xs
xsm
sm
md
lg

ผู้ชายจำไว้! ผู้หญิง (ยุค 4.0) ไม่ใช่ "เหยื่อความรุนแรง" อีกต่อไป

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


หนุ่มไลฟ์สด! ซ้อมแฟนสาว ใบหน้ายับเยิน, ผัวโหดซ้อมเมีย ลากแขวนคอต่อหน้าลูก, "หมวดแบงค์" ทหารโหดทุบหน้าแฟน, สามีทำร้ายอดีตภรรยาหลังง้อไม่สำเร็จ จับยัดท้ายรถเก๋งหวังฆ่า คือส่วนหนึ่งของพาดหัวข่าว "ความรุนแรง" ที่ผู้ชายประเคนหมัด ศอก เข่า หรือกระทำรุนแรงต่อร่างกาย และจิตใจของ "ผู้หญิง" ซึ่งบางคนตกเป็นเหยื่อซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะคำว่า "ชายเป็นใหญ่" ไม่เคยหายไปจากสังคมไทย ไม่แปลกที่หลายๆ บ้านยังคงเป็นเวทีมวย หรือผู้ชายยังคงมองผู้หญิงเป็นกระสอบทราย

ตะลึง! 1 ปี 466 ข่าว "บ้านหฤโหด"

ปัญหาความรุนแรงในครอบครัวของประเทศไทย เคยสร้างความตกตะลึกไปทั่วโลกมาแล้ว เมื่อสถิติองค์การสหประชาชาติในปี 2555 พบว่า หญิงไทยยอมรับการถูกทำร้ายมากเป็นอันดับ 2 ของโลก ยิ่งพอมาเห็นข้อมูลจากทางมูลนิธิหญิงชายก้าวไกลก็ยิ่งตกใจ เมื่อข่าวความรุนแรงในครอบครัวตลอดปี 2559 รวบรวมจากหนังสือพิมพ์ 13 ฉบับ ไทยรัฐ เดลินิวส์ ข่าวสด คมชัดลึก มติชน แนวหน้า ไทยโพสต์กรุงเทพธุรกิจ บ้านเมือง สยามรัฐ พิมพ์ไทย ผู้จัดการรายวัน และโพสต์ทูเดย์

พบข่าวความรุนแรงในครอบครัวสูงถึง 466 ข่าว โดย 71.8% สามีกระทำต่อภรรยา 65.2% คู่รักแบบแฟนโดยฝ่ายชายเป็นผู้กระทำ 35.7% พ่อกระทำต่อลูก และ 20.8% พี่น้องกระทำต่อกัน แต่ที่น่าเป็นห่วง และดูโหดร้าย พบว่า เกือบครึ่ง หรือ 43.6% สามีใช้อาวุธปืนขู่ฆ่าภรรยา รองลงมา 32.7% ใช้มีดหรือของมีคม ขณะที่ 23% เลือกใช้วิธีฆ่าแบบอื่น เช่น ตบตีจนเสียชีวิต เผา ขับรถชน บีบคอ กดหมอน กระบอกไฟฉาย ไม้หน้าสาม พลั่ว เป็นต้น




ส่วนมูลเหตุที่ทำให้ "ฆ่า" กันนั้น 78.6% มาจากการหึงหวง ระแวง ฝ่ายหญิงไม่ยอมคืนดี ส่วนพื้นที่ก่อเหตุ พบว่า กรุงเทพมหานครครองแชมป์ประเทศไทย

แม้ตัวเลขที่สามีทำร้ายภรรยาจะสูงมาก แต่กลับพบว่า ภรรยาแจ้งความดำเนินคดีมีน้อยมาก แม้จะมี พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550 สามารถนำมาใช้ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้ แต่กระบวนการจริงในการบังคับใช้กฎหมายยังได้ผลเท่าที่ควร อ้างอิงได้บทสัมภาษณ์ของพนักงานสอบสวนผู้ทรงคุณวุฒิ "พ.ต.อ.หญิง ปวีณา เอกฉัตร" ที่เคยให้ทัศนะผ่านสื่อ โดยมองว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่มีการส่งต่อผู้ถูกกระทำเหล่านี้ อีกทั้งยังขาดหน่วยงานในการรองรับการบำบัด และเยียวยา หรือเป็นที่พึ่งของผู้ประสบปัญหา

