xs
xsm
sm
md
lg

“เราไม่อิ่ม แต่ลูกต้องอิ่ม” คู่ชีวิตยอดนักสู้จับมือฝ่ามรสุม [มีคลิป]

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


สองพ่อแม่ไม่ยอมทิ้งลูก อดทนคอยดูแลลูกพิการ 2 คนด้วยความรัก ไม่มีเงิน-ตกงาน หมดหวังจนคิดฆ่าตัวตาย เพราะมรสุมชีวิตที่จัดการไม่ได้ แต่ผ่านมาได้เพราะลูก




ยีนตรงกัน =ทำให้ลูกพิการ

“ตอนเกิดมาปกติดีทุกอย่างเลยค่ะ เจ้าหน้าที่พยาบาลก็เช็ดเนื้อเช็ดตัวแล้วเอาผ้าห่อเป็นปกติ แล้วหลังจากนั้นเขาก็เอาน้องมาวางไว้บนหน้าอก แนบไว้บนหน้าอกเรา เขาก็บอกว่า ลูกน้ำหนักดีนะ ลูกน้ำหนัก 3.9 กิโลกรัมอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานดี"

นี่คือเสียงคำบอกเล่าของแม่น้ำค้าง- บงกช จันทร์สนิท ได้เล่าถึงชีวิตของครอบครัวให้ฟังว่าไม่เคยคาดคิดว่าลูกที่สมบูรณ์ และแข็งแรงตั้งแต่เกิดต้องกลายเป็นคนพิการในเวลาต่อมา



[แม่น้ำค้าง- บงกช จันทร์สนิท]
เริ่มเดิมทีช่วงเพิ่งคลอด น้องๆ ยังเป็นคนปกติดีทุกอย่าง แต่พออายุได้ประมาณ 1 ปี 8 เดือน ลูกคนโตเกิดไม่สบาย มีไข้ขึ้นสูง มีอาการชัก ต้องส่งรักษาตัวโรงพยาบาลราชบุรี หมอจึงเจาะดูไขกระดูกสันหลังไปตรวจ แต่หมอก็ไม่ได้บอกว่าไม่มีอะไร

ต่อมาอาการเริ่มชัดขึ้น ร่างกายดูผิดปกติ ลูกพูดไม่ได้ พูดอะไรก็ไม่ตอบสนอง ลุกเดินไม่ได้ 5 ปี ต่อมาเลยมีลูกคนที่ 2 ก็เกิดเหตุการณ์เช่นเดิม เมื่อลูกคนที่2ก็มาป่วยตอนอายุ 1 ปี 8 เดือนอีกครั้ง เกิดอาการชักจนต้องพาเข้าโรงพยาบาล ทางหมอได้ส่งตัวไปตรวจที่โรงพยาบาลศิริราช พอเช็กเสร็จ แพทย์แนะนำให้ทั้ง2เข้าไปตรวจหาความเชื่อมโยง หลังตรวจเสร็จแล้วหมอบอกว่าว่ายีนตรงกัน จึงที่ทำให้ลูกทั้ง2คนพิการ

“ไม่สบายตัวร้อน แล้วก็ชัก หลังจากลูกตัวร้อน ก็เลยพาไปหาคลินิก แล้วก็บอกหมอคะว่า เงินเดี๋ยวหนูเบิกเถ้าแก่มาให้นะ เพราะว่าตอนนี้เงินยังไม่ออก หมอเขาก็เลยรักษาให้ก่อน แล้วเขาก็เอายามาให้ ก็กินยาคลินิกก็ยังไม่หายจากตัวร้อน เลยตัดสินใจว่า ลูกไม่ไหวแล้ว ลูกเป็นไข้มา 4 วัน เลยตัดสินใจพาไปโรงพยาบาล

พอมาที่โรงพยาบาล หมอเขาก็บอกว่าไข้ขึ้นสูง ลูกก็ต้องนอนแอดมิดนอนโรงพยาบาล พอหลังจากที่ว่าลูกแอดมิดนอนโรงพยาบาลขึ้นไปอยู่ตึกกุมารเด็ก ก็เช็ดตัวไม่เท่าไหร่ เด็กก็ชัก ชักเสร็จปุ๊บ พยาบาลก็โทร.เรียกให้หมอมา หมอก็ไม่ได้บอกอาการลูกว่าลูกป็นอะไร ยังไง หลังจากที่ว่าลูกชักแล้ว เขาก็เจาะกระดูกไขสันหลัง

