xs
xsm
sm
md
lg

ให้ความรัก - ให้โอกาส - ให้ชีวิต “ป้าหมอ” ผู้สร้างเมล็ดพันธุ์เยาวชน [มีคลิป]

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


“เด็กทุกคนคือเมล็ดพันธุ์ที่ดี ป้าปลูกมนุษย์ ป้าอิ่มใจมากกว่าปลูกต้นไม้ตั้งแยะ” เปิดใจ “ป้าหมอ - พญ.ดร.เคลียวพันธุ์ สูรพันธุ์” แม่พระแห่งบ้านเด็กชัยพฤกษ์ ผู้เติมเต็มความรัก ความอบอุ่น และมอบชีวิตใหม่ ให้แก่เด็กถูกทอดทิ้งอย่างไม่มีข้อแม้ ด้วย 4 ส คือ “สัมผัส - สบตา - ส่งยิ้ม - สวมกอด” จนทำให้ที่แห่งนี้ กลายเป็นบ้านของเด็กด้อยโอกาส มายาวนานกว่า 3 ทศวรรษแล้ว

30 ปี กับหน้าที่ ป้าหมอของเด็กด้อยโอกาส

แม้ภาพเด็กทารกถูกทิ้งตามสถานที่ต่างๆ จะสร้างความหดหู่และสะเทือนใจแก่ผู้พบเห็น แต่นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในสังคมไทย โดยกรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่งคงของมนุษย์ เผยให้เห็นสถิติของเด็กที่ถูกทอดทิ้งในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา ปี 2556 จำนวน 154 คน ปี 2557 จำนวน 146 คน ปี 2558 จำนวน 197 คน ปี 2559 จำนวน 412 คน และปี 2560 จำนวน 566 คน

จากตัวเลขนี้เอง สะท้อนให้เห็นว่าสังคมไทยมีแนวโน้มของเด็กถูกทอดทิ้งเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ คงจะเป็นเรื่องน่าเศร้าไม่น้อย ที่เด็กที่ถูกทิ้งต้องจบชีวิตลง หรือมีอนาคตที่มืดมน แต่ในทางกลับกัน จะเป็นเรื่องดีขนาดไหน หากมีผู้ใจบุญยื่นมือเข้ามาให้โอกาสเด็กเหล่านี้ ให้มีอนาคตที่สดใส และเป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติต่อไป



จากสถานการณ์ข้างต้นนี้เอง ทำให้ พญ.ดร.เคลียวพันธุ์ สูรพันธุ์ ตระหนักถึงปัญหา แม้จะทำให้ตัวเลขของเด็กที่ถูกทอดทิ้งลดน้อยลงไม่ได้ แต่เธอสามารถให้ชีวิตใหม่แก่เด็กเหล่านี้ได้ ด้วยการรับอุปการะเด็กกำพร้าและเด็กที่ถูกทอดทิ้ง พร้อมทั้งให้ความรัก ความอบอุ่น และการศึกษา เพื่อให้เด็กเติบโตอย่างมีคุณภาพ ภายใต้มูลนิธิบ้านชัยพฤกษ์ ที่ก่อตั้งด้วยน้ำพักน้ำแรงของตนเอง และทำหน้าที่ “ป้าหมอ” ของเด็กๆ เป็นระยะเวลานานกว่า 30 ปีแล้ว

สำหรับ คุณหมอเคลียวพันธ์ เป็นลูกครึ่งไทย-เยอรมัน เรียนจบแพทย์จากประเทศเยอรมนี และพบรักกับคุณหมอชาวไทย นาวาตรี นพ.สมศักดิ์ สูรพันธุ์ หรือ ลุงหมอ ซึ่งเรียนแพทย์ที่ประเทศเดียวกัน ทั้งคู่ใช้ชีวิตอยู่ที่เยอรมนีประมาณ 20 ปี ก็ได้เดินทางกลับมาใช้ชีวิตที่เมืองไทย โดยเป็นป้าหมอแพทย์ในแผนกสูตินรีเวช โรงพยาบาลบำรุงราษฏร์ ส่วนลุงหมอก็กลับมาทำงานที่โรงพยาบาลทหารเรืออยู่พักใหญ่ และเปิดคลินิกส่วนตัวสำหรับดูแลคนไข้ที่ใช้ภาษาเยอรมัน แต่ตอนนี้ลุงหมอได้เกษียณอายุเป็นที่เรียบร้อยแล้ว



