xs
xsm
sm
md
lg

ระบบสามัญสำนึกรวน! “ล้อเลียน-แกล้งเป๋-แย่งที่จอดพิเศษ” คนพิการยุคนี้ต้องสตรอง!?

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


 
ปัญหาละเมิดสิทธิผู้พิการเห็นว่าจะไม่จบไม่สิ้น! ล่าสุด ดราม่าดุเดือด หนุ่มแกล้งพิการ-ทำท่าล้อเลียน เพื่อจอดรถในพื้นที่ผู้พิการ แถมถ่ายคลิปฯ ลงโซเชียลฯ สนุกสนาน จนสังคมถล่มเละตามล่าตัวทั่วโลกออนไลน์ ขณะที่เจ้าตัวขอโทษยอมรับผิด อ้างจะไม่ทำอีก ด้าน 'นักรณรงค์สิทธิผู้พิการ' เปิดใจ สามัญสำนึกตกต่ำ เป็นคนพิการต้องสตรอง!!

คนไทยมักง่าย..ไร้สำนึกสาธารณะ!

จากกระแสดราม่าเดือดสังคมออนไลน์ที่ถูกพูดถึงหนักมาก กรณีชายหนุ่มทำท่าล้อเลียนผู้พิการอย่างไม่ละอาย เพื่อจอดรถยนต์ส่วนตัวในพื้นที่พิเศษที่มีไว้สำหรับผู้พิการ ทำให้เกิดการตั้งคำถาม แถมจวกเละหลังภาพดังกล่าวเผยแพร่ไปทั่วโซเชียลมีเดีย จากแฟนเพจสายดาร์กที่หยิบยกเรื่องนี้มาสะท้อนสู่สายตาสังคม!

หากย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ เห็นได้ว่าประเด็นดราม่าเรื่องการละเมิดสิทธิผู้พิการมีมาให้เห็นอยู่ตลอด ทั้งการใช้ลิฟต์บีทีเอสสำหรับผู้พิการ-การใช้ห้องน้ำผู้พิการ และในกรณีล่าสุดที่เกิดขึ้น คือ การจอดรถในพื้นที่สำหรับผู้พิการ เป็นปัญหาที่ยืดเยื้อยาวนานจนแก้ไม่ตก!

ขณะที่เจ้าตัวผู้ปรากฎตัวในคลิปฯ หลังถูกกระแสถล่มเละได้ออกมาขอโทษสังคมผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า ยอมรับผิดต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมกับขอโอกาสแก้ไขปรับปรุงตัวเสียใหม่เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ขึ้นอีก

โดยยังบอกอีกว่าตนอยากชดเชยสิ่งที่ทำผิดไป ด้วยการนำสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็นและเลี้ยงอาหารกลางวันเด็ก ณ สถานสงเคราะห์เด็กอ่อนพิการทางสมองและปัญญาเป็นการไถ่โทษ

แม้จะมีถ้อยความออกมาขอโทษต่อสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ก็ดูเหมือนว่ากระแสการโจมตีในสังคมออนไลน์จะไม่จบลงง่ายๆ เพราะอย่างที่ทราบกันว่าการล้อเลียนผู้อื่น ทั้งยังจอดรถในที่ผู้พิการถือเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง! จากตรงนี้นำมาสู่กระแสคอมเมนต์ดุเดือดในโซเชียลมีเดีย

 
“เมื่อไหร่บ้านเราจะออกกฎหมายให้เหมือนประเทศอื่น คนพิการขับรถจะมีป้ายให้แขวนหน้ารถเวลาจอดที่ช่องจอดคนพิการ รถคันไหนไม่มีป้ายแล้วจอดโดนปรับหนัก ไอ้ระบบใช้สามัญสำนึกนี่มันใช้ไม่ได้หรอก”

“ต้องการที่จอดขนาดยอมเสียศักดิ์ศรีขนาดนั้น คนไทยมักง่าย เห็นมานานแล้วเห็นมาเยอะบางทีขับมาจอดหน้าตาเฉย พอเรามองไปที่ป้ายแล้วมองที่รถก็ลงมาทำหน้าเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น”

