป็นการเริ่มวิ่งรถออกไปทั่วประเทศ เพื่อนำผ้าขาวม้าไปเสนอตามหัวเมืองต่างๆ ด้วยตัวเอง เพราะต้องการให้คนรู้จักเรามากขึ้น และหวังให้ธุรกิจครอบครัวอยู่รอดได้ด้วย”



[ผลิตไม่หวาดไม่ไหว หลังเปลี่ยนกลยุทธ์การตลาด]
“ตลาดน้ำ 4 ภาคพัทยา” คือตลาดใหม่แห่งแรกที่เอกเริ่มหยิบกลยุทธ์ “แปรรูปสินค้า” ขึ้นมาทดลองใช้ เนื่องจากการนำผ้าเป็นผืนๆ ไปฝากร้านในย่านท่องเที่ยวอย่างที่เคยทำ ไม่ได้ให้ผลในทิศทางบวกอย่างที่ควรจะเป็น ข้อเรียกร้องไถ่ถามถึง “สินค้าอย่างอื่นที่ผลิตจากผ้าขาวม้า” จึงกลายมาเป็นทางออกครั้งสำคัญที่ทำให้เขาลองแปรรูป “ผ้าขาวม้า” ให้กลายเป็น “กางเกงเล” ได้สำเร็จเป็นรายแรกๆ ในขณะนั้น

“จริงๆ ผมก็เห็นผ้าขาวม้ามาตั้งแต่เกิด โตมาก็อยู่กับมันตลอด แต่ที่ตัดสินใจเอามาแปรรูป เพราะเห็นว่าก่อนหน้านี้มีผ้าขาวม้าที่เสียจากการทอเต็มผืน ผมก็เห็นคุณแม่เอามาแปรรูปเป็นกางเกงบ้าง เป็นย่ามบ้าง อย่างสมัยที่ผมเรียนอนุบาล ทั้งย่าม ทั้งซองผ้าใส่แก้วน้ำ ก็ทำมาจากผ้าขาวม้าหมดเลย

พอโตขึ้นและคิดว่าจะมาช่วยกิจการที่บ้าน ก็เลยมานั่งคิดว่า เมื่อก่อนเรายังเอาผ้าขาวม้ามาดัดแปลงใช้ได้เลย ยิ่งมีแรงกระตุ้นจากทางร้านค้าที่ถามถึงออเดอร์ผลิตภัณฑ์จากผ้าขาวม้า ผมเลยคิดว่าเราน่าจะเอาไอเดียตรงนี้ มาลองแปรรูปแบบจริงจังดูสักที

พอดีกับช่วงที่เรียนอยู่มหาวิทยาลัย ส่วนใหญ่ก็ชอบใส่กางเกงเลกัน ฮิตกันมาก เราก็เลยตัดสินใจไปซื้อกางเกงเลมา แกะแพตเทิร์น แล้วก็เปลี่ยนตัวผ้าจาก ผ้าโทเรมาเป็นผ้าขาวม้าแทน เสร็จก็ลองเอาไปขายที่เดิมเป็นที่แรก คือที่ตลาดน้ำ 4 ภาคพัทยา ผลปรากฏว่าขายดีมากเลย

ตอนนั้นราคาขายส่งอยู่ที่ตัวละ 100 บาท ซึ่งพอแยกขายเป็นตัวๆ คนเอาไปขายกันราคาสูงเหมือนกัน อยู่ที่ 300-350 บาทเลยก็มี เพราะคนชอบกันมาก แต่ปัญหามันก็มีอยู่ตรงที่ว่า บางคนที่จะซื้อดันผูกกางเกงเลไม่เป็น ตอนหลังก็เลยเอาทรงกางเกงเลมาปรับใหม่เพิ่มอีก คือใส่ยางยืดเข้าไป ทำให้คนใส่ได้ง่ายขึ้น แล้วก็ชอบกันมากขึ้นด้วย



สร้างแบรนด์อินเตอร์ ปล่อย “กางเกงเลขาวม้า” บุกตลาด!!

