xs
xsm
sm
md
lg

สร้าง “เด็กไทย” สู่โลกอนาคต! “Coding” ทักษะอัจฉริยะแห่งศตวรรษที่ 21

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


 
โค้ดดิ้งยากเกินไป..เด็กไทยไม่พร้อม!? สังคมตั้งข้อสงสัย 'โค้ดดิ้ง' จำเป็นแค่ไหนสำหรับเด็กไทย!! ขณะที่ล่าสุดเทคโนโลยีเริ่มเข้าแทนที่มนุษย์ในบางอาชีพ ด้านผู้เชี่ยวชาญโปรแกรมเมอร์เปิดใจผ่านเวทีเสวนา 'เลี้ยงลูกให้ทันโลกด้วย Coding' ในงานเปิดตัวสถาบัน 'Code Genius' แนะ '4 ทักษะ' ที่เด็กไทยจำเป็นต้องมี ถึงจะอยู่รอด-ประสบความสำเร็จ!!

Coding = เกมฝึกความคิด

“แน่นอนว่าเรากำลังอยู่ในสังคมที่หลีกหนีไม่พ้นจากเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ ฉะนั้น การรู้เท่าทัน-รู้จักสร้างสรรค์-ลำดับความคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล เป็นทักษะชีวิตที่สำคัญในโลกปัจจุบัน”

'อ.ผนวกเดช สุวรรณทัต' กล่าวถึงบทบาทความสำคัญของการเรียนโค้ด (Coding) ผ่านเวทีเสวนา 'เลี้ยงลูกให้ทันโลกด้วย Coding' ภายในงานเปิดตัวโรงเรียน Code Genius ผ่านสายตาของผู้ร่วมร่างแบบเรียนวิชาวิทยาการคำนวน ซึ่งทักษะสำคัญที่ขาดไม่ได้ในศตวรรษที่ 21 คือการรู้เท่าทันดิจิดัล ผ่านกระบวนการคิดเชิงคำนวน

“ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนแปลงไปแบบไหน ไม่ว่าจะทำอาชีพอะไร ทักษะการ Coding ยังเป็นอาชีพสำคัญที่ต้องนำไปใช้ในอนาคต ฉะนั้น ภาพรวมของหลักสูตรมีการสอนวิทยาการคอมพิวเตอร์ส่วนหนึ่ง การคิดเป็นระบบ เป็นขั้นตอน และแก้ไขข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น หรือกระทั่งการวางแผนซอฟต์แวร์ขนาดใหญ่ในคอมพิวเตอร์หรือชีวิตประจำวันก็ตาม

อีกส่วนหนึ่งคือการใช้เทคโนโลยีไอซีทีให้มีประโยชน์ โดยจะเน้นไปที่การสร้างสรรค์และการทำงานของข้อมูลปริมาณมาก และสุดท้ายส่วนที่เรียกว่าการรู้เท่าทันโลกดิจิทัล จากตรงนี้เมื่อใช้พื้นฐานจากวิทยาการคอมพิวเตอร์ให้เด็กมีความคิดเป็นเหตุผล เด็กๆ จะสามารถใช้ความคิดอย่างเป็นระบบได้มากขึ้น ที่สำคัญจะไม่โดนหลอกในโลกออนไลน์

ซึ่งคำว่า 'วิทยาการคำนวน' ไม่ใช่คณิตศาสตร์ แต่มาจากคำว่า 'Computing Science' หลักสูตรนี้มีใช้มาแล้ว 5 ปีแล้ว ในประเทศอังกฤษ สิงค์โปร์ เวียดนาม หรือฟินแลนด์ ส่วนในประเทศไทยเพิ่งเริ่มใช้เป็นปีที่ 2 ถือว่ายังคงตามหลังเขาไม่มากมาย ซึ่งสามารถเป็นผู้นำในวิชานี้ได้”
อ.ผนวกเดช สุวรรณทัต

 
นอกจากนี้ผู้เชี่ยวชาญด้านการร่างแบบเรียนวิชาวิทยาการคำนวน ยังได้หยิบยกตัวอย่างแบบเรียนที่อยู่ในแบบเรียนมาตรฐานของกระทรวงศึกษาธิการไว้ด้วยว่าโรงเรียนทั่วประเทศสามารถใช้แบบเรียนตัวนี้ เพื่อส่งเสริมทักษะให้เด็กนักเรียนได้ด้วยเช่นกัน

“ตั้งแต่ชั้นป.1 - ม.6 โดยชั้น ป.1 เด็กจะได้เรียนการเขียนโปรแกรมโดยไม่ใช้คอมพิวเตอร์ (Unplugged Programing) ขณะที่ในชั้น ป.4 ยังคงให้เด็กคุ้นเคยกับการเขียนโปรแกรมโดยไม่ใช้คอมพิวเตอร์อยู่

ทว่า ตัวโปรแกรมจะมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น โดยมีการให้เด็กมีส่วนร่วมในการคาดเดาผลลัพธ์จากโปรแกรม นอกจากนี้ยังมีการเขียนโปรแกรมจริงๆ นั่นคือการเรียน Scratch

ขณะที่ในชั้น ม.1 จะมีโปรแกรมชนิดข้อความ (text based programming) จากนั้นมัธยมปลายเด็กๆ ถึงจะบูรณาการความรู้ที่ได้เรียนมาสู่โปรเจ็ก ซึ่งสามารถนำมาใช้ร่วมกับวิชาอื่นๆ ได้ เช่น การทำเว็บไซต์หรือสร้างแอปพลิเคชั่น เป็นต้น”

สอดคล้องกับด้าน 'ปาจรีย์ อัศวปยุกต์กุล' ผู้ก่อตั้งสถาบัน Code Genius ซึ่งมีประสบการณ์การทำงานด้านโปรแกรมเมอร์มากว่า 10 ปี เปิดมุมมองว่า ปัจจุบันแนวโน้มที่เทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทในชีวิตมนุษย์นั้นมีมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งทักษะที่จำเป็นสำหรับเด็กๆ คงหนีไม่พ้นทักษะการเรียนโค้ดดิ้ง

 
“การโค้ดดิ้งจะทำให้เด็กๆ มีทักษะการคิดที่เป็นกระบวนการได้ดี สามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้ ทั้งยังปรับตัวได้ไว นี่คือทักษะที่จำเป็นสำหรับอนาคต โดยการเรียนการสอน เราจะให้น้องๆ เรียนรู้ผ่านกิจกรรม ผ่านเกม ผ่านโรบอท เพื่อที่จะให้น้องๆ ใกล้ชิดกับการเรียนรู้มากขึ้น รวมถึงมีสถานการณ์ให้น้องๆ หัดแก้ไขปัญหาที่เจอด้วยเช่นกัน”

เช่นเดียวกับ 'กิตติประภา จิวะสันติการ' ผู้ร่วมก่อตั้งสถาบัน Code Genius ได้ฉายภาพของการเรียนโค้ดดิ้งว่า ผู้ปกครองไม่จำเป็นต้องมีทักษะด้านโปรแกรมเมอร์เท่านั้นถึงจะสอนเด็กๆ ให้เรียนรู้การโค้ดดิ้งได้ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการเรียนรู้ที่จะตั้งคำถาม

“หากย้อนกลับไป โค้ดดิ้ง คือ การคิดเป็นสเต็ป คิดแบบมีระบบ ฉะนั้น ผู้ปกครองเองไม่จำเป็นต้องเป็นโปรแกรมเมอร์เท่านั้นถึงจะสอนลูกได้ สิ่งสำคัญที่สุดคือการเรียนรู้ที่จะตั้งคำถาม ยกตัวอย่าง ผู้ปกครองหลายท่านอาจมีวิธีการสอนที่เป็นช็อตคัทสำหรับเด็กๆ มันก็จะง่ายสำหรับลูก

จริงๆ แล้วถ้าย้อนกลับไปในทุกๆ กิจกรรม หรือการใช้ชีวิต เราสามารถแทรกทักษะการคิดแบบมีระบบเข้าไปด้วยได้เสมอ เช่น ต่อเลโก้ต่อยังไง ถ้าลองเปลี่ยนชิ้นส่วนบางอย่าง มันจะเกิดผลอะไร จะเป็นการตั้งคำถามให้เด็กๆ ได้คิด ซึ่งกระบวนการคิดตรงนี้ที่สำคัญที่สุด”


สร้าง “ผู้นำ” แห่งโลกอนาคต

“ต้องเรียนสูงๆ เรียนเก่งๆ โตไปจะได้ประสบความสำเร็จ!” คงต้องยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าคำกล่าวที่ว่านี้ หลายคนเคยได้ยินมาแล้วอย่างปฏิเสธไม่ได้ แต่ข้อสงสัยที่เกิดขึ้นสิ่งหนึ่งคือ คำถามที่ว่าเรียนจบระดับสูงเท่านั้นจึงจะประสบความสำเร็จจริงหรือ!?

ด้าน 'ชนปทิน พลาพิภัทร' โปรแกรมเมอร์ที่ทำงานด้าน Education Technology มากว่า 5 ปี ให้คำตอบสำหรับเรื่องนี้ว่า “คำถามที่ว่าทำไมในวัยเด็กถึงได้ยินคำที่ผู้ปกครองมักบอกเสมอว่า ให้เรียนสูงๆ โตไปจะได้ประสบความสำเร็จ เพราะสิ่งนั้นเป็นเรื่องจริงในสมัยก่อน แต่ไม่ได้เป็นจริงในยุคปัจจุบัน”

โดยข้อมูลจากเว็บไซต์ the101.World ในปี 2017 เปิดเผยว่า คนที่เรียนสูงโดยมีปริญญาโทหรือสูงกว่าปริญญาโทขึ้นไป ผังเงินเดือนหรือค่าตอบแทนของผู้ที่เรียนรู้ กลับไม่ได้มีค่าเฉลี่ยที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของผู้ที่จบปริญญาตรี หรือต่ำกว่าแต่อย่างใด