พอหลังจากนั้น ก็นอนอยู่ประมาณเกือบ 2 อาทิตย์ เขาไม่บอกผลตรวจตัวนั้นเรา เราถามเขา เขาก็เฉย พอหลังจากที่เด็กฟื้นไข้ หมอก็สั่งให้กลับบ้าน แล้วเมื่อหายไข้เราไปหาหมออีกครั้งจนรู้ว่าลูกคงไม่เหมือนเดิม”

ขณะผู้เป็นพ่อ เอก - เอกสิทธิ์ จันทร์สนิท ที่เป็นเสาหลักของครอบครัวก็ช่วยยืนยันว่า ลูกของตนปกติดี หลังเจอเหตุการณ์ที่ลูกต้องเข้าโรงพยาบาล ลูกของตนก็มีอาการที่เปลี่ยนไปที่เห็นได้ชัดเจน

“พัฒนาการเริ่มรู้แล้วว่าลูกเราไม่เหมือนเดิม เริ่มผอม แล้วก็ไม่พูด เหมือนกับเขาไม่เล่นแบบเมื่อก่อน เวลายิ้มก็ไม่ยิ้ม เราก็ผิดสังเกตว่าลูกเราปกติเราชงนม ลูกเราจะลุกขึ้นมาเดินหยิบขวดนมมาดูดเองอะไรเอง หัวเราะ ร่าเริง อะไรอย่างนี้ แล้วทำไมอยู่ๆถึงนอนอย่างเดียว ไม่ลุก ไม่อะไร พูดคุยก็ไม่ค่อยหัวเราะเท่าไหร่เหมือนเมื่อก่อน

พฤติกรรมมีอาการเปลี่ยนไป เราก็เลยพาไปให้หมอดูว่า หลังจากลูกฟื้นไข้จากโรคลมชักอะไรนี้ ทำไมลูกถึงไม่ลุกขึ้นมาเดิน ไม่พูด ไม่อะไรอย่างนี้ หมอก็บอกว่า หาสาเหตุไม่เจอ เขาก็เลยบอกว่า ลูกจะต้องกินยา รับยากันชักตลอดนะ อย่าหยุด นอกจากว่าหมอสั่งให้หยุดเอง”


กว่า 20 ปี ตั้งแต่เขาทั้ง 2 คนเกิดมาจนล้มป่วย และพิการก็ได้ดูแลเลี้ยงดูมาตลอด ส่วนทางด้านพ่อมีก็มีหน้าที่ไปทำงาน และจะให้เงินไว้ใช้จ่ายค่ากับข้าวเลี้ยงดูลูกทุกวัน ตั้งแต่เช้าจะหาข้าวให้ลูกกิน จากนั้นก็จะพาขึ้นหลังนำขึ้นรถเข็นทั้ง 2 คน ซึ่งจะให้นั่งรถเข็นคันเดียวกัน พานั่งไปด้วยกันเพื่อให้ทั้งสองคนได้นั่งรถเล่น ส่วนเรื่องข้าว บางวันก็จะมีคนใจดีคอยนำเอามาให้บ้าง

สอดคล้องกับ เพียงหทัย หนุนภักดี ประธานกรรมการชุมชนบ้านท้ายเหมือง จ. ราชุบรี ได้ช่วยสะท้อนอาการ และชีวิตของครอบครัวนี้ว่า ครอบครัวเขาน่าสงสาร ถ้ามีอะไรพอจะช่วยหรือมีหน่วยงานไหนพอจะช่วยได้ตนก็จะเป็นประสานงานไปให้ เพราะลูกของเขาทั้ง 2 คนพิการทั้งคู่