“เอาจริงๆ ผมว่าเขาก็พิการจริงๆ แหละครับ พิการทางด้านจิตใจที่ไม่มีจิตสำนึกรู้ว่าที่ของใครควรใช้ ผมว่าโดนด่าแค่นี้ยังน้อยไป ส่วนที่ออกมาขอโทษคงเพราะโดนสังคมกดดันสินะ”

อย่างไรก็ดี ทีมข่าว MGR Live ได้ตรวจสอบไปยังข้อกฎหมายสำหรับการละเมิดที่จอดรถผู้พิการ จากนักกฎหมายชื่อดัง 'รณณรงค์ แก้วเพ็ชร์' ที่ได้หยิบยกกรณีลักษณะนี้มาพูดถึงผ่านแฟนเพจ 'ทนายคู่ใจ'

โดยกล่าวไว้ว่าแม้จะมีระเบียบข้อบังคับของกฎกระทรวงว่าด้วยที่จอดรถ กำหนดสิ่งอำนวยความสะดวกในอาคาร สำหรับผู้พิการ หรือทุพพลภาพ และคนชรา ระบุให้สถานที่สาธารณะต่างๆ เช่น ห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล ฯลฯ ต้องมีที่จอดรถสำหรับผู้พิการหรือทุพพลภาพ และคนชรา ใกล้ทางเข้าออกอาคารให้มากที่สุด

แต่ในแง่ของกฎหมาย ก็ไม่ได้ระบุไว้ว่าถ้าจอดในพื้นที่ดังกล่าวจะผิดกฎหมาย เพราะในปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายรองรับ เพราะเครื่องหมายที่จอดรถสำหรับคนพิการไม่ใช่เครื่องหมายห้ามจอด แต่ถ้าที่ตรงนั้นเป็นที่ห้ามจอดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก มาตรา 57 แล้วมีการฝ่าฝืนจึงจะมีความผิดตามกฎหมายต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท

ทั้งนี้ ยังรวมไปถึงเจ้าหน้าที่ที่ต้องคอยตรวจตราดูว่าผู้ที่มาจอดที่จอดคนพิการนั้นพิการจริงๆ หรือไม่ แต่ในอาคารที่ต่างๆ ส่วนใหญ่ เจ้าหน้าที่จะไม่ค่อยยืนประจำที่จอดรถผู้การ เพราะมองว่าไม่จำเป็นมากนักจึงเป็นช่องที่ที่คนปกติจะถือโอกาสเข้าไปจอดที่ผู้พิการนั่นเอง
ภาพ FB: ทนายคู่ใจ
“ผู้พิการ” ไม่สตรองก็อยู่ยาก!?

“ภาพที่ผมเห็นมันเป็นสิ่งไม่ควรทำ เรื่องการล้อเลียนสำหรับผมถือว่าเป็นเรื่องร้ายแรงนะ ต่อให้ผมตั้งรับกับเรื่องล้อเลียนได้ แต่มันก็เป็นเรื่องร้ายแรงที่ไม่ควรทำอยู่ดี ตรงนี้สะท้อนอะไรได้หลายอย่าง”

'มานิตย์ อินทร์พิมพ์' ผู้ก่อตั้งองค์กรอิสระเพื่อผู้พิการ 'Accessibility Is Freedom' เปิดใจกับทีมข่าว MGR Live หลังต่อสายตรงสอบถามถึงประเด็นดราม่าทำท่าล้อเลียนผู้พิการ ซึ่งในสายตาของนักขับเคลื่อนเพื่อผู้พิการอธิบายถึงกรณีที่เกิดขึ้นว่าได้แบ่งออกเป็นสองประเด็นหลัก นั่นคือ เรื่องการล้อเลียนและการละเมิดสิทธิ

