xs
xsm
sm
md
lg

หักอก "คนติดขนม" แบน "ไขมันทรานส์" เสี่ยงตาย "คนขาย" โวย รับกรรมต้นทุนพุ่ง

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


วาระการกินแห่งชาติ! สธ.ประกาศชัด นับถอยหลัง 180 วัน ห้ามผลิต - ห้ามนำเข้า - ห้ามจำหน่าย อาหารที่มี “ไขมันทรานส์” ต้นเหตุโรคหัวใจและหลอดเลือด นักโภชนาการชี้ ทรานส์แฟตตัวร้าย แม้อร่อยปาก แต่ลำบากสุขภาพ!

คนกินเฮ คนขายโฮ!

กลายเป็นประเด็นฮือฮาในแวดวงอาหารของไทย ณ ขณะนี้ เมื่อกระทรวงสาธารณสุขออกประกาศ ห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่ายอาหารที่มีส่วนประกอบของ “ไขมันทรานส์” ซึ่งจะมีผลบังคับใช้อีก 180 วัน หรือราว 6 เดือนต่อจากนี้ เหตุเพราะปรากฏหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ชัดเจนว่าไขมันตัวนี้ เพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งเป็นโรคยอดฮิตการเสียชีวิตของคนไทยในยุคปัจจุบัน



สำหรับประกาศดังกล่าว มีรายละเอียดตามบรรทัดต่อจากนี้
“วันที่ 13 กรกฎาคม ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เลขที่ 388 พ.ศ.2561 เรื่องกำหนดอาหารที่ห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย ลงวันที่ 13 มิถุนายน 2561
โดยปรากฏหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจนว่า กรดไขมันทรานส์ (Trans Fatty Acids) จากน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน (Partially Hydrogenated Oils) ส่งผลเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 วรรคหนึ่ง และมาตรา 6 (8) แห่งพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ให้น้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วนและอาหารที่มีน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วนเป็นส่วนประกอบ เป็นอาหารที่ห้ามผลิต น้ำเข้า หรือจำหน่าย
ข้อ 2 ประกาศฉบับนี้ ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวัน นับแต่วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป”



หลังจากที่ประกาศของกระทรวงสาธารณสุข เผยแพร่ออกไปบนโลกออนไลน์ ก็ได้มีผู้คนเข้ามาแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก ผู้บริโภคส่วนใหญ่ต่างโอดครวญเพราะของอร่อยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ขนมกรุบกรอบเคี้ยวเพลิน ป็อปคอร์น ของทอดต่างๆ เค้กครีมหนา ชานมไข่มุก ฯลฯ ล้วนแล้วแต่มีไขมันทรานส์เป็นส่วนประกอบทั้งสิ้น

ทางด้าน นพ.วันชัย สัตยาวุฒิพงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) ก็ได้กล่าวถึงการออกประกาศกระทรวงสาธารณสุขดังกล่าว โดยจะเริ่มได้ในช่วง ม.ค. 2562 ประเทศไทยจะไม่มีการใช้ไขมันทรานส์ในการผลิตอาหารอีก เพื่อเป็นการคุ้มครองสุขภาพประชาชน และน่าจะลดเรื่องโรคหัวใจในคนไทยลงไปได้จำนวนมาก

และเพื่อทำความรู้จัก “ไขมันทรานส์” ให้มากขึ้น ทีมข่าวผู้จัดการ Live ได้ขอความรู้จาก ผศ.ดร.ฉัตรภา หัตถโกศล อาจารย์ประจำภาควิชาโภชนวิทยา คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ว่าทำไมผู้ผลิตอาหาร จึงนิยมนำไขมันชนิดนี้มาเป็นวัตถุดิบ ทั้งที่ก็มีโทษต่อร่างกายขนาดนี้



“ไขมันทรานส์เกิดจากการที่เป็นน้ำมันปกตินี่แหละค่ะ แต่เติมไฮโดรเจนบางส่วน เพื่อให้เกิดการคงตัวของน้ำมันมากขึ้น มันก็จะทำให้เกิดการเก็บรักษาได้นานขึ้น ทำให้ผลิตภัณฑ์นั้นมีการคงตัว ทำให้เนื้อสัมผัสที่กรอบมากขึ้นค่ะ ซึ่งสาเหตุที่ผู้ผลิตเลือกใช้วัตถุดิบที่มีไขมันทรานส์เป็นส่วนประกอบเพราะ 1.มันยืดอายุการเก็บ 2.ค่าใช้จ่ายจะลดลงเพราะเมื่อมันเก็บรักษาได้นานขึ้น ก็ไม่จำเป็นต้องผลิตบ่อย ของเสียก็จะน้อยลง ผู้ผลิตจึงชอบ และ 3.วัตถุดิบที่มีไขมันทรานส์มีราคาที่ถูก สะดวก ลดการหืน อาหารหรือขนมบางอย่างถ้าเราใช้น้ำมันธรรมดามันก็จะเกิดการหืนได้ง่ายกว่าค่ะ