“ตอบสนองคือ ถ้าพี่เห็นนะ ถ้าพูดคุยด้วยอย่างนี้ก็จะยิ้ม จะหัวเราะอย่างเดียว ถ้าดี หรือจะอะไร เขาก็จะไม่มีความรู้สึก จะไม่มีการตอบสนอง จะไม่มีการอะไร คือจะยิ้มจะหัวเราะอย่างเดียว แต่ถ้าหากเขาไม่สบาย เขาจะซึมเลย จะไม่เล่น จะไม่อะไรเลยไม่หัวเราะ ไม่ยิ้ม คือจะนอนอย่างเดียว”



คิดฆ่าตัวตายเพราะหมดหวัง

“พ่อตกงาน ยังหางานทำไม่ได้ เครียด แล้วตอนนั้นจังหวะเช่าบ้านอยู่ด้วย อะไรด้วย ติดค่าเช่าเขา เขาก็เครียด เขาก็เลยออกไปเติมน้ำมัน แล้วออกมารับพวกหนูนั่งรถเครื่องไป” แม่น้ำค้างได้เล่าถึงความลำบากของครอบครัว มีช่วงที่มรสุมเข้ามาในชีวิต จนทำให้สามีคิดจะพาตน และลูกไปจบชีวิตที่สถานีรถไฟ

เมื่อทุกสิ่งเปลี่ยนไป ผู้เป็นพ่อ และแม่ที่ต้องเลี้ยงลูกบุตรที่พิการถึง 2 คน ก็ต้องปรับเปลี่ยนชีวิตของตัวเองเช่นกัน โดยเอกสิทธิ์ ได้กลายเป็นเสาหลักครอบครัว ส่วนภรรยาก็ลาออกจากงาน เพื่อมาดูแลลูกอย่างเดียว ตอนนั้นเอกตกงาน บริษัทปิด ตัวไป ชีวิตไม่มีหนทาง เลยรู้สึกดูแลครอบครัวไม่ได้ จึงคิดจะพาครอบครัวจบชีวิต

“ตอนนั้นไม่มีเงินติดตัว มีแค่น้ำมันเต็มถัง ทุกอย่างทำให้คิดฟุ้งซ่าน เครียด ผมคิดอะไรไม่รู้ ้ กะจะจบชีวิตอย่างเดียว มันหลายอย่างนะ ตกงาน กลัวลูกลำบาก ครอบครัวตอนนั้นมันไม่ไหวจริงๆ บ้านก็ต้องเช่า ”

ด้านแม่บงกช เห็นท่าทีไม่ดี เพราะเมื่อมาถึงใกล้รางรถไฟ เห็นสามีของตนได้บิดรถเพื่อเร่งให้รถขับชนรถไฟที่กำลังแล่นเข้ามา ด้วยความมีสติ และเห็นท่าทีไม่ดีเลยได้พูดให้สามีมีสติให้เขาคิดถึงลูก

“พอเห็นรถไฟมา เราก็นั่งเกร็งขาอย่างเดียว เราก็สะกิดเขาว่า พ่อจะทำอะไร เพราะเห็นเขาเร่งรถ จะพุ่งรถหารถไฟ เราก็ถามเขาว่าจะทำอะไร ถ้าเราตายทั้ง 2 คน แล้วลูกไม่ตายจะลำบากไหม คนอื่นยังแย่กว่าคนยังไมมีเลย

ถ้าเราตาย แล้วลูกไม่ตาย ลูกจะอยู่กับใคร เราก็บอกเขาว่า ใจเย็นๆ มันมีที่ออก ค่อยๆคิด ค่อยๆหาทางออกก็ได้ เรากลับบ้านไปก่อนได้ไหม เห็นลูกไหม ไม่คิดถึงเหรอ ”
หลังจากนั้นทั้ง 4 คนก็กลับมาบ้านเช่า แม่น้ำค้างตัดสินใจไปคุยกับเจ้าของบ้านเช่าว่า ถ้าได้งานทำ จะเอามาจ่าย และขอยืมพี่สาวทยอยมาคืนก่อน เจ้าของบ้านเขาก็ดี เขาก็ยอม หลังจากการคิดฆ่าตัวตาย