เมื่อผู้สัมภาษณ์ ถามถึงจุดเริ่มต้น ว่าอะไรเป็นตัวจุดประกายให้ คุณหมอเคลียวพันธุ์ ช่วยเหลือเด็กเหล่านี้ เธอก็ได้ให้คำตอบว่า เธออยากทำอะไรสักอย่างเพื่อเป็นการตอบแทนสังคม

“ตอนกลับมาไทยอาทิตย์แรกก็พบแล้วว่า มีเหตุการณ์ที่เด็กถูกทอดทิ้งเกิดขึ้นบ่อยๆ ราวกับเป็นเรื่องปกติ ต้องเรียกว่าหดหู่มากๆ ป้าก็นึกในใจว่ามีอย่างนี้ด้วยเหรอ เพราะตอนอยู่ที่เยอรมันไม่เคยเจอข่าวแบบนี้ ทิ้งสุนัขก็ยังไม่มีเลย แต่ก็สะท้อนให้เห็นว่า คุณพ่อหรือคุณแม่ของเขาคงไม่มีทางออกจริงๆ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเด็กสาวที่ตั้งครรภ์ขึ้นมาโดยที่ตนเองไม่ทราบ ไม่มีความพร้อม ไม่มีศักยภาพอะไรเลย เพราะฉะนั้นลูกของเขาก็จะเป็นเด็กที่มีความเสี่ยงมากที่สุด



คุณลุงก็ถามว่าจะอยู่เมืองไทยหรือว่าจะกลับเยอรมนี ป้าก็บอกว่า ก็อยากอยู่เยอรมัน เพราะสะดวกสบายหลายอย่าง แต่มันเหมือนเห็นแก่ตัว เราไม่ได้ทำอะไรที่รับใช้สังคม คุณลุงอยากอยู่เมืองไทย แต่ป้าขอให้ได้มีโอกาสทำในสิ่งที่อยากทำ ก็คือต้องการที่จะดูแลเด็กๆ ที่เขาถูกทิ้ง คุณลุงก็บอกเหนื่อยนะ ทำไมไม่เอาเงินไปให้สถานสงเคราะห์ ป้าก็บอกว่า เขาก็จะเลี้ยงไม่เหมือนเราเลี้ยงนะ เราเลี้ยง เรารัก เราอยากให้เขาได้ดีแบบลูกแท้ๆ ช่วยกันได้มั้ย คุณลุงก็มาช่วย และยังช่วยจนทุกวันนี้ค่ะ(ยิ้ม)

ป้าก็เจอเพื่อนที่เป็นมิชชันนารีที่โบสถ์ แกมีเลขาฯ แล้วก็มีเพื่อนคนไทย ในที่สุดเราก็รวมตัวกันและตั้งมูลนิธิ เพราะหากเราไม่ได้เป็นมูลนิธิ เราจะทำงานยากมาก เหมือนกับไม่เป็นที่ยอมรับ ส่วนเหตุผลที่ใช้ชื่อว่า “บ้านเด็กชัยพฤกษ์” เพราะบ้านแรกที่เราเช่า อยู่ที่ซอยชัยพฤกษ์ ก็เลยอยากเก็บชื่อนี้ไว้ และมันเป็นชื่อของไม้มงคล เป็นต้นไม้ประจำชาติ ประกอบกับป้าหมอเป็นคริสเตียน ฉะนั้นเราก็นึกถึงว่านั่นเป็นไม้แห่งชัยชนะ คือกางเขนของพระเยซูคริสต์ค่ะ”

4 ส สื่อรัก “สัมผัส - สบตา - ส่งยิ้ม - สวมกอด”