ต้องบอกว่า ณ ปัจจุบัน น้ำมันที่ทำขึ้นมาหรือกลุ่มของพวกมาการีนที่ขายอยู่ในท้องตลาดที่ผลิตในประเทศไทย ก็มีการลดปริมาณของไขมันทรานส์ลงไปค่อนข้างเยอะแล้ว แสดงว่ากลุ่มของผู้ผลิตเองก็มีความตระหนักในเรื่องนี้ขึ้นมาระดับหนึ่ง แต่ว่าในกลุ่มที่ยังมีการใช้อยู่ก็คงต้องปรับสูตรต่อไป



เพราะหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ งานวิจัยต่างๆ ระบุชี้ชัดออกมาแล้วว่า การบริโภคอาหารที่มีไขมันทรานส์เป็นส่วนประกอบอยู่เยอะ จะส่งผลต่อการเกิดโรคหัวใจ หลอดเลือด สมองตีบ/แตก/ตัน ซึ่งพอเกิดขึ้นมันจะเป็นปัญหาของสาธารณสุข รวมถึงค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลก็ค่อนข้างสูงค่ะ”

ล่าสุด ทางด้านของผู้ผลิตวัตถุดิบอาหารหลายเจ้า ทั้งครีมเทียมข้นหวาน เนยเทียม บัตเตอร์ครีม วิปปิ้งครีม ฯลฯ ต่างพากันออกมาชี้แจงยกใหญ่ ว่าผลิตภัณฑ์ของตนเองมีการปรับสูตรและไม่มีส่วนประกอบของไขมันทรานส์ต่อไปแล้ว เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจอาหารและผู้บริโภค

“ธัญพืช - ผัก - ผลไม้” ทางออกคนติดขนม

นอกจากผู้ผลิตที่นิยมนำไขมันทรานส์มาเติมลงไปในอาหารเพื่อช่วยในเรื่องของการยืดอายุการเก็บรักษาและประหยัดต้นทุนแล้ว สิ่งที่ยังนำให้ไขมันตัวนี้เป็นที่นิยมอีก นั่นก็เพราะ มันทำให้อาหารและขนมต่างๆ มีรสชาติอร่อยขึ้นนั่นเอง ซึ่งก็มีข้อมูลยืนยันจากทางนักโภชนาการเช่นกันว่า ให้รสสัมผัสที่อร่อยกว่า ทำให้สายกินทั้งหลายปฏิเสธมันไม่ลงไปตามๆ กัน

“ถ้าทางระบบประสาทของคนส่วนใหญ่ จากที่มีการตรวจสอบ จะชอบรสสัมผัสของของอาหารที่มีไขมันทรานส์มากกว่าค่ะ แต่ถ้าในอนาคตถ้าเรามีการปรับปรุง เดี๋ยวนี้มันจะมีไขมันพวกชอตเทนนิ่งที่มาจากน้ำมันรำข้าว หรือจากไขมันตัวอื่นๆ ที่ไม่มีองค์ประกอบของไขมันทรานส์ ก็สามารถนำมาทำเบเกอรี่หรืออาหารต่างๆ ได้อร่อยเหมือนกันค่ะ เพียงแต่ต้นทุนอาจจะสูงกว่าค่ะ



วิธีสังเกตอาหารที่มีไขมันทรานส์ประกอบอยู่ ส่วนใหญ่จะอยู่ในพวกอะไรที่มีความกรอบ มีการพองขึ้นมานะคะ เช่นข้าวโพดคั่ว ขนมปังกรอบ หรือว่าพวกหน้าเค้กก็มีค่อนข้างเยอะ รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในกล่อง ให้ดูคำว่ามีไขมันทรานส์อยู่รึเปล่า แต่กฎหมายของทั่วโลกก็น่าจะลดลงแล้วนะคะในการใช้พวกไขมันทรานส์ทั้งหลาย เพราะว่าคนก็เริ่มตระหนักกันขึ้น อย่างสำนักอาหารและยาหรือ อย. ก็ต้องตรวจหมดแล้วว่ามีการใช้ไขมันทรานส์ยังไงบ้างค่ะ

สถานการณ์ทั่วโลก ยกตัวอย่างของทางสหรัฐอเมริกาไม่มีการใช้ไขมันทรานส์มาประมาณ 10 ปีได้แล้วค่ะ แต่ในทางแถบเอเชียเรายังไม่ตื่นตัว แต่ ณ ตอนนี้ที่กฎหมายออกมา เพราะว่ามีงานวิจัยยิ่งส่งผลให้เห็นชัดขึ้น แล้วกลุ่มคนที่รับประทานพวกขนมกรุบกรอบก็เยอะขึ้น เนื่องจากราคาที่ถูก หาซื้อได้ง่าย แต่มันจะตามมาด้วยโรคต่างๆ ทางสาธารณสุขนี้เยอะขึ้น ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ หลอดเลือดสมองค่ะ”