“ถ้าผมตัดสินใจพลาดไป ผมคงตายไม่สงบสุขอะ เพราะ 2 ชีวิตเขาก็ไม่รู้เรื่อง มันเป็นแค่ความคิดผมคนเดียว ผมเลยคุยกับแฟนว่า จะไม่คิดอีกแล้ว จะหางานทำ เช้าไปเย็นกลับ เหล้าไม่กิน บุหรี่ไม่ดูด มีโอกาสทำบุญก็ทำ ทำให้ลูก ทำให้พ่อให้แม่”


ชีวิตเอก และครอบครัวก็เริ่มดีขึ้น ได้รับการช่วยเหลือจากคนรอบข้างมากขึ้น ด้วยความยากลำบาก ต้องเช่าบ้าน ทางญาติ ก็ได้ทำเรื่องไปที่จังหวัดเพื่อทำเรื่องขอบ้านในโครงการบ้านท้องถิ่นไทย เทิดไท้องค์ราชัน เป็นบ้านของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่๙ ท่านทรงมอบให้ ซึ่งบ้านในโครงการนี้จะต้องเป็นที่ของเราเอง ไม่อย่างงั้นก็จะไม่สามารถได้สิทธิ์ในโครงการนี้ได้ พอดีมีคนใจบุญที่มีจิตศรัทธาให้เช่าที่ดิน จ่ายค่าเช่าเดือนละ 200 บาท ทางจังหวัดจึงอนุญาตให้สร้างบ้านได้

“ผมเป็นคนล้างรถ ตอนนี้ได้ค่าแรงขั้นต่ำวันละ310 บาท ต้องดูแลและกินกัน 4 คน ค่ายานี่ไม่ต้องเสีย ค่าบ้านไม่ต้องเสีย ค่าแพมเพิร์สมีคนให้บ้าง พัฒนาชุมชนหามาให้บ้าง กำนันหามาให้บ้าง ถามว่าทุกวันนี้หาเงินก็เอามาให้แฟนใช้จ่ายกับลูกหมด”

เพียงหทัย หนุนภักดี ประธานกรรมการชุมชนบ้านท้ายเหมือง จ. ราชุบรี ก็ได้เป็นหนึ่งผู้ที่เข้ามาช่วยเหลือครอบครัวนี้ โดยคอยประสานงานหน่วยงานต่างๆให้ บางครั้งเมื่อมีมีงานเล็กๆ น้อยๆ ก็จะเรียกเขามาทำงาน เพื่อช่วยให้เขามีรายได้มากขึ้น

“เป็นบ้านเทิดไท้ เป็นบ้านของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหัว รัชกาลที่ ๙ ท่านทรงมอบให้ แล้วเจ้าของที่เขาก็มอบให้
ตอนนี้เขาก็ไม่ต้องไประหกระเหิน คือไม่ต้องไปตระเวน เช่าบ้านนู้นบ้านนี้ คือชีวิตความเป็นอยู่น่าสงสาร ทุกวันนี้พี่ก็ให้กับข้าวเขากินนะ พอพี่ได้กับข้าวมา บางทีก็ซื้อข้าวที่ร้านให้ วันละ2ถุงบ้าง 3ถุงบ้าง ให้ทุกวันแหละ บางทีวันหยุด”




ทุ่มทั้งตัวและหัวใจ หวังเพียงลูกมีความสุข

“ผมบอกแฟนว่า เราจะอดยังไงไม่เป็นไร เช้ามาลูกต้องอิ่ม ตกเย็นลูกต้องอิ่ม เพราะเขาไม่มีสิทธิ์เรียกร้องอะไร เขาพูดไม่ได้ว่า พ่อ แม่ ผม อยากกินนี่ เขาพูดไม่ได้ เราก็ขวยขวายหาให้เขากิน พ่อเอกยังคงยืนหยัดทุกวันนี้ก็เพราะลูก และไม่อายหากใครจะรังเกียจลูกของตน

ใครจะรังเกียจก็ช่าง บางคนรังเกียจว่าน้ำลายไหล น้ำมูกไหล รังเกียจ เพราะเรารู้ว่าวันไหนที่ลูกเราน้ำลายแห้ง ลูกเราแย่แต่ผมไม่รังเกียจ”