“ทีแรกจุดประสงค์ของเรา ต้องการช่วยเหลือเด็กที่ไร้ที่พึ่ง เด็กที่ถูกทอดทิ้ง เด็กที่มีความทุกข์ยากลำบาก ถึงแม้จะไม่ถูกทอดทิ้ง มีคุณพ่อคุณแม่แต่โดนทำร้าย คือเราจะโฟกัสไปที่ตัวเด็กก่อน ถ้าเราไม่ช่วยเขา เราจะลำบากมั้ย ถ้าเขาลำบาก เราจะช่วย แต่ส่วนใหญ่แล้วป้าจะรับเด็กทารกค่ะ เพราะอยู่ในวัยที่เสี่ยงที่สุด ค่าเลี้ยงดูแพงที่สุด ไม่ว่าจะเป็นค่านม ค่าแพมเพิร์ส การดูแลแทบจะ 1:1 เลย

แต่พอเราเริ่มทำงาน เราทราบว่ามีเด็กสาวๆ อายุ 14 - 17 ปี ที่ตั้งครรภ์ขึ้นมาโดยที่ไม่รู้ตัว ไม่พร้อม ไม่มีศักยภาพอะไรเลย นี่จะเป็นกลุ่มแรกที่มีความเสี่ยงว่าลูกของเขาจะโดนทิ้งก่อนเพื่อน เพราะว่าไม่สามารถจะกลับบ้านได้ ท้องขึ้นมาแม่ก็บอกว่าอย่ากลับมาให้แม่ขายหน้า พอกลับไปบ้าน แม่ก็ยังมีสามีใหม่ที่เป็นอันตรายต่อลูกสาว อันนี้ก็เป็นสาเหตุที่เขาหนีออกมา ใช้ชีวิตนอกบ้าน มันซับซ้อนมากๆ ค่ะ”



ป้าหมอ เล่าให้ฟังถึงหลักเกณฑ์ในการรับอุปการะเด็กว่า ส่วนใหญ่แล้วจะมองปัญหาของเด็กก่อน โดยช่วงแรกๆ มีเด็กที่รับอุปการะไว้ 20 กว่าคน ช่วงที่มากที่สุดจะอยู่ที่ประมาณ 50 กว่าคน เมื่อต้องเช่าสถานที่อยู่ และเด็กอยู่ในการดูแลมีจำนวนมาก จึงเกิดปัญหาไม่ได้รับการต่อสัญญาเช่า เหตุเพราะเด็กๆ ส่งเสียงร้องรบกวนเพื่อนบ้านยามดึก แต่โชคดีที่ป้าหมอ มีที่ดินมรดกของตระกูล อยู่ใน จ.นครนายก จึงตัดสินใจมาเปิดบ้านชัยพฤกษ์ที่นี่แทน

สำหรับหัวใจหลัก ในการดูแลเด็กของบ้านเด็กชัยพฤกษ์นั้น ป้าหมอบอกว่า ให้ความรักแก่เด็กทุกคนราวกับเป็นลูกแท้ๆ ของตนเอง โดยคำที่ใช้เรียกเด็กๆ ของป้าหมอคือ “ลูก” และที่สำคัญจะไม่มีการเลือกปฏิบัติแต่อย่างใด
“การเลี้ยงลูกเรารักเขาอย่างไม่มีข้อแม้ ต้องรักเขาไม่ว่าเขาจะเป็นอย่างไร เขาจะพิการ เขาจะขี้เหร่ เขาจะไม่ฉลาดเท่าคนอื่น อะไรก็ตาม เราจะต้องรักเขา แล้วเราต้องทำให้ลูกอิ่มใจให้ได้ทุกคน ไม่ใช่ฉันรักคนนี้เพราะคนนี้ผิวขาว หน้าตาสวย ฉันก็จะดูแต่คนนี้ก็ไม่ได้


การสวมกอด วิธีแสดงความรักต่อกันของป้าหมอและเด็กๆ

เวลาเราเข้าไปในห้อง ดูแลเด็ก เราจะเข้าไปบ้านพี่โตสุดก่อนนะคะ แล้วก็สบตา ส่งยิ้มให้เขา สวมกอด ส่งเสียงสนทนากับเขา เสริมด้านกำลังใจให้เขาด้วย 4 ส คือ สัมผัส สบตา ส่งยิ้ม สวมกอด เราก็พูดไปด้วย “ลูกเก่งจังเลย ทำไมลูกน่ารักอย่างนี้ ลูกตื่นเช้า มากอดกันหน่อย” ไล่กอดทุกคนจนถึงคนเล็กสุด