เมื่อถาม ผศ.ดร.ฉัตรภา ว่านอกจากไขมันทรานส์แล้ว ยังมีสารเติมแต่งตัวใดที่อันตรายอีก ก็ได้ให้คำตอบมาว่า มีมากมายหลายอย่างทั้งสารกันบูดและสารกันเสีย แต่ที่ต้องออกประกาศห้ามไขมันทรานส์ครั้งใหญ่ครั้งนี้ น่าจะเป็นเพราะมันมีการนำมาใช้อย่างแพร่หลายและใช้ในปริมาณที่มาก รวมถึงในส่วนของประชาชนทั่วไปเอง ก็มีการบริโภคไขมันทรานส์เพิ่มมากขึ้น ฉะนั้นมันจึงส่งผลเสียต่อสุขภาพไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่ากว่าสารเติมแต่งชนิดอื่นเลย



สุดท้าย นักโภชนาการชื่อดัง ได้ฝากไปถึงผู้ที่นิยมรับประทานขนมกรุบกรอบที่มีส่วนประกอบของไขมันตัวดังกล่าว ว่ามีน้ำมันชนิดอื่นที่มีประโยชน์ต่อร่างกายแทน ลดการกินขนมไม่มีประโยชน์และไปเพิ่มในส่วนของผัก/ผลไม้ รวมถึงขนมที่มีส่วนประกอบจากธัญชาติแทน เพื่อสุขภาพที่ดีต่อไป

“ในมุมของอาจารย์ที่เป็นนักโภชนาการ อาจารย์มองว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะผู้บริโภคจะได้มีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น เป็นข้อดีที่ตอนนี้ทางรัฐบาลมองเห็นถึงปัญหาสุขภาพ อยากให้คนไทยมีสุขภาพที่ดีขึ้น ควรเลือกกลุ่มของธัญพืช ธัญชาติทั้งหลายที่ไม่ขัดสี พวกขนมกรุบกรอบจะลดลงไปเองค่ะ แต่ว่าในส่วนที่กฎหมายออกมาที่อาจารย์ห่วงคือผู้ผลิตมากกว่า ซึ่งจริงๆ เวลา 180 วัน ก็อยากให้ผู้ผลิตมาทบทวนดู ในท้องตลาดตอนนี้ก็มีในเรื่องของไขมัน/น้ำมันที่ดีมากขึ้น ก็ลองปรับสูตรมาเพื่อสุขภาพกันค่ะ



ของไทยเรามีตั้งแต่น้ำมันเมล็ดชา น้ำมันรำข้าว ถ้าใช้ความร้อนสูงๆ น้ำมันปาล์มก็จะเป็นน้ำมันปาล์มที่ทนความร้อนได้สูงค่ะ แต่เพื่อสุขภาพที่ดีแล้ว เราไม่แนะนำให้รับประทานน้ำมันมากกว่าวันละ 6 ช้อนชา ซึ่งปัจจุบันโรคต่างๆ ที่เกิดขึ้นเพราะมีการบริโภคน้ำมันมากกว่าที่เราแนะนำ แม้จะรับประทานอาหารที่ไม่ได้มีส่วนประกอบของไขมันทรานส์ก็ตาม ร่างกายก็ได้รับผลเสียไม่ต่างกัน ก็จะเปลี่ยนไปเป็นพลังงาน ทำให้เราเกิดภาวะอ้วน น้ำหนักเกินตามมาได้ค่ะ

แล้วก็อยากให้ผู้ประกอบการเองเล็งเห็นว่าคนที่เลือกซื้ออาหารที่นอกเหนือจากกลุ่มที่มีไขมันสูง หันมาบริโภคผักและผลไม้มากขึ้น 400 กรัมต่อวัน ตามที่กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขแนะนำค่ะ อีกหน่อยนอกจากไขมันก็จะมีเรื่องน้ำตาลตามมาค่ะ”

ประกาศของกระทรวงสาธารณสุขฉบับนี้ ถือได้ว่าเป็นการพลิกประวัติศาสตร์วงการอาหารในบ้านเราครั้งใหญ่ขนานแท้ ว่าถึงเวลาแล้ว ที่ผู้ประกอบการอาหารจะตระหนักถึงปัญหาสุขภาพเพื่อลดโรคร้ายให้กับผู้บริโภค และถึงเวลาแล้วที่กระทรวงสาธารณสุข กำหนดเป็นวาระแห่งชาติว่าจะให้ประเทศไทยเลิกใช้ “ไขมันทรานส์” อย่างเด็ดขาดเสียที...


กำลังโหลดความคิดเห็น...