[พาผ้าขาวม้าไทย โกอินเตอร์ในงานโชว์ญี่ปุ่น]
หลังบุกตลาดเสื้อผ้าย่านพัทยา จนสินค้าแปรรูปล็อตแรกขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ภายในระยะเวลา 1 ปี ทายาทผ้าขาวม้ารุ่นที่ 3 ก็ไม่รอช้า ก้าวสู่ขั้นตอนการสร้างแบรนด์อย่างจริงจัง เพื่อขยายตลาดไปยังแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตอย่าง “ตลาดซิเคด้า มาร์เกต (ตลาดจักจั่น ณ หัวหิน)” ในทันที

โดยคำตอบสุดท้ายของชื่อแบรนด์ก็คือ “อิมปานิ” ที่เกิดจากการผสมคำ จนก่อให้เกิดเป็นการรวมความหมายอย่างที่เอกต้องการ คือคำว่า “อิม” ที่มาจาก impossible แปลว่าเป็นไปไม่ได้ ส่วนคำว่า “ปานิ” มาจากศัพท์ภาษาไทยที่แปลว่าฝ่ามือ รวมความหมายแล้วก็คือ “การทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ให้เป็นไปได้ ด้วยมือของเราเอง” เจ้าของไอเดียการผสมคำ มอบคำอธิบายแนบรอยยิ้มแห่งความภาคภูมิใจ

“ความหมายอีกอย่างนึงก็คือ คำว่า “ปานิ” ในภาษาบาลีแปลว่าน้ำ พอเอามารวมกับคำว่า “อิม” ก็จะมีความหมายว่า ขายดีเป็นเทน้ำเทท่าอย่างไม่น่าเชื่อ ได้ด้วยครับ”

ไม่รู้ว่าเป็นผลมาจากชื่อแบรนด์ที่ให้ความหมายเฮงๆ แบบนี้ หรือเพราะสินค้าโดนใจกลุ่มเป้าหมาย และอ่านตลาดได้อย่างเฉียบขาดกันแน่ ที่ทำให้เสื้อผ้าแปรรูปผ้าขาวม้าจากไอเดียของเอก ขายดีถึงขนาดมีออเดอร์เข้ามาให้ผลิตแทบไม่หวาดไม่ไหว จนเป็นเหตุให้มีสินค้าเลียนแบบจากแบรนด์อื่นๆ ผุดขึ้นมาราวดอกเห็ด จนคนต้นคิดอย่างเขาจำต้องปรับกลยุทธ์ทางการตลาดอีกครั้งนึง

“จริงๆ แล้ว ที่ผมตัดสินใจทำกางเกงเลลายผ้าขาวม้าออกไป มันมาจากความตั้งใจที่คิดว่าจะทำยังไงก็ได้ ให้ตัวผ้าขายได้มากขึ้น แต่กลายเป็นว่าพอขายได้ดี เราก็ต้องทำพ่วงกันไป ทั้งขายผ้าและสินค้าแปรรูป



[ออกแบบ “แฟชั่นผ้าขาวม้า” ให้โดนใจวัยรุ่น]
และพอคนเห็นว่าเราทำแบบนี้แล้วรุ่ง ก็เลยทำให้คนอื่นๆ หันมาเอาผ้าขาวม้ามาทำสินค้าบ้าง ทำให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์แปรรูปจากผ้าขาวม้าเต็มไปหมด ทำให้การขายได้ของเรามันลดลงไปด้วย แต่ก็ยังขายได้เรื่อยๆ ครับ

ด้วยความที่เราเป็นต้นน้ำ เป็นแหล่งผลิตที่มาจากโรงงาน เราอาจจะไม่ได้รับผลกระทบจากตรงนี้มากมายนัก แต่สำหรับคนที่รับสินค้าไปขาย เป็นคนที่อยู่ระหว่างช่วงกลางๆ หรือปลายๆ ทางแล้ว จะมีปัญหาว่าเขามีคู่แข่งมากขึ้น
พอเห็นปัญหาแบบนี้ ผมก็ตัดสินใจไม่ผลิตบางลายออกขายส่ง คือเลือกเอามาขายปลีกเฉพาะแบรนด์เราอย่างเดียวเท่านั้น ซึ่งก็ถือเป็นการแก้กลยุทธ์การตลาดอย่างนึงของเราด้วยเหมือนกัน

