xs
xsm
sm
md
lg

“ปฏิรูปวัฒนธรรมดูงาน = ปฏิรูปประเทศ” หยุดเสวยสุขบนหยาดเหงื่อ “ตูน-บอดี้สแลม”

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


“ผมรับไม่ได้ แม่งทุเรศ!!” โจ-นูโว เหลืออด โพสต์เหน็บวัฒนธรรมการ “ดูงานต่างประเทศ” ของข้าราชการไทย กินข้าวหรู-เที่ยวต่างแดน-อ้างวิชาการ ที่ยังคงดำเนินต่อไป ในขณะที่คนนอกอย่าง “ตูน-บอดี้สแลม” กลับวิ่งหาเงินเข้ากระทรวง ช่วยเหลือสังคมจนบาดเจ็บเพิ่มทุกวี่วัน แล้วคนในระบบล่ะ ยังจะมีหน้าเสวยสุขแบบนี้กันไปอีกนานไหม? ด้านนักวิชาการได้แต่มองข้ออ้างดังกล่าวว่า เป็นตัวสะท้อนความล้มเหลวของระบบข้าราชการไทย!!



รับไม่ได้! เสวยสุขแต่อ้าง “ดูงาน”

"ในขณะที่น้องตูนวิ่งตากแดดเหนื่อยขนาดนี้ วัฒนธรรมการไปดูงานต่างประเทศยังดำเนินอยู่แบบหาเหตุผลไม่ได้ เช่น การท่องเที่ยวใน 2 เดือนนี้ ไปดูงานแถบสแกนฯ 3 คณะ อาทิตย์นี้มีอีก 1 คณะแบบแฟมิลีทริป
คสช. ทราบหรือไม่ ปฏิรูปการไปดูงาน = ปฏิรูปประเทศ และจะมีเงินซื้อเครื่องมือแพทย์ และอีกหลายอย่าง"

โจ-จิรายุส วรรธนะสิน หรือที่รู้จักกันผ่านมาดศิลปินนาม “โจ-นูโว” โพสต์ระบายความรู้สึกผ่านอินสตาแกรม @joejirayut ด้วยภาพตัวอักษรระบุถ้อยคำดังกล่าว ซ้ำยังบรรยายภาพทิ้งท้ายเอาไว้ให้คิดเพิ่มเติมอีกว่า "ทุกหน่วยงาน ถ้างบประมาณเหลือ เอาคืนคลัง บ้านเมืองคงดีกว่านี้"

หลังจากโพสต์ดังกล่าวได้รับความสนใจในวงกว้าง และถูกหยิบไปตีความในหลายๆ แง่มุม เจ้าของโพสต์ก็เริ่มออกมาตอบคอมเมนต์เพิ่มเติมว่า ที่ก่นด่าไปทั้งหมดนั้น ไม่ได้เฉพาะเจาะจงจะด่าคณะผู้บริหารประเทศ แต่อยากพูดถึงภาพรวมของหน่วยงานต่างๆ ในระบบราชการไทย โดยได้ตอบกลับความคิดเห็นของผู้ติดตามแต่ละคน มีใจความสำคัญดังนี้

"ขอชี้แจงน้องนิดนึงนะครับ คือด้วยบริบทของผมเนี่ย การไปดูงานไม่ใช่สิ่งที่เลวร้าย กรณีถ้าต้องการทำโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เราก็ต้องไปดูงานประเทศเขาถนัด หรือการจะฝังสายไฟฟ้าลงใต้ดิน ก็ต้องไปประเทศที่เขาทำเก่งๆ ไปปรึกษาเพื่อกลับมาพัฒนาประเทศ

แต่ในบริบทผมคือ "การท่องเที่ยว” เนี่ย เดี๋ยวนี้เขาจองโรงแรม เขารู้จักประเทศไทยแล้ว จนมาตายในสึนามิเป็น 10,000 คน ไม่ต้องไปดูงานอะไรกันมากมายหรอก ในขณะที่ประเทศเราขาดอุปกรณ์เครื่องมือการแพทย์ ซึ่งขณะที่น้องตูนก็วิ่งรณรงค์ได้เงินหลาย 100 ล้าน


นี่คือบริบทของผม ไม่ได้ด่ารัฐบาลแต่เพียงอยากให้รัฐบาลกำกับดูแลหน่วยงานของรัฐทุกหน่วยในเรื่องของการดูงานต่างประเทศ เรื่องของการท่องเที่ยว กรุณาอย่าเอาบริบทอื่นมาปน"

