xs
xsm
sm
md
lg

วิกฤต ฝุ่น PM2.5 “พ่นน้ำ-ห้ามเผา-ห้ามรถควันดำ” เวิร์กจริงหรือควรประกาศหยุดงาน!?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


 
#ขออากาศดีคืนมา ขึ้นแท่นแฮชแท็กยอดฮิตทวิตเตอร์ประเทศไทย! ท่ามกลางฝุ่นพิษที่เข้าขั้นวิกฤติ สังคมตั้งคำถาม 'ต้องใช้ชีวิตแบบนี้จริงๆ หรือ?' หลังรอการดำเนินการจากรัฐบาลอยู่นาน ล่าสุด แถลงการณ์แล้ว 'กำหนดเวลาเข้าเมืองรถใหญ่-งดเผาที่โล่ง-ทำฝนหลวง' ด้านนักวิชาการซัด ไม่ต้องรอให้ติดอันดับค่อยตื่นตัว ชี้มลพิษทางอากาศรุนแรงมานานแล้ว!

กทม. “เมืองอากาศเลวร้าย” ติดอันดับโลก!

นี่หรือเมืองดีๆ ที่ชีวิตลงตัว!? กรุงเทพฯ ติดอันดับ 1 ใน 10 เมืองที่คุณภาพอากาศยอดแย่ที่สุดในโลก จากการจัดอันดับของเว็บไซต์รายงานมลพิษทางอากาศชื่อดัง AirVisual ผ่านการวัดค่าดัชนีคุณภาพอากาศ (US AQI) พบว่าเมืองหลวงของประเทศไทยตกอยู่ในอันดับที่ 9 เมื่อช่วงเช้าวันที่ 14 ม.ค. ที่ผ่านมา

จากกรณีวิกฤติฝุ่นพิษ PM2.5 ที่ยังคงน่าวิตก 'กรมควบคุมมลพิษ' มีการรายงานสถานการณ์ว่าอากาศโดยรวมยังอยู่ในระดับ 'เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ' อากาศลอยตัวได้ดีขึ้นเล็กน้อย-สภาพอากาศปิด-มีเมฆเป็นส่วนมาก ทั้งยังมีหมอกหนาในหลายพื้นที่

ทั้งนี้ ทีมข่าว MGR Live ได้ตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมไปยัง กองจัดการคุณภาพอากาศและเสียง ตรวจพบค่าไมโครกรัมที่เกินมาตรฐานที่บริเวณ ริมถนนกาญจนาภิเษก เขตบางขุนเทียน, เขตบางนา, เขตดินแดง รวมถึงริมถนนพระราม 4 เขตปทุมวัน, ริมถนนอินทรพิทักษ์ เขตธนบุรี, ริมถนนลาดพร้าว เขตวังทองหลาง

นอกจากนี้ ในส่วนปริมลฑลก็พบด้วยเช่นกันที่ อ.เมืองนครปฐม จ.นครปฐม, อ.คลองหลวง ปทุมธานี, อ.พระประแดง-อ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ, อ.กระทุ่มแบน สมุทรสาคร และ ริมถนนคู่ขนานพระราม 2


 
แต่ที่น่าสนใจ คือ การเปิดเผยรายชื่อเมืองในแต่ละประเทศทั่วโลกที่ถูกจัดอันดับว่าเป็นเมืองที่มีสภาพอากาศแย่ที่สุด โดยกลุ่มกรีนพีชเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเห็นชัดเจนเลยว่าประเทศไทยติดอยู่ในรายชื่อเหล่านั้นด้วย ซึ่ง 3 อันดับแรกตกเป็นของประเทศอินเดีย บังกลาเทศ และจีน ตามลำดับ

เพื่อยืนยันคำตอบเรื่องนี้ ทีมข่าว ได้ติดต่อไปยัง 'รัตนศิริ กิตติก้องนภางค์' หัวหน้าโครงการ 'ขออากาศดีคืนมา' องค์กรด้านสิ่งแวดล้อม 'กรีนพีช เอเชียตะวันออกเฉียงใต้' เผยข้อมูลการติดอันดับของไทยว่าสภาพอากาศอยู่ในขั้นวิกฤติ ทั้งนี้การจัดอันดับจะมีการวัดสภาพอากาศอยู่ตลอด ส่งผลให้อันดับมีการเปลี่ยนแปลงไปด้วย