“จากกรณีล่าสุดนี้ ผมคิดว่ามีอยู่ 2 ประเด็น อย่างแรก คือ การล้อเลียน สำหรับผมไม่รู้สึกอะไร ผมเข้าใจโลกดี ต้องใช้คำพูดนี้ครับว่าเป็นคนพิการต้องสตรอง แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะสตรองได้ ผู้พิการหลายๆ ท่านจะรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งรุนแรงสำหรับเรื่องที่เกิดขึ้น มนุษย์ทุกคนถ้าเรานำจุดด้อยของคนอื่นมาล้อเลียน มันมีปัญหาอยู่แล้ว

เห็นได้เลยว่ามีเคสที่คนพิการถูกล้อเลียนจนเกิดปัญหา ทำให้เกิดการเสียชีวิต สาเหตุก็เกิดจากการล้อเลียนนี่แหละครับ เท่าที่ผมตามอ่านเรื่องนี้ดู เขาก็ได้รับบทเรียนเยอะมากแล้ว สังคมช่วยกันสอน ช่วยกันอวยพรเยอะแยะเลย

แต่ประเด็นที่สอง คือ เรื่องการละเมิดสิทธิคนพิการ ซึ่งเขาไม่มีสิทธิ์ไปจอดรถในพื้นที่ตรงนั้น ผมมองว่ามันเป็นสำนึกสาธารณะ เนื่องจากผมรณรงค์เรื่องที่จอดรถสำหรับผู้พิการมา 5 ปีแล้ว ภาพที่ผมมองเห็นคือสำนึกสาธารณะของคนในสังคมไทยยังต่ำมาก”

ดูเหมือนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกินระยะเวลายาวนานเกินกว่าจะเยียวยา ทั้งปัญหาการละเมิดพื้นที่จอดรถของผู้พิการ, การใช้ห้องน้ำผู้พิการ หรือแม้แต่การใช้ลิฟต์ที่มีไว้สำหรับผู้ทุพลาภาพ
มานิตย์ อินทร์พิมพ์

 
จากตรงนี้สะท้อนได้ชัดเจนเลยว่าจิตใต้สำนึกของคนในสังคมค่อนข้างน่าเป็นห่วง สอดคล้องกับด้านนักขับเคลื่อนเพื่อผู้พิการคนเดิมก็มองว่าอุปสรรคในการแก้ไขปัญหาทั้งหมดมีจุดอ่อนอยู่ที่เรื่องของการบังคับใช้ และการมีความคิดว่าปัญหาเหล่านี้ไม่ได้มีผลกระทบต่อวงกว้าง ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ใช่เลย

“ต้องยอมรับว่าเรามีปัญหาหลายเรื่อง ทั้งสังคมไทยเกิดความเคยชินหรือเรียกว่ามักง่าย ไม่รู้สึกอะไร ที่สำคัญเรื่องกฎหมายของเรายังไม่มีอะไรชี้ชัดในเรื่องการบังคับว่าใครที่จอดได้บ้าง กฎกระทรวงบอกว่าให้ทำที่จอดรถคนพิการและผู้สูงอายุ นี่คือที่กำหนดไว้ หมายถึงว่าให้ทำ แต่ไม่มีการดูแล ไม่มีการบังคับใช้

ผมผลักดันในระดับนโยบายมาพอสมควร ความเห็นของผมคิดว่าภาครัฐยังมองว่าเรื่องเหล่านี้เป็นประเด็นรอง ไม่ได้ใหญ่โตอะไรหนักหนา ซึ่งจริงๆ แล้วมันไม่ใช่ประเด็นรอง เพราะว่านี่เป็นเรื่องที่ส่งผลถึงสำนึกสาธารณะของคนไทย มันคือวัฒนธรรมของคนไทยที่ดรอปลงไปเรื่อยๆ