"ผมว่าบางทีเรื่องบางเรื่อง ระดับเบอร์ 1 เบอร์ 2 คงไม่รู้เรื่องหมดหรอกครับ เพราะกลุ่มนั้นมีเรื่องการบ้านให้แก้ทุกวัน มันเป็นเรื่องของข้าราชการประจำมากกว่า อันนี้พูดแบบเป็นธรรมนะ คือถ้าแม่งรู้ทุกเรื่อง แม่งคงต้องเป็นคอมพิวเตอร์ที่มีความเร็ว 1,000 G"

"บอกตรงๆ ว่าน้องตูนจุดประกายให้ผมมีความคิดว่า เงินทุกบาททุกสตางค์ไม่ว่าจะกระทรวงทบวงกรมไหนมีค่ามาก สำหรับในการสาธารณสุข เห็นเขาวิ่งแบบนี้แล้ว แล้วมองเห็นในหน่วยงานอื่นไปเสวยสุข กินข้าวจัดสัมมนาดูงานต่างประเทศแล้ว ผมรับไม่ได้ แม่งทุเรศ"


หลายคนอดสงสัยไม่ได้ว่า ถ้าแต่ละหน่วยงานมีเงินเหลือจากการเบิกใช้จริง เหตุใดจึงไม่ส่งเงินคืนคลัง เพื่อให้สามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้จริงๆ ไม่ใช่ใช้วิธีผลาญงบเพื่อเสวยสุขส่วนตัวกันเช่นนี้ เกี่ยวกับเรื่องนี้มีคนรู้จริงมาช่วยคอมเมนต์ไขข้อคลางแคลงใจเอาไว้ด้วยว่า

"เรื่องงบประมาณเขาไม่คืนกันค่ะ เขากลัวว่าถ้าคืนเท่ากับใช้ไม่ได้เท่าที่ประมาณการกันไว้ แล้วปีหน้าจะขออีกไม่ได้ เวลาจำเป็นจะใช้จะไม่มีเงิน สิ้นปีเลยต้องผลาญให้หมด บางที่ใช้กินอาหารตามภัตตาคาร แล้วตีเป็นประชุม อบรม สัมมนา ไม่เข้าใจเหมือนกันว่ามันเอาเกณฑ์แบบนี้มาจากไหน เสียเงินไปปีละเท่าไหร่กับเรื่องไม่มีประโยชน์"



“เที่ยวเล่น” มากกว่า “ดูงาน” สะท้อนจิตสำนึกล้มเหลว...

ลองมาวิเคราะห์กันเพิ่มเติมอีกสักหน่อยว่า หน่วยงานต่างๆ ในระบบราชการไทยนั้น มีความจำเป็นที่ต้องเดินทางไป “ดูงานต่างประเทศ” มากน้อยเพียงใด? คำตอบจากนักวิชาการหลากหลายท่านตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า คือสิ่งที่จำเป็น หากไปเพื่อเก็บข้อมูลจริงๆ ไม่ใช่การหาข้ออ้างเพื่อบังหน้าการเสวยสุขอย่างที่เห็นๆ กันอยู่บ่อยๆ ในช่วงระยะหลังๆ มานี้

ดังเช่นความคิดเห็นของ พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต คอลัมนิสต์มีชื่อที่ได้เขียนบทความเรื่อง "การดูงาน: ตัวอย่างการผิดเพี้ยนเชิงหลักคิดของสังคมไทย" เอาไว้ โดยระบุว่าการดูงานคือวิธีการอย่างหนึ่ง ที่หน่วยงานทั้งราชการและเอกชน ใช้เป็นเครื่องมือในการศึกษาหาความรู้ให้กับบุคลากร แต่ปัจจุบันมักใช้การดูงานเพื่อบังหน้ากิจกรรมส่วนตัว

“ปัจจุบันสังคมเกิดความตระหนักมากขึ้นว่า การใช้การดูงานเพื่อบังหน้าการท่องเที่ยวต่างประเทศเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เพราะเป็นการใช้งบประมาณแผ่นดินอย่างไม่เหมาะสม ผิดวินัยราชการ ผิดจริยธรรม และผิดกฎหมายอีกด้วย หน่วยงานตรวจสอบการใช้งบประมาณแผ่นดินอย่าง สตง. จึงเดินหน้าตรวจสอบโครงการศึกษาดูงานของหน่วยงานหลายแห่ง

นักการเมืองและข้าราชการของรัฐส่วนใหญ่ มีหลักคิดเรื่องการดูงานไม่ถูกต้อง ผิดเพี้ยนจากหลักการที่ควรจะเป็น ซึ่งจะต้องปฏิรูปครับ ผมคิดว่าการดูงานยังเป็นวิธีการที่มีประโยชน์ แต่จะต้องมีการปฏิรูปหลักคิด แนวทาง และกระบวนการการดูงานเสียใหม่ เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมและคุ้มค่ากับงบประมาณที่ประเทศสูญเสียไป"