แล้วป้าก็จะสอนให้ทุกคนรักกันอย่างไม่มีข้อแม้ ลูกในห้องมี 20 กว่าคน ป้าจะเข้าไปหาเด็กโตก่อนเสมอ เพราะเด็กยิ่งโต สุขภาพจิตของเขาที่ต้องการให้เติมเต็มความรักก็โตตามตัวเขา ตรงนี้มักจะถูกลืมจากพ่อแม่ทั่วๆ ไป ซึ่งที่นี่มีการจ้างนักจิตวิทยามาช่วยดูแลเด็กด้วยค่ะ”

ไม่เพียงแค่การดูแลเด็กๆ เท่านั้น ป้าหมอยังส่งต่อความใส่ใจไปยังคนอี่นๆ ด้วย โดยทางด้านของ แหม่ม - เกศรินทร์ จันทร์คง ผู้จัดการมูลนิธิชัยพฤกษ์ หนึ่งในทีมงานที่ช่วยดูแลเด็กๆ ช่วยเสริมว่า ได้รับความรักจากป้าหมอและเด็กๆ บ้านชัยพฤกษ์อย่างเต็มเปี่ยม
“เรียนทางด้านจิตวิทยามาโดยตรง ก็เริ่มสนใจงานทางด้านนี้ แล้วก็อยากทำงานต่างจังหวัดมากกว่า พอดีทางมูลนิธิประกาศรับพอดี ก็เข้ามาชมสถานที่ ได้พูดคุณกับป้าหมอ เราก็มีความรู้สึกว่าประทับใจตั้งแต่แรกที่ได้คุยกันเลยค่ะ สัมผัสได้เลยว่าที่นี่เป็นอะไรที่อบอุ่นมาก



ป้าหมอเป็นคนที่ใครเข้าใกล้ก็มีความรู้สึกอบอุ่น ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นเจ้านายกับลูกน้อง ป้าหมอก็จะสอนเรื่องการดูแลเด็กทุกวัย แล้วพนักงานทุกคนก็พยายามทำตามขั้นตอนตามหลัก 4 ส ให้เด็กได้รับความรัก ความอบอุ่น เมื่อเขาได้รับปุ๊บ มันเต็มอิ่ม เราพยายามจะสอนลูกให้มีการสบตาซึ่งกันและกันเวลาพูด

ป้าหมอเป็นแม่แบบที่ดีมากๆ ในสังคมและสำหรับตัวเองด้วย เป็นผู้หญิงที่เสียสละมากๆ ยอมที่จะเหนื่อยแต่เพื่อเด็กในสังคม ได้สร้างทรัพยากรมนุษย์ขึ้นมาอย่างมีคุณภาพ และป้าหมอก็ทำได้จริงๆ ไม่ใช่แค่เฉพาะเด็ก แต่เราได้ทำงานกับป้าหมอมา 20 กว่าปี ถึงจะไม่ได้กลับบ้าน แต่ป้าหมอก็ทำให้รู้สึกอบอุ่นใจ ไม่เคยมีความรู้สึกว่าโดดเดี่ยว หรือมีปัญหาอะไร เราสามารถที่จะพูดคุยได้ทุกเรื่อง อนาคตต่อไปก็คงจะยังช่วยป้าหมอไปเรื่อยๆ เพราะรู้สึกว่าป้าหมอก็ทำตรงนี้ด้วยความรัก อะไรที่เราช่วยได้หรือแบ่งเบาได้ก็จะพยายามทำตรงนี้ให้ดีที่สุดค่ะ(ยิ้ม)”


สุข...ที่ได้เป็นผู้ให้

ปฏิเสธไม่ได้ว่า การอยู่ร่วมกันของคนหมู่มาก ย่อมต้องมีกฎระเบียบในการใช้ชีวิตร่วมกัน แต่สำหรับบ้านเด็กชัยพฤกษ์แห่งนี้ ไม่เน้นกฎระเบียบ เพราะอยู่ด้วยความรัก และความเอื้ออาทรต่อกัน แต่มีกฎสำคัญอยู่ข้อหนึ่งนั่นก็คือ ที่นี่จะไม่มีโทรทัศน์และโทรศัพท์ให้เด็กๆ ได้ใช้เลย