ผมเรียกรวมๆ ว่าคือวัฒนธรรม วัฒนธรรมจะเปลี่ยนแปลงได้ก็ต้องใช้เวลาและต้องใช้จำนวนคนที่มาก มันเป็นเรื่องของสังคมและคนในประเทศนั้นๆ ที่ต้องช่วยกันแก้ไข ซึ่งกฎหมายก็เป็นส่วนสำคัญด้วยเหมือนกันที่จะช่วยจัดการเรื่องเหล่านี้”

สำหรับประเทศต้นแบบที่มีมาตรฐานความคุ้มครองหรือดูแลผู้พิการที่น่าเอาเยี่ยงอย่าง มานิตย์ ได้ยกตัวอย่างผ่านทีมข่าวว่าในโซนยุโรปหรืออเมริกาเอง ถือเป็นกลุ่มประเทศที่มีการเคารพสิทธิผู้พิการอย่างสูง อีกทั้งในแถบเอเชีย เช่น ประเทศญี่ปุ่นก็มีการดูแลจัดการที่น่าชื่นชม

“ในฝั่งยุโรป ฝั่งอเมริกาจะให้สิทธิกับคนพิการสูงมาก เช่น เวลาไปซื้อของหรือรอเข้าลิฟต์ คนในสังคมของเขาจะเปิดทางหรืออำนวยความสะดวกให้ผู้พิการก่อน หรืออย่างในประเทศญี่ปุ่นที่ผมได้ไปมา ผมกำลังรอลิฟต์อยู่ที่ห้างหนึ่งเกือบครึ่งชั่วโมงได้ เพราะคนเยอะมาก ด้วยความที่เราเป็นคนไทย ผมก็คิดว่ารอได้ ไม่มีปัญหา

 
พอผ่านไปไม่นาน รปภ.ของห้างก็เดินมาหา สักพักพอลิฟต์มา เขาไล่ผู้โดยสารในลิฟต์ออกทั้งหมดเลย แล้วโบกมือให้ผมเข้าไปในลิฟต์ ผมก็ปฏิเสธว่ารอได้นะ ไม่เป็นไร เขาก็บอกไม่ได้ ต้องเข้าไปเดี๋ยวนี้เลย

สิ่งที่ผมยกตัวอย่างให้เห็นภาพว่านี่คือวัฒนธรรม ลองนึกดูแล้วกันว่าห้างในประเทศไทยจะมี รปภ.หน้าไหน กล้าไล่ลูกค้าแบบนี้ นี่คือวัฒนธรรมที่ต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะเปลี่ยนแปลง ฉะนั้น หน้าที่เราทุกคนต้องช่วยกันบอกต่อเรื่องจิตสำนึกตรงนี้ออกไป”

อย่างไรก็ดี แม้หนทางสู่ความสำเร็จของการรณรงค์ตลอด 5 ปีจะยังไม่เห็นเป็นรูปธรรมอย่างที่ตั้งใจเสียทีเดียว แต่ก็ถือได้ว่าเป็นความเปลี่ยนแปลงที่คืบหน้าอย่างค่อยเป็นค่อยไป
ทั้งนี้ นักรณรงค์เพื่อผู้พิการได้กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า อยากให้สังคมไทยช่วยกันตระหนักถึงเรื่องสำนึกสาธารณะ ไม่ใช่แค่เพียงเรื่องผู้พิการเท่านั้น แต่หมายความไปถึงทุกเรื่องในสังคมไทย

“ปัญหาหนึ่งปัญหา การแก้ไขมันมีหลายวิธีที่ต้องทำ ทั้งระดับนโยบาย ระดับประชาชน แต่ทั้งหมดผมมองว่าสำนึกสาธารณะของคนในสังคมต้องมาก่อน ต้องช่วยกันดูแลทุกเรื่องเลย ไม่ใช่แค่เรื่องที่จอดรถคนพิการอย่างเดียวนะครับ ฉธนั้น ทุกคนรู้หน้าที่ ดูแลซึ่งกันและกัน ผมอยากเห็นสังคมที่มีความสุขครับ”

ข่าวโดย MGR Live



 
** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **



กำลังโหลดความคิดเห็น...