เมื่อย้อนกลับไปในสมัยที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาบริหารประเทศใหม่ๆ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เคยประกาศเป็นมติ ครม. และมีการบันทึกเป็นหนังสือเอาไว้เมื่อวันที่ 5 มี.ค.58 ว่า ให้คณะทำงานทุกภาคส่วน รวมถึงข้าราชการทุกกระทรวง กรม กอง ไปยันหน่วยงานท้องถิ่น รัดเข็มขัดค่าใช้จ่ายด้านการดูงานอย่างเคร่งครัด เพื่อให้งบประมาณทุกบาททุกสตางค์ถูกใช้อย่างคุ้มค่าที่สุด แต่ก็ยังคงยืดหยุ่นให้ในหลายๆ กรณี โดยให้เหตุผลว่า

"หลังๆ ผมได้กำชับเสมอว่า ไปไหนมาไหนต้องสรุปรายงานให้ผมทราบ เพราะการไปดูงาน บางทีผมก็นำมาใช้ เช่น ไปดูงานที่ญี่ปุ่น ไปดูเขตเศรษฐกิจพิเศษ เขาไปดูมาแล้ว ก็มาเล่าให้ผมฟัง ผมจะได้เอาไปให้เขาพิจารณาว่า เราควรจะทำอย่างไร หรือจะประยุกต์อย่างไรให้เข้ากับเรา ซึ่งหลายคณะก็รายงานกลับมา

ส่วนเรื่องการใช้เงินว่าคุ้มหรือไม่ ก็ให้ สตง. (สำนักงานตรวจเงินเผ่นดิน) เป็นผู้ตรวจสอบเอง เนื่องจากมันมีหลายหลักสูตรและเกิดขึ้นมานานแล้วด้วย ตอนนี้เราต้องมาตีกรอบกันว่าควรจะทำยังไงจะได้ชัดเจนขึ้น จะบอกว่าไม่ให้ดูอะไรกันเลย มันก็ลำบาก เพราะหลายประเทศเขาก็มีการดูกันอยู่"

เกี่ยวกับเรื่องนี้ ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส เคยแถลงการณ์เอาไว้ โดยตั้งคำถามให้ฉุกคิดว่า การที่รัฐบาลสั่งยกเลิกการดูงานแบบยกแผง ถือเป็นการแก้ปัญหาแบบโง่ๆ หรือไม่? เพราะยังคงมองว่าคือสิ่งที่จำเป็น หากเดินทางไปเพื่อเรื่องงานกันจริงๆ



แต่ที่ผ่านมามีแต่พฤติกรรมที่ทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณมากมาย ได้แก่ 1.เน้นการเที่ยวมากกว่าดูงาน 2.พักที่พักหรูหราเกินจำเป็น 3.ค่าเครื่องบินชั้นประหยัดก็ไม่อาจใช้ได้ ต้องชั้นหนึ่งหรือชั้นธุรกิจ และ 4.ขนลูกเมียหรือบริวารไปโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

“กรณีนี้แสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวของระบบราชการไทย ที่หน่วยงานหนึ่งทำผิด หน่วยงานอื่นๆ ก็ทำตามๆ กันไป แบบนี้คือการทุจริตและประพฤติมิชอบโดยข้าราชการโดยแท้ และมีมานานแล้ว แต่ไม่ได้รับการแก้ไขเท่าที่ควร อย่างไรก็ตามการดูงานที่ดีก็มีความจำเป็น และหากเป็นไปได้ ก็ควรที่จะส่งคนไปฝึกงาน ไปเรียนรู้ให้รู้จริง ไม่ใช่เพียงแค่การไปดูงานประเดี๋ยวประด๋าว

การดูงานที่เหมาะสมหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการตรวจสอบ หากจำเป็นก็ต้องไปดูงาน แต่ต้องมีการตรวจสอบการดูงานที่ไม่มีคุณภาพ ไม่ใช่ไปห้ามเสียทั้งหมด จะกลายเป็นการ "ฆ่าตัดตอน" การพัฒนาความรู้ของข้าราชการไป และจะกลายเป็นการแก้ไขปัญหาไม่ถูกจุด การแก้ไขปัญหาในลักษณะที่เลิกการดูงานไปเลย จึงเป็นการสร้างปัญหามากกว่าแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น


ข่าวโดย ผู้จัดการ Live
กำลังโหลดความคิดเห็น...