“ถ้าเราไม่มองเรื่องอันดับประเทศ ไม่ว่ายังไงแล้ว สิ่งที่เรากำลังเผชิญอยู่ตอนนี้ มลพิษทางอากาศถือว่าวิกฤติต่อสุขภาพ แต่ทั้งนี้เครื่องวัด PM2.5 ที่ตรวจสอบสภาพอากาศจะมีการอัปโหลดข้อมูลเข้าไปในเครือข่าย ก็จะมีการนำข้อมูลมาเปรียบเทียบกันในแต่ละประเทศ ข้อมูลจะถูกอัปเดตทุกๆ รายชั่วโมง ฉะนั้น อันดับจะขึ้น-ลงได้ตลอด
ช่วงนี้รุนแรงจริงๆ ค่ะ อันดับก่อนหน้านี้ไทยเราอยู่ที่ 30 แต่ตอนนี้กรุงเทพฯ (ช่วงบ่ายของวันที่ 14ม.ค.) อยู่อันดับที่ 19 แล้ว จากช่วงเช้าของวันที่ 14 ม.ค. เราอยู่อันดับที่ 9 ซึ่งอันดับจะขึ้น-ลงแบบนี้

แต่อย่างที่บอก เราไม่ต้องรอให้มันรุนแรงกว่าจีนหรืออินเดีย เราไม่ต้องรอให้มันเป็น Top 10 แต่มันเป็นวิกฤติทางสุขภาพที่ภาครัฐจะต้องลงมือแก้ไขได้แล้วค่ะ ให้เป็นวาระแห่งชาติในการแก้ไขปัญหาได้แล้ว”


 
อย่างไรก็ดี แม้การจัดอันดับจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดตามการวัดสภาพอากาศในแต่ละช่วงเวลา แต่จุดที่น่าสนใจ คือ ประเทศไทยไม่เคยติดอยู่ใน 10 อันดับเท่าครั้งนี้ จากประเด็นนี้จึงนำมาซึ่งการสร้างแรงกระตุ้นให้สังคมไทยตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างจริงๆ จังๆ เสียที

“ต้องบอกก่อนว่าที่มาของ PM2.5 มาจากสาเหตุหลัก 4 อย่างด้วยกัน คือ ภาคคมนาคมขนส่ง, ภาคอุตสาหกรรมการผลิตต่างๆ, ภาคการผลิตไฟฟ้า เช่น โรงไฟฟ้าถ่านหิน และ สาเหตุจากการเผาไหม้ในที่โล่ง แต่ในภาคส่วนของกรุงเทพฯ หลักๆ จะเป็นที่เรื่องการคมนาคม

รวมถึงอาจได้รับอิทธิพลมาจากที่อื่น เนื่องจากมลพิษทางอากาศเป็นมลพิษข้ามพรมแดน สามารถเดินทางไปได้นับร้อย นับพันกิโลเมตรเลย ซึ่งถ้ามองทิศทางลมในบางวัน อาจได้รับผลกระทบมาจากประเทศเพื่อนบ้านด้วยเช่นกัน”


ความหวังริบหรี่! มาตรการฝนหลวง-ตรวจรถเขม่าดำ

ท่ามกลางกระแสความหวั่นวิตกของสังคมไทยต่อกรณีฝุ่นพิษ PM2.5 คนไทยไม่นิ่งเฉยร่วมถกประเด็นดังกล่าวอย่างท่วมท้นโลกออนไลน์ จนทำให้ติดอันดับเทรนด์ทวิตเตอร์ที่มาแรงที่สุดในประเทศไทยไปเสียแล้ว พร้อมทั้งยังพากันติดแฮชแท็ก #ขออากาศดีคืนมา #PM25 #/ฝุ่นกรุงเทพ ในโซเชียลมีเดียอีกด้วย