เอก ย้ำว่าทุกวันนี้ แค่ได้กลับบ้านไปเจอลูก แล้วเขากำลังยืนรอรับกลับบ้านก็มีความสุขแล้ว ถึงแม้ว่าจะเหนื่อยจากการทำงานแค่ไหน แต่เมื่อเห็นลูกนั่งยิ้มรอรับกลับบ้าน เขาก็ไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว

ด้านแม่เสริมว่าทุกวันนี้ถึงแม้ว่าว่าเขาจะช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ แต่เขาก็สามารถทำทำสัญลักษณ์บางอย่างออกมาให้เราเห็น และรับรู้ได้ว่า เขาต้องการอะไร เขาหิวหรือยัง เขายิ้มเราก็มีความสุขแล้ว



“สัญลักษณ์บางอย่างออกมาให้เราเห็นให้เราจับพิรุธได้ว่าเอ่อเนี่ยเขาหิวแล้วนะ แล้วบางครั้งคนพี่หิวก็จะออกอาการตบหัวน้อง เราก็จะบอกเขาว่า เดี๋ยวแม่ทำให้แล้วลูก เขาก็จะนั่งยิ้มกัน 2 คนพี่น้อง ถ้าอยู่ๆมีอะไรมาขายอย่างนี้ ถามว่า เขาก็จะคลานเข้ามาหาเราก่อนแล้ว สมมุติโรตีมาขายอย่างนี้เขาจะคลานมาแล้ว มาสะกิด ที่ขาเรา เหมือนเขาอยากจะกิน พอเขาคลานมาจับขาเราเสร็จปุ๊บ เขาก็จะคลานไปที่ลูกกรงตรงประตูจะมองอยู่อย่างนั้นแหละ”

เมื่อเห็นอาการของลูกเป็นเช่นนี้แล้ว พ่อ และแม่พอจะมีหวังให้ลูกหายเป็นปกติหรือไม่ แม่ของน้องก็ได้พูดตรงๆ ด้วยเสียงเศร้าๆ ว่าไม่มีทางที่เป็นไปได้ เพราะที่เขาเป็นไม่มีทางรักษาหายขาด

“ถามว่าทุกวันนี้อยากได้อะไรเพิ่มมั้ย ไม่อยากได้เป็นสิ่งของ แต่ก็อยากให้ลูกหาย แต่มันคงไม่มีปาฏิหาริย์ ความหวังก็ไม่มี มันหายไปหมดเลย หนูว่าลูกหนูไม่มีโอกาสเหมือนคนอื่นเขามองไม่ออกจริง มันเป็นเวรกรรมที่ต้องชดใช้ด้วยกัน”

แต่ทางด้านพ่อยังคงมีความหวัง อยากให้ลูกชายหายเป็นปกติ คิดว่าถ้ามีปาฏิหาริย์ก็อยากให้เกิดขึ้น พร้อมทิ้งท้ายให้กำลังใจครอบครัวของตนเอง รวมถึงคนที่กำลังประสบพบเจอเรื่องราวที่ยากลำบากเช่นเดียวกัน

“เคยคิดมั้ยว่าเขาจะหายแต่ผมก็ถามหมอตรงๆ เลยว่า มีอะไรบอกตรงๆเลย ไม่ต้องมาปิดนู่น ปิดนี่ ไม่ต้องให้ความหวัง ผมบอก บอกมาตรงๆเลย หมอก็บอกว่าไม่มีสิทธิ์ เพราะว่าเซลล์ในสมองเขาตายหมดแล้ว รอปาฎิหาริย์อย่างเดียวเลย
ผ่านจุดตรงนี้มาได้ เราต้องอดทน เพราะลูกเราสภาพเป็นอย่างนี้แล้ว เราต้องอยู่ให้ได้ (เสียงเริ่มเศร้า) เราก็แอบร้องไห้เป็นบางครั้ง แต่ชีวิตต้องสู้”





สัมภาษณ์ : รายการรายการ “ฅนจริง ใจไม่ท้อ”
เรียบเรียง : MGR Live
 
กำลังโหลดความคิดเห็น...