ในเมื่อคอลเลกชันกางเกงเลขาวม้ามีรายอื่นๆ ทำขึ้นมาเหมือนๆ กัน เอกจึงไม่หยุดงานดีไซน์อยู่แค่นั้น แต่ผลิตล็อตใหม่ๆ ออกมาเรื่อยๆ โดยดูตามความนิยมของเทรนด์ที่ผู้คนเลือกใส่ ตั้งแต่กางเกงรูปแบบต่างๆ แตกไลน์ไปถึงเดรสผู้หญิง จนขยายไปไกลถึงสิ่งของที่ระลึกรูปแบบต่างๆ ซึ่งทั้งหมดมีจุดร่วมเดียวกันคือ ลวดลายและสีสันของผ้าขาวม้า ที่ถูกออกแบบมาจากโรงงานของครอบครัวนั่นเอง

“นอกจากกางเกงเล ก็จะเป็นพวก “กางเกงแม้ว” ครับ ทรงที่เป้าจะถ่วงๆ หน่อย แล้วก็มัดขา แต่จะเป็นลายผ้าขาวม้า เราก็เอาแบบจากทรงกางเกงแม้วมา แล้วก็ลดทอนบางอย่างลงไป จากที่เคยมีเชือกผูกก็ทอนให้เหลือแค่ยางยืดแทน แล้วก็มีสินค้าตัวอื่นๆ ออกมาเรื่อยๆ

การตั้งชื่อสินค้าของเรา ส่วนใหญ่จะตั้งตามกระแสความนิยมที่เห็นดาราใส่ อย่าง “กางเกงฮาเร็ม” ลักษณะเป้ายานๆ ขาเดฟๆ ที่คนเขาฮิตกัน หลักๆ จากที่เห็นน้าเน็ค (เกตุเสพย์สวัสดิ์ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา) ใส่บ่อยๆ เราก็จะเรียก “กางเกงน้าเน็ค”



หรืออย่าง “กระโปรงปาล์มมี่” ซึ่งเป็นทรงบานๆ ยาวถึงพื้น เพื่อให้คนซื้อเขาเห็นภาพตรงกันว่า เป็นกระโปรงแบบที่ปาล์มมี่ (อีฟ ปานเจริญ) เคยชอบใส่ หรืออย่างตัวพวกกุญแจที่เอามาทำเป็นรูปดอกไม้ ก็จะทำให้เกิดลักษณะการไล่สีตามธรรมชาติของผ้าขาวม้า ซึ่งก็เป็นเสน่ห์อย่างนึงที่อาจจะหาไม่ได้จากผ้าหรือวัสดุชนิดอื่น”

ทุกวันนี้ ปัญหาเดียวที่ธุรกิจผ้าขาวม้าตระกูล “โกมลกิตติพงศ์” ต้องพบเจอ ก็คือเรื่องบุคลากรที่ไม่เพียงพอต่อการทำงาน ถึงแม้เอกจะพยายามกระจายสินค้าไปยังเครือข่ายกลุ่มแม่บ้านตามชุมชนแล้ว แต่ก็ยังทำแทบไม่ทันออเดอร์ที่สั่งเข้ามา ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเขาตั้งเป้าไว้แล้วว่า ต้องการเน้นความเป็นแฮนด์เมด ให้คุณค่าเรื่องคุณภาพมากกว่าปริมาณ ซึ่งเป็นจุดขายหลักที่ทำให้ตลาดโลกติดอกติดใจในความเป็น “อิมปานิ” มาจนถึงทุกวันนี้

“ที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างพม่า ก็เป็นหนึ่งในลูกค้าเราเหมือนกันครับ คือเขาก็จะวิ่งมาเอาถ้าที่เราเอง ถึงปกติเขาจะมีผ้าโสร่งของเขาเองอยู่แล้ว ซึ่งเป็นแบบพิมพ์ลาย แต่คุณสมบัติผ้าของเราเป็นแบบทอ ทำให้ได้อารมณ์แตกต่างกันออกไป ทำให้การระบายความร้อนดีกว่า

ส่วนตลาดทางจีนกับสิงคโปร์ เรากำลังคุยอยู่ครับ แต่ปัญหาก็คือสินค้าของเราไม่ได้ทำเป็นคอลเลกชัน ซึ่งต่างจากระบบที่บ้านเมืองเขา ซึ่งต่างจากลูกค้าทางฝั่งฝรั่งเศสและอังกฤษ ที่เขาจะไม่ได้ซีเรียสเรื่องพวกนี้ เพราะมองว่ามันเป็นงานกึ่งแฮนด์เมด และจะเน้นสั่งผ้าขาวม้าแบบออริจินัลมากกว่าแปรรูป