“เราอยู่กันด้วยความรัก ความเอื้ออาทรกัน บ้านเราไม่มีทีวี ไม่มีมือถือก็เลยอาจจะไม่ยุ่งยาก เราอยู่แบบธรรมชาติ พอเพียง แบบที่ในหลวง ร.9 สอน เรามีความสุขกับธรรมชาติมากๆ เราสอนเด็กๆ ตั้งแต่ชีวิตความเป็นอยู่ในบ้าน เมื่อเขาออกไปอยู่คนเดียว เขาจะซักผ้าเป็น ทำกับข้าวเป็น ดูแลบ้านเป็น เขาต้องรู้ว่านี่คือความสะอาด นี่คือความเป็นระเบียบ ชีวิตมนุษย์ตรงนี้สำคัญที่สุด เวลาที่เขาออกไปอยู่ข้างนอกก็จะไม่รู้สึกว่าหนักใจหรือว่าทุกข์ใจว่ายากลำบาก อยู่ไม่ได้(ยิ้ม)


สวนผักที่ปลูกเอง ทั้งกินและขายเพื่อเป็นทุนการศึกษา

ที่นี่เราปลูกผักไว้บริโภคเองด้วย พอเหลือก็เอาไปขายต่อ ขายได้ มาเป็นค่าใช้จ่ายในนี้ต่อ เป็นทุนการศึกษา เด็กๆ ต้องช่วยกันดูแลค่ะ เราใช้ปุ๋ยมูลไส้เดือนที่เราทำเอง ผักที่ปลูกส่วนใหญ่เป็นผักสวนครัว มีพริกขี้หนู พริกแดง มะเขือเทศ มะเขือพวง มะเขือเปาะ มะเขือยาว ถั่วฝักยาว มีบ่อเลี้ยงปลาด้วย

ถ้าถามว่าไม่มีทีวีแล้วรู้ข่าวสารยังไง ข่าวอะไรที่ร้ายๆ ป้าไม่เอาใส่ในใจลูก เสียดายหัวสมองและจิตใจ แต่ข่าวที่ดีๆ ป้าจะบอกให้เขารับรู้ เพื่อที่เขาจะมีความหวังว่าจะเป็นคนดีของสังคม ส่วนวิธีให้ความรู้และปลูกฝังความดีแก่เด็ก ป้าจะหาหนังสือดีๆ ให้เขา หนังสือที่ลูกของคนไข้ของป้าซื้ออ่านตอนจะเข้ามหาวิทยาลัย พอเรียนจบแล้วเขาก็ให้มา ป้าก็เอามาให้ลูกเรียนต่อ เราไม่มีการเรียนพิเศษ เขาต้องเรียนรู้กันเอง”

เด็กๆ ในการดูแลของบ้านเด็กชัยพฤกษ์ ไม่เพียงแค่ได้รับการปลูกฝังอบรมให้เป็นคนดีมีคุณภาพ แต่ยังได้รับการส่งเสริม ส่งเสีย ให้ได้รับการศึกษาเล่าเรียนจนจบปริญญาตรี หลายคนที่เรียนจบ มักจะแวะเวียนมามาเยี่ยมเยียนป้าหมอเสมอ ด้วยความรักและสำนึกในบุญคุณ แต่ความภูมิใจของคุณหมอ ไม่ได้อยู่แค่ว่า อยากเห็นเด็กเหล่านี้มีอนาคตที่ดี แต่อยู่ที่อยากให้เด็กๆ ทำอะไรรับใช้สังคมด้วย



“ป้าต้องการให้ลูกที่เรียนจบ ออกไปหาประสบการณ์ชีวิต ให้เขาไปรับใช้สังคมข้างนอก เขาได้งานทำที่ดีกันทุกคนนะคะ ป้าหมอชื่นใจและภูมิใจมากๆ เพราะป้าบอกแล้วว่าพวกเขาคือเมล็ดพันธ์ุที่ดี ถ้าเขาได้รับการดูแลที่ดี เขาจะประสบความสำเร็จในชีวิต และส่วนใหญ่ลูกป้าหมอก็จะเป็นแบบนั้นจริงๆ

