xs
xsm
sm
md
lg

แฉ! “มาเฟียหนังโรง” โก่งค่าตั๋วไม่พอ ต้องขอบังคับซื้อโฆษณา!!?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


“ถ้าไม่ให้ความร่วมมือด้วยการควักตังค์ซื้อแอดในไทยรัฐ ก็อย่าหวังจะได้ฉายโรงเครือใหญ่หลายโรง... นี่มันตรรกะอะไรกัน? ระบบมาเฟียแบบใหม่เหรอคะ?” เมื่อเบื้องหลังจากคนวงในวงการภาพยนตร์ออกมาโพสต์แฉและแชร์กันต่อๆ ไป ประเด็นเดือดนี้จึงส่งให้โรงหนังยักษ์ใหญ่เครือเมเจอร์ ผู้เทกโอเวอร์หน้าโฆษณาบนหนังสือพิมพ์จริง ออกมาแก้ต่างในทันที แต่ทว่า ยิ่งฉายสปอตไลต์ลงส่องปัญหาเท่าไหร่ ดูเหมือนว่าจะยิ่งเห็นหลุมดำแห่งผลประโยชน์ทับซ้อนมากขึ้นทุกทีๆ...




มาเฟียยุคใหม่ รีดไถในโรงหนัง?

“ถ้าไม่ให้ความร่วมมือด้วยการควักตังค์ซื้อแอดในไทยรัฐ ก็อย่าหวังจะได้ฉายโรงเครือใหญ่หลายโรง ค่ะๆ ก็เพราะโรงหนังเขาอุตส่าห์ลงทุนไปเทกโอเวอร์แอดหน้านั้นมาอ่ะนะ เขาอยากให้แอดหนังในนั้นมันกลับมาพรึ่บพรั่บ แลดูวงการมีชีวิตชีวา เขาปรารถนาดีก็ต้องเห็นใจเขาสินะ
 
แต่เอ๊ะ จุดเริ่มต้นเป็นไงก็ว่าไป ไฉนปลายทางกลับมาลงเอยด้วยการพูดว่า "ถ้าหนังเล็กไม่มีเงินซื้อแอด เราก็ขอจำกัดรอบการฉายนะครับ" อ้าว! การลดรอบ... ไม่ใช่ว่าหนังฉายไปแล้วไม่ทำเงินค่อยลด หรือหนังแลดูไม่มีศักยภาพค่อยลดเหรอคะ ลดเพราะไม่มีเงินลงหน้าแอดที่โรงคุมอยู่ นี่มันตรรกะอะไรกัน? ระบบมาเฟียแบบใหม่เหรอคะ?”
 
เพียงโพสต์เดียวจาก ธิดา ผลิตผลการพิมพ์ บรรณาธิการนิตยสาร “Bioscope” สิ่งพิมพ์ที่ว่าด้วยเรื่องหนัง ที่ได้ตั้งคำถามกับระบบโรงภาพยนตร์ไทยรายใหญ่เอาไว้ แม้ไม่ได้เอ่ยนามตรงๆ ว่าหมายถึงเครือใด แต่จากบริบททั้งหมด โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการเข้าซื้อพื้นที่โฆษณาบนหนังสือพิมพ์ไทยรัฐเพื่อใช้โปรโมตหน้าหนังตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 มี.ค.ที่ผ่านมา จึงส่งให้คนรักภาพยนตร์ทั้งในและนอกวงการพอจะชี้ตัวได้ว่า ผู้มีอิทธิพลที่ถูกตั้งคำถามเอาไว้ น่าจะหมายถึง “เครือเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์”

ไม่ใช่เพียงเพราะคร่ำหวอดอยู่ในวงการหนัง และเป็นบรรณาธิการนิตยสารเกี่ยวกับหนังเท่านั้น ที่ทำให้ธิดารู้ลึกรู้จริงจนต้องใช้เฟซบุ๊กส่วนตัวออกมาโพสต์แฉ แต่เพราะเธอคือผู้ก่อตั้ง “Documentary Club” แฟนเพจรวมพลคนรักหนังสารคดีบนเฟซบุ๊กที่มีคนกดไลค์ร่วม 73,000 กว่าราย จนสร้างปรากฏการณ์ปลุกหนังทางเลือกให้กลับมาที่ยืนได้อีกครั้งในโรงยักษ์ใหญ่ จึงทำให้ยิ่งมองเห็นความยากลำบากของ “หนังทางเลือก” ในการจะขอรอบฉาย 
 
ยิ่งมาเจอเข้ากับข้อจำกัดข้อใหญ่ๆ เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งข้อ คือการขอแกมบังคับให้ไปซื้อโฆษณาในหนังสือพิมพ์แบบนี้ จึงเป็นที่มาของการเขียนระบายความจริงแบบไม่มีใครสามารถหยุดยั้งได้อีกต่อไป ถึงแม้ว่าจะมีผู้ที่เกี่ยวข้องพยายามหาทางห้ามปรามแล้วก็ตามที และนี่คือคำประกาศกร้าวแสดงจุดยืนต่อต้านการปิดปากผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวอีกครั้งหนึ่ง!!
 