ขณะที่ความเห็นส่วนใหญ่เน้นไปที่มาตรการแก้ไขของรัฐบาลไทย ทั้งยังมีการเปรียบเทียบการจัดการมลพิษทางอากาศของต่างประเทศว่ามีการจัดการที่ดีกว่า ซึ่งการแก้ไขของไทยยังคงมุ่งเน้นไปที่การแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เช่น การเฝ้าระวังเขม่าควันดำจากรถยนต์ หรือการใช้ฝนเทียมในการล้างฝุ่น

สอดคล้องกับด้าน 'รัตนศิริ' หัวหน้าโครงการขออากาศดีคืนมา เปิดเผยว่า มาตรการแก้ไขเรื่องปัญหาคุณภาพอากาศของต่างประเทศจะเน้นไปที่ด้านคมนาคมขนส่งเป็นหลัก ต่างกับประเทศไทยที่ยังไม่ได้ให้ความสำคัญในเรื่องดังกล่าวสักเท่าไหร่
ภาพจากทวิตเตอร์ @Pook_Woraluk

 
“ปัญหาหลักๆ ของกรุงเทพฯ คือ การคมนาคม เราลองไปดูปัญหาของประเทศอื่นๆ ว่ามีการจัดการกันอย่างไร เห็นว่าในหลายๆ ประเทศ เช่น ประเทศเบลเยียม, เยอรมนี, เอสโตเนีย หรือในเอเชียอย่างประเทศเกาหลีใต้มีการประกาศให้ใช้รถสาธารณะฟรี เพื่อต่อสู้กับมลพิษทางอากาศโดยเฉพาะ

นอกจากนี้ยังมีระบบการใช้รถจักรยานที่เป็นสาธารณะฟรี (Bike Sharing) โดยเฉพาะวันที่วัดค่าออกมาแล้วพบว่ามีมลพิษทางอากาศสูงเกินมาตรฐาน นี่คือสิ่งที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากลว่าสามารถช่วยได้จริงๆ ทั้งยังช่วยลดจำนวนรถยนต์บนท้องถนนอีกด้วย”

เช่นเดียวกับอีกหนึ่งประเทศที่มีการจัดการมลภาวะฝุ่นพิษที่ถือว่าเป็นตัวอย่างได้อย่างดี คือ กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ เมื่อทางการของกรุงโซลตรวจพบว่าฝุ่น PM2.5 มีมากเกินค่ามาตรฐาน สิ่งที่ดำเนินการอย่างเร่งด่วนคือให้ประชาชนหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่โล่งแจ้งอย่างจริงจัง

ขณะเดียวกันกระทรวงสิ่งแวดล้อมของเกาหลีใต้ ได้ออกนโยบายให้ภาคอุตสาหกรรม ต้องช่วยเหลือเรื่องนี้ด้วยโดยโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อน ต้องลดอัตราการผลิตออกไปให้ได้กว่า 80 เปอร์เซ็นต์ เพื่อลดการปล่อยมลพิษออกสู่สภาพแวดล้อม

รวมถึงขอให้ลดเวลาทำงานของพนักงาน เพื่อช่วยให้การปล่อยมลพิษลดลงอีกทางหนึ่ง เห็นได้ชัดเจนเลยว่า รัฐบาลเกาหลีใต้มีความตระหนักถึงคุณภาพชีวิตของประชาชนท่ามกลางวิกฤติฝุ่นพิษมากกว่าสิ่งอื่นใด ซึ่งจากตรงนี้จึงกลายเป็นข้อเรียกร้องให้รัฐบาลไทยเร่งแก้ปัญหามลพิษทางอากาศโดยด่วน

“จริงๆ ก็เห็นด้วยนะคะที่มีการห้ามไม่ให้ประชาชนทำกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงภาวะอากาศเป็นพิษรุนแรง หรือผู้ที่มีความเสี่ยงสูง ควรจะอยู่แต่ในบ้าน โดยเฉพาะเด็กๆ นักเรียนที่จะต้องไปโรงเรียน อาจจะพิจารณาสักหน่อยว่าควรจะหยุดโรงเรียนในวันนั้นที่มีมลพิษทางอากาศสูงดีหรือเปล่า