ยกตัวอย่าง ลูกคนนึงเขาก็จบวิศวะไฟฟ้า ได้งานทำที่ดีกับบริษัทต่างประเทศ แล้วเขาก็ได้รับโปรเจกต์ที่ตึกศิริราช เขามีโอกาสตอนไปฝึกงานได้ดูแลห้องประทับของในหลวงกับพระเทพฯ และตอนนี้เขาก็รับโปรเจกต์ที่ใหญ่ขึ้นไปเรื่อยๆ ถึงระดับ 70 ล้าน แสดงว่าเขามีความสามารถที่เจ้านายมองเห็น ป้าก็ชื่นใจกับเขาด้วย เพราะป้าทราบว่าเขาซื่อสัตย์และมีความมานะมากๆ เขาก็กลับมาที่นี่ตลอด มีอะไรก็โทรศัพท์คุยกัน มีไลน์กลุ่มของเรา ติดต่อผูกพันกันเหมือนลูกแท้ๆ ค่ะ”

กว่า 30 ปี ที่คุณหมอเคลียวพันธ์ ให้ความรักความอบอุ่น และอนาคตที่สดใสแก่เด็กกำพร้า ภายใต้ชายคาบ้านเด็กชัยพฤกษ์ หากถามว่าความสุของคุณหมอคืออะไร คำตอบที่ได้คือ สุข...ที่ได้ทำให้ผู้อื่นมีความสุข



“ป้าหมอคิดว่า เวลาของเราสั้นลงไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นในแต่ละวันที่ป้ายังมีชีวิตอยู่ ป้าอยากจะเป็นผู้ให้ ป้าไม่อยากขออะไรใคร เด็กทุกคนคืออนาคตของโลกใบนี้ ถ้าเราดูแลเมล็ดพันธ์ุเล็กๆ ให้ดี เราจะมีแต่มนุษย์ที่น่ารัก ที่รักซึ่งกันและกัน มีแต่จะให้ มีแต่จะเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มันมีผลต่อๆ ไปไม่จบไม่สิ้น เพราะฉะนั้นความสุขของป้าได้ให้แก่ผู้อื่นเยอะแยะ(ยิ้ม)

สิ่งที่ได้รับกลับมาคือป้ามีความสุขค่ะ ป้าอาจจะเปรียบเทียบว่าเราปลูกต้นไม้ แล้วเราเห็นใบออก ยอดเล็กออก เริ่มมีดอก แต่ป้าปลูกมนุษย์ เขาเรียนจบสูงๆ แล้วมีงานทำดีๆ ป้าอิ่มใจมากกว่าปลูกต้นไม้ตั้งแยะ มันเลยทำให้ป้ายิ่งอยากทำไปเรื่อยๆ ไม่ใช่เลี้ยงดูแบบทิ้งขว้างแล้วจะคอยผล ทุกวันมันมีค่าสำหรับชีวิตเขา ที่เราจะต้องมีสิ่งดีๆ ให้เขาตลอดเวลา ให้เขาอิ่มใจทุกวัน แล้วเขาก็จะสร้างสิ่งดีๆ ให้ตัวเอง เป็นผู้ให้สืบต่อไป”

หากใครต้องการมีส่วนร่วมสนับสนุนการศึกษาแก่เด็กๆ เหล่านี้ สามารถโอนเงินไปได้ที่ ธนาคารกรุงเทพ สาขานานาเหนือชื่อบัญชี ชัยพฤกษ์ มูลนิธิ เลขที่บัญชี 197-0-134-134



สัมภาษณ์ : รายการ “ฅนจริง ใจไม่ท้อ”
เรียบเรียง : MGR Live
เรื่อง : กีรติ เอี่ยมโสภณ
ขอบคุณภาพ : เพจเฟซบุ๊ก “มูลนิธิชัยพฤกษ์”


กำลังโหลดความคิดเห็น...