ส่วนแบบที่เราแปรรูปเองแล้ว แบรนด์ของเราก็มีส่งไปเหมือนกันครับ คือที่กำลังจะเอาไปโชว์ในงาน “Amazon Fashion Week” ที่โตเกียว ในวันที่ 22 มี.ค.นี้ ซึ่งจะมีทั้งแบบแฟชั่นจ๋าและ ready to wear ให้คนทั่วไปสวมใส่ได้เลย”




กลยุทธ์สร้าง “คุณค่า” ด้วยการเพิ่ม “มูลค่า” อย่างเหมาะสม

ไม่ใช่แค่ดีไซน์เท่านั้น ที่ทำให้ผลิตภัณฑ์แปรรูปผ้าขาวม้าในเครือของเอกเพิ่มมูลค่าได้ แต่ “นวัตกรรม” ก็เป็นส่วนสำคัญที่เจ้าของกิจการอย่างเขา ให้ความสำคัญกับมันเสมอ โดยเฉพาะ “สินค้าระดับพรีเมียม” ที่ต้องการความพิเศษและแตกต่างจากระดับเกรดทั่วๆ ไป จึงจำเป็นต้องใส่ใจนำมาใช้ในไลน์การผลิตด้วยในทุกครั้ง

ตอนนี้เรามีนวัตกรรมเส้นใยฟิลาเจน ที่จะใส่เข้าไปเฉพาะสินค้าพรีเมียมของเราเท่านั้น ซึ่งจะช่วยในเรื่องของการลดกลิ่น และคืนความชุ่มชื้นให้กับผิว เป็นเหมือนมอยซ์เจอไรเซอร์เลย แต่จะอยู่ในผ้าขาวม้า แล้วก็จะมีสารกัน UVB ด้วย ซึ่งกันได้ถึง SPF50 จากปกติแล้วเสื้อผ้าทั่วๆ ไปของเรา จะกันได้แค่ UVA เท่านั้น

ถ้าถามถึงเรื่องราคา ก็ต่างกัน 300 บาทครับ อย่างปกติตัวผ้าพันคอที่ผมขายอยู่ผืนละ 130 ถ้าเพิ่มเส้นใยฟิลาเจนเข้าไป ก็จะอยู่ผืนละ 450 บาท แต่ถ้าเป็นเสื้อผ้า ก็จะมีคุณสมบัติที่เห็นได้ชัดเจนกว่านั้นก็คือ จะช่วยรักษาอุณหภูมิให้คงที่ คือไม่ว่าอากาศภายนอกจะเป็นยังไงก็ตาม เราก็จะรู้สึกสบายตัวได้ตลอด

นอกเหนือไปจากเรื่องความพยายามตามเทคโนโลยีให้ทัน และนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ที่สุดแล้ว การตามความต้องการของกลุ่มลูกค้าให้ทัน ก็เป็นตัวหลักสำคัญที่ทำให้แบรนด์แบรนด์นี้ครองใจทั้งลูกค้าชาวไทยและต่างชาติ โดยวิธีการเข้าถึงเจ้าของกระเป๋าสตางค์แต่ละคนให้ได้มากที่สุดก็คือ การทำ “สินค้าตัวอย่าง” ออกมาทดลองตลอดก่อนเป็นปี ก่อนตัดสินใจว่าจะผลิตออกมาขายอย่างจริงๆ จังๆ

“เพราะยังมีอีกหลายกลุ่มตลาด เราจึงจำเป็นต้องศึกษาแต่ละกลุ่มลูกค้าให้ดีว่าเขาต้องการอะไร และพยายามปรับให้เข้าใกล้ให้ได้มากที่สุด อย่างสินค้าบางตัวถ้ากลัวว่าจะทำออกมาแล้วขายไม่ดี ก็อาจจะทำออกมาเป็นตัว sample ก่อน คือถ้าทำออกมาทดลองใช้ 1 ปีแล้วไปได้ดี ปีหน้าก็จะมีสินค้าตัวนี้ออกมาอย่างจริงจัง



หรืออย่างเมื่อก่อน เราทำตาม feature คนใช้มือถือด้วย เช่น เคสไอโฟน, เคสไอแพด ฯลฯ เป็นลายผ้าขาวม้า แต่ด้วยความที่รุ่นมือถือหลายๆ อย่างเปลี่ยนไวมาก ทำให้เหลือค้างสต๊อก เราก็เลยไม่ได้ทำตรงนั้นแล้ว แต่สำหรับลูกค้าที่เคยเห็น บางรายเขาก็จะติดต่อเข้ามาขอให้ทำพิเศษให้