อย่าทำให้ "เจ็บ" ไปมากกว่านี้

"น้อยใจตำรวจ...คุยก่อนได้ไหม ไกล่เกลี่ยก่อนไหม คือมันไม่ใช่อ่ะ คือเราเจ็บขนาดนี้แล้ว" คำพูดทั้งน้ำตาของเหยื่อความรุนแรงรายหนึ่ง สะท้อนอีกหนึ่งปัญหาความเจ็บช้ำจาก "ตำรวจผู้ชาย" ที่หลายคนมี "อคติทางเพศ" โดยใช้ชุดคำพูดที่มักจะโทษฝ่ายหญิงทั้งๆ ที่เป็นผู้กระทำ เช่น คุณไปยั่วยุให้ฝ่ายชายโกรธหรือเปล่า เขาถึงทำร้ายร่างกาย หรือมองว่าเป็นเรื่องในครอบครัวที่น่าจะลองกลับไปไกล่เกลี่ยกันดูก่อน



ตรงนี้เองคือ "ความไม่เท่าเทียม" ในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมผู้ถูกกระทำส่วนหนึ่งถึงไม่บอกใคร นอกจากต้องเป็นที่พึ่งให้ตัวเอง เพราะบางทีตำรวจเองยังมองเป็นเรื่องของคนสองคน หรือเรื่องของคนในครอบครัว ทั้งที่ความจริงแล้วควรเข้าใจความรู้สึกของผู้ถูกกระทำให้มากกว่านี้

"ถ้าผู้หญิงมาแจ้งความ แล้วตำรวจผู้ชายต้องรับคดี เขาจะมีความรู้สึกว่า คุณเป็นผู้หญิง คุณเป็นช้างเท้าหลัง คำถามที่ถูกถามก่อนเลยก็คือ คุณไปทำอะไรมาล่ะ สามีถึงได้ทำร้ายคุณ เหมือนคุณไม่ได้อยู่ในกรอบของการเป็นภรรยาที่ดีหรือเปล่า เขาถึงลงไม้ลงมือ เพราะการเป็นคู่สมรสที่ดี คุณต้องสงบปากสงบคำ เจียมเนื้อเจียมตัว แต่ตามหลักความเป็นจริงแล้ว เราต้องมองที่การใช้ความรุนแรง ผู้ชาย หรือใครก็ตามไม่มีสิทธิ์ไปทำร้ายร่างกายคนอื่น


ดังนั้น หน้าที่ของตำรวจคือ เข้าใจ และอำนวยความสะดวกในการร้องเรียน รวมไปถึงอธิบายให้ทราบถึงระบบการขอความช่วยเหลือ ทั้งทางกฎหมาย โดยเฉพาะการคุ้มครองเยียวยา แต่ผู้ถูกกระทำบางคนเราก็เข้าใจเขานะ แค่อยากมาแจ้งความเป็นหลักฐานไว้เฉยๆ เนื่องจากมีลูกด้วยกันแล้ว ถ้าผู้ชายติดคุก จะเอาเงินที่ไหนมาเลี้ยงลูก" พ.ต.ท.หญิง
เพียบพร้อม เมฆิยานนท์ หรือ สารวัตรโอ๋ สถาบันส่งเสริมงานสอบสวน สำนักงานตำรวจแห่งชาติพยายามอธิบายให้เห็นถึงปัญหา และพยายามหาทางออกในเรื่องนี้

ครั้งแรก! เพื่อนหุ่นยนต์เพื่อ "ผู้หญิง"



สารวัตรโอ๋ เผยต่อไปถึงตัวช่วยในการเข้าถึงสิทธิทางกฎหมาย และการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมอย่างเท่าเทียม ล่าสุดมีการปรับประยุกต์ AI หรือปัญญาประดิษฐ์เข้ามาใช้ในงานสังคม ซึ่งเป็นเครื่องมือเสริมพลังให้ผู้หญิงลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิของตัวเอง ไม่ใช่ทนหรือตกเป็นผู้ถูกกระทำซ้ำซาก