“เราจะเห็นว่ามีลักษณะงานแบบหนึ่งที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าลักษณะงานแบบอื่น นั่นคือ ลักษณะงานที่ใช้ความคิด ใช้ความสร้างสรรค์ และใช้การบริหาร หรือกล่าวง่ายๆ ว่าเป็นลักษณะงานที่ทำให้เป็นอัตโนมัติได้ยากกว่า ดังนั้น การที่คอมพิวเตอร์แทนที่ได้ยากก็มีแนวโน้มที่จะได้ค่าตอบแทนสูง”

 
จากตรงนี้จึงนำมาสู่คำถามที่ว่าอะไรคือสิ่งที่เราต้องเตรียมความพร้อมให้ลูกๆ ในอนาคต ซึ่งในสายตาของผู้เชี่ยวชาญด้าน Education Technology เปิดเผยว่าปัจจุบันคอมพิวเตอร์เข้ามาทำงานแทนที่มนุษย์ขึ้นทุกที โดยอาชีพที่มีความเสี่ยงที่จะถูกแทนที่ในอนาคตมีตั้งแต่อาชีพนางแบบไปจนถึงผู้ช่วยทนายความ

“ยกตัวอย่าง 'Lil Miquela' นางแบบ CGI ที่ถูกสร้างขึ้นมาจากคอมพิวเตอร์ ได้สร้างเสียงฮือฮาสะเทือนวงการแฟชั่นในโลกอินสตาแกรมมาแล้ว ซึ่งมีผู้กดติดตามเธอมากกว่า 1.5 ล้านคน แถมยังได้ร่วมโปรโมตเสื้อผ้าแบรนด์ดังมากมาย

ซึ่งอาชีพที่จะถูกแทนที่เกือบร้อยเปอร์เซ็น คือ นางแบบ ผู้ตัดสินกีฬา พนักงานสินเชื่อ พนักงานต้อนรับ ผู้ช่วยนักกฎหมาย และอื่นๆ ตอนนี้เทคโนโลยีไปไกลถึงขั้นว่าให้คอมพิวเตอร์คุยโทรศัพท์แทนมนุษย์ ตอบคำถามข้อมูลสินค้าได้ โดยที่ผู้รับสายจะไม่รู้เลยว่ากำลังคุยกับคอมพิวเตอร์อยู่”

 
โดย 4 ทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 เพื่อให้เด็กๆ สามารถเอาตัวรอดและประสบความสำเร็จได้ในโลกที่คอมพิวเตอร์กำลังแทนที่อาชีพในหลายๆ อาชีพ นั่นคือ 4C หรือทักษะเตรียมเด็กให้พร้อมสำหรับอนาคต

ประกอบด้วย C1 = Communication การสื่อสาร C2 = Collaboration การทำงานร่วมมือกัน C3 = Critical Thinking การคิดวิเคราะห์ และ C4 = Creativity การคิดสร้างสรรค์ นั่นเอง

ทั้งนี้ 'ชนปทิน' ยังบอกอีกว่าการสร้างห้องเล่นโดยอาศัยบรรยากาศสิ่งแวดล้อมของ 'สนามเด็กเล่น' ถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะจะทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้ผ่านการคิด แก้ปัญหา และการสร้างสรรค์

“สิ่งสำคัญคือเราต้องสร้างทักษะที่คอมพิวเตอร์ทดแทนไม่ได้ นั่นคือ 4C ที่พูดถึง ซึ่งทักษะ 4 ด้านนี้เกิดขึ้นพร้อมกันได้ที่ 'สนามเด็กเล่น' ทั้งการสื่อสาร การร่วมมือกับเพื่อน การคิดวิเคราะห์ และการสร้างสรรค์อะไรบางอย่าง

ฉะนั้น โรงเรียน Code Genius จึงได้ออกแบบห้องเรียนให้รักษาคุณค่าของการเป็นสนามเด็กเล่นเอาไว้ เรานำเก้าอี้ออกจากห้องเรียน เพื่อให้เด็กๆ มีอิสระในการร่วมมือกับเพื่อน สื่อสารกับเพื่อน และสอดแทรกโจทย์ที่ต้องใช้การคิดวิเคราะห์เข้าไป

ที่สำคัญการดีไซน์คอร์สเรียนจึงแบ่งออกไปตามช่วงอายุ โดยมีทักษะด้านการคิด (Think) การแก้ปัญหา (Solve) การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ (Innovate) เข้าด้วยกัน เพื่อมุ่งหวังให้เด็กที่โตขึ้นไปจะมีความพร้อม มีความเป็นผู้นำ และเป็นผู้สร้างนวัตกรรมของโลกที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงไป”

ข่าวโดย ทีมข่าว MGR Live



 
** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **



กำลังโหลดความคิดเห็น...