เมื่อก่อนเรามีสินค้ามากมาย เช่น รองเท้าแตะ, เนคไท, เข็มขัด ฯลฯ แต่ตัวไหนที่ไปต่อไม่ได้แล้ว เราก็จะยุติการผลิต แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีการโยนภาพเหล่านี้ไปในแฟนเพจอยู่เป็นระยะๆ นะครับ เพื่อดูฟีดแบ็กจากลูกค้าว่า มีคนสนใจหรืออยากสั่งออเดอร์อะไรไหม เพื่อทดสอบตลาดไปเรื่อยๆ

ลองให้ช่วยส่งคำแนะนำเหล่านักบริหาร ในฐานะรุ่นพี่บนสายพานธุรกิจ ผู้ผ่านประสบการณ์การบุกตลาดใหม่อย่างโชกโชน จนสร้างแบรนด์ตัวเองได้สำเร็จอย่างยั่งยืนมาแล้ว เกี่ยวกับกลยุทธ์การตลาดที่ทำมาโดยตลอด เอกจึงช่วยกระซิบบอกเคล็ดลับทิ้งท้ายเอาไว้ให้ว่า ถ้าอยากสร้าง “มูลค่า” ให้แก่สินค้า ต้องรู้จักทำให้เหล่าลูกค้าเห็น “คุณค่า” ในสินค้าของตัวเอง

“สินค้าที่เราทำออกมา เราต้องให้คุณค่ากับตัวมัน คือถ้าเราขายถูกเกินไป ของของเราก็จะไม่มีคุณค่า แต่ถ้าขายแพงในระดับนึง มันก็จะดูมีคุณค่าขึ้นมา แต่ช่วงหลังๆ กลายเป็นว่าคู่แข่งของเรากลับลดราคาลงมากกว่าเรา ทำให้สินค้าเรากลายเป็นแบรนด์ที่แพงที่สุดในบรรดาผลิตภัณฑ์ผ้าขาวม้า

แต่มันก็มีข้อดีตรงที่ พอเราวางแบรนด์ให้อยู่ในจุดยืนแบรนด์ที่แพงกว่าแบรนด์อื่นๆ มันก็ทำให้เราสามารถทำสินค้าออกมาได้แพงไปตามนั้นด้วย บางทีเราขายไอเดีย เราเหนื่อยกับการคิด มันก็จะไปด้วยกันได้ เพราะถ้าเราขายถูกเกินไป อาจจะทำให้หลายๆ อย่างไปไม่ได้



ผมมองว่าถ้าเราอยากเน้นขายไอเดีย และยังมีกำลังผลิตไม่ได้เยอะขนาดนั้น เราก็ควรวางราคาของแบรนด์ ให้เป็นอีกแบบนึง คืออาจจะเริ่มที่ตลาดขนาดเล็กไปก่อน แล้วค่อยๆ ขยายไป เราจะได้มีกำลังใจในการทำงานไปได้เรื่อยๆ ผมว่าดีกว่ามานั่งเครียดกับเรื่องต้องขายให้ได้ยอดเยอะๆ หรือขายให้หมดได้ไวๆ

แต่บางทีคนส่วนใหญ่ที่ทำธุรกิจ อาจจะมองแค่ว่าเราทำแค่นี้ เพราะต้นทุนชีวิตเราถูก ทำให้เขาขายออกมาไม่แพง แทนที่จะคิดว่าในเมื่อเราเหนื่อยกับการทำงานชิ้นนี้ และถ้าขายไม่ได้ราคา เราก็จะยิ่งรู้สึกเหนื่อยกับการทำงานชิ้นต่อไป ถ้าเป็นไปได้ ผมก็อยากให้หลายๆ คนมองเรื่องการทำให้สินค้ามีมูลค่าและคุณค่าให้ได้มากกว่านี้



สัมภาษณ์: รายการ “พระอาทิตย์ Live”
เรียบเรียง: ทีมข่าว MGR Live
เรื่อง: อิสสริยา อาชวานันทกุล
ขอบคุณภาพ: เฟซบุ๊ก "Ekasit Komolkittipong" และ fb.com/pakaomaimpani



 
** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **



กำลังโหลดความคิดเห็น...