"เป็นเรื่องน่ายินดีที่ พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้ทราบเรื่องนี้ และพร้อมสนับสนุนสิทธิในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมของเด็ก และสตรี อย่าง 'โปลิศน้อย' ที่เราทำขึ้นมา แนวคิดคล้ายๆ บอตน้อย แอดเข้ามาเป็นเพื่อนแล้วมาพูดคุย ตอบโต้กัน โดยให้ข้อมูลความรู้เรื่องพรบ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550 ซึ่งตอนนี้กำลังพัฒนาระบบให้เป็นเหมือนพื้นที่บรรเทาทุกข์ครอบคลุมในทุกมิติของเด็กและสตรี" สารวัตรโอ๋เผย

คนที่ทน..ต้องไม่ใช่ "เหยื่อ"

อย่างไรก็ดี เทคโนโลยีเป็นเพียงแต่เครื่องมือที่เข้ามาช่วยให้ถึงกระบวนการยุติธรรมได้อย่างเท่าเทียม แต่ความกล้าที่จะลุกขึ้นมาต่อสู้ด้วยตัวเองคือพลังสำคัญ ไม่ใช่อดทนจนนำไปสู่การฆ่าสามี หรือถูกสามีฆ่า ซึ่งจากการเก็บสถิติของมูลนิธิพบว่าในช่วงเกือบหนึ่งปีที่ผ่านมา มีกรณีเหล่านี้เกิดขึ้นมากกว่าหลายร้อยกรณี



"ผู้หญิงที่ตกเป็นเหยื่อความรุนแรง บางคนไม่รู้ตัวว่าเป็นเหยื่อ เพราะทนได้เพื่อลูก หรือบางคนรู้ตัวนะ แต่ไม่รู้สิทธิด้านกฎหมาย อย่างเช่น คุณสามารถขอให้กระทรวงพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์เข้ามาช่วยเหลือคุณ หรือแม้กระทั่ง คุณไปขอคุ้มครองสวัสดิภาพที่ศาลเยาวชน และครอบครัวได้ ทางที่ดี เราต้องช่วยการผลักดันให้เกิดการเข้าถึงสิทธิต่างๆ ผู้หญิงเองต้องไม่อาย และกล้าลุกขึ้นมาสู้ปกป้องสิทธิของตัวเองด้วย" สารวัตรโอ๋ทิ้งท้าย

สุดท้ายนี้ แม้ทัศนคติ "ชายเป็นใหญ่" ยังคงไม่หมดไปจากสังคมไทย แต่ผู้หญิงยุค 4.0 ต้องสตรอง ไม่ก้มหน้ารับชะตากรรมของความทุกข์ที่สามี หรือผู้ชายเป็นคนยัดเยียดให้อีกต่อไป เพราะ "เราเลือกได้ ไม่ใช่ต้องรอให้ผู้ชายมาเลือกเรา"


ทุกคนเป็นส่วนหนึ่งกับการพลิกไทยกับดีแทคครั้งนี้ได้ ร่วมสนับสนุนเงินทุนเพื่อสร้างหุ่นยนต์โปลิศน้อย ช่วยเหลือผู้หญิงที่เป็นเหยื่อของความรุนแรงในครอบครัว ได้ 2 ช่องทาง คือ


- เว็บไซต์เทใจ คลิก taejai.com/th/d/plikthai_chatbot หากบริจาค 250 บาทขึ้นไปสามารถขอใบเสร็จรับเงินบริจาคเพื่อนำไปลดหย่อนภาษีได้ และบริจาค 2,000 ขึ้นไป รับสิทธิ dtac reward Blue Member เป็นเวลา 1 เดือน (เฉพาะหมายเลขของ dtac)

- ลูกค้า dtac กด *405*14# แล้วกดโทรออก ครั้งละ 50 บาท


กำลังโหลดความคิดเห็น...