 
ส่วนภาคอุตสาหกรรมการผลิต ทางกรีนพีชเคยมีข้อเรียกร้องที่เสนอให้มีการตรวจสอบค่ามลพิษ ที่ปล่อยออกมาจากปลายปล่องว่าไม่ควรเกินมาตรฐานสากล โดยให้มีการตรวจสอบอยู่สม่ำเสมอ รวมถึงแจ้งค่าเหล่านั้นให้กับประชาชนได้รับรู้ เพื่อให้ประชาชนช่วยกันตรวจสอบ ก็เป็นทางออกของภาคอุตสาหกรรมที่สามารถทำได้

ซึ่งตรงนี้เป็นเงื่อนไขที่เรายื่นกับรัฐบาลไป ซึ่งเป็นบทบาทของกรมควบคุมมลพิษโดยตรงที่ต้องจับตามองและตรวจสอบ แต่ก็ยังไม่มีการลงมือในเรื่องนี้ ซึ่งเรามองว่ามันเป็นการแก้ปัญหาที่ต้องร่วมมือกันหลายภาคส่วน”

แม้ปัญหาฝุ่นพิษที่เกิดขึ้นขณะนี้ค่อนข้างเป็นเรื่องใหญ่ระดับประเทศ แต่ก็เป็นที่น่าสนใจว่าเพราะเหตุใดประชาชนส่วนใหญ่จึงยังไม่สวมใส่หน้ากากอนามัย ทั้งยังใช้ชีวิตปกติ ซึ่งเรื่องนี้ผู้เชี่ยวชาญคนเดิม มองว่า อาจเกี่ยวเนื่องกับหน้ากากป้องกันฝุ่น PM2.5 ที่ขาดตลาด รวมไปถึงการไม่ตระหนักถึงอันตรายที่เกิดขึ้นในอนาคต

“อาจเพราะหน้ากาก N95เริ่มขาดตลาดแล้ว บางคนก็ยังไม่ทราบว่าหน้ากากทั่วไปไม่สามารถช่วยได้ หรือมลพิษทางอากาศเป็นสิ่งที่มองไม่เห็นก็ไม่เห็นถึงอันตรายของมัน อาจจะละเลย แต่ถ้าภาครัฐเห็นว่าเป็นเรื่องที่น่ากังวล อาจมีการสนับสนุนเรื่องหน้ากากดีไหม อย่างน้อยก็ช่วยป้องกันให้กับประชาชนในระดับเบื้องต้นไปก่อน


 
แต่จริงๆ ไม่อยากให้การใส่หน้ากากเป็นมาตรการขั้นสุดท้ายในการแก้ปัญหา เพราะมันเป็นการผลักภาระให้กับประชาชนในการดูแลสุขภาพของตัวเอง อยากให้เป็นขั้นตอนที่ไม่มีทางออกสำหรับด้านอื่นแล้วถึงจะใส่หน้ากากค่ะ อยากให้แก้ปัญหาที่ต้นทางมากกว่า”

ขณะที่ความคืบหน้าล่าสุด ด้านผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ 'อัศวิน ขวัญเมือง' พร้อม อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ 'ประลอง ดำรงค์ไทย' ได้ออกแถลงการณ์ถึงแนวทางการแก้ปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5 ที่เกิดขึ้น

โดยมีมาตรการเสนอให้พ่นน้ำและคุมพื้นผิวการจราจร ทั้งนี้ จากการศึกษาวิเคราะห์ พบว่า 50-60% เกิดจากรถปิกอัพ รถบรรทุก รถประจำทาง ขสมก. ที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลที่มีการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ อีก 35% เกิดจากการเผาในที่โล่ง และที่เหลือ 5-10% เกิดจากโรงงานอุตสาหกรรมและอื่นๆ

สำหรับทางออกมีมาตรการห้ามเผาในที่โล่ง 2 เดือน โดยเฉพาะใน 5 จังหวัดปริมณฑล ได้แก่ สมุทรสาคร สมุทรปราการ นนทบุรี ปทุมธานี และนครปฐม รวมถึงตรวจวัดควันดำ บังคับใช้กฏหมายกับรถใหญ่ ห้ามเข้าเมืองตั้งแต่เวลา 10.00 - 15.00 น. และสุดท้ายการทำฝนหลวงที่จะมีการดำเนินการในทันที

ข่าวโดย MGR Live



 
** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **



กำลังโหลดความคิดเห็น...