[พื้นที่โฆษณา สิ่งที่โรงหนังเครือยักษ์ใหญ่มองว่าสำคัญ จนกลายเป็นประเด็น!!]

เรื่องโรงหนังเครือยักษ์ใหญ่เทกโอเวอร์หน้าแอดหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ เอามาบังคับให้ค่ายหนังเล็กๆ ซื้อแลกกับรอบฉายที่มากขึ้น นโยบายที่ว่านั้นเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ไม่ทราบได้ ที่ทราบแน่ๆ คือวันนี้มีความพยายามต่อสายอย่างวุ่นวาย ให้คนที่พูดเรื่องนี้อยู่ช่วยๆ กันหุบปาก แต่ดิฉันขอแจ้งให้ท่านทราบว่า ดิฉันมิได้เป็นพนักงานประจำสังกัดบริษัทใดทั้งสิ้น ดังนั้น ไม่ต้องเสียเวลาฝากคำสั่งผ่านใครมาค่ะ ดิฉันไม่ปฏิบัติ

ท้ายที่สุด เมื่อเรื่องดูจะปิดไม่มิดอีกต่อไป ทางโรงภาพยนตร์ยักษ์ใหญ่ที่ถูกกล่าวถึงจึงออกมาชี้แจงรายละเอียดในทันที โดยยอมรับว่าแนวคิดเรื่องการซื้อโฆษณาในหนังสือพิมพ์นั้นเกิดขึ้นจริง แต่เป็นไปเพื่อต้องการให้สถานการณ์ธุรกิจภาพยนตร์ไทยกระเตื้องและคึกคักยิ่งขึ้น

โดยคิดอัตราค่าลงตีพิมพ์อยู่ที่ 1,600 บาทต่อพื้นที่ 1 ตารางนิ้ว แต่ไม่ได้บังคับว่าค่ายหนังเล็กจำเป็นต้องมาลงโฆษณาแต่อย่างใด และไม่เคยเอามาเป็นเงื่อนไขในการพิจารณาว่าจะอนุญาตให้หนังแต่ละเรื่องได้เข้าโรงหรือไม่ แค่คิดว่าน่าจะเป็นอีกช่องทางการโปรโมตที่ได้ผลเท่านั้นเอง




เบื้องหลังความโหดที่ต้องชำแหละ!!

“ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ยังมีอีกหลายประเด็นที่ควรถูกชำแหละ” ในเมื่อจุดประเด็นขึ้นมาเองจนกลายเป็นประเด็นเดือดขนาดนี้แล้ว มีหรือบรรณาธิการนิตยสาร Bioscope และผู้ก่อตั้ง Documentary Club จะยอมวางมือง่ายๆ ในเมื่อสปอตไลต์ของสังคมกำลังช่วยส่องไปยังหลุมดำขนาดใหญ่ของปัญหาระบบภาพยนตร์ ธิดาจึงขอใช้โอกาสนี้บอกเล่ารายละเอียดให้สังคมได้รับรู้ โดยยืนยันชัดเจนว่า ไม่ได้เป็นผู้เสียผลประโยชน์จากการซื้อโฆษณาในหน้าโปรโมตหนังของหนังสือพิมพ์แต่อย่างใด

ประเด็นแรกคือ “ค่า VPF” หรือค่าใช้จ่ายที่โรงหนังหลายประเทศทั่วโลก เรียกร้องให้ค่ายหนังช่วยกันจ่าย เพื่อจะได้ไม่ต้องแบกภาระต้นทุนการเปลี่ยนระบบอยู่ฝ่ายเดียว สำหรับการเปลี่ยนเครื่องฉายจากระบบฟิล์มเป็นดิจิตอล เพื่อช่วยให้คนทำหนังไม่ต้องสิ้นเปลืองค่าฟิล์มราคาสูงอีกต่อไป

ประเด็นคือสำหรับในไทย โรงหนังบอกกล่าวค่ายใหญ่ๆ ตอนเริ่มต้นไว้ว่า 5 ปีก็พอ คุ้มทุนแล้ว แต่กำหนด 5 ปี นั่นมันจะครบเดือน ก.ค.ปีนี้ ทว่า โรงหนังจะยอมยกเลิกการเก็บหลังจากนั้นหรือไม่? หรือจะเลิกแต่กับค่ายใหญ่ แล้วหาทางเก็บค่ายเล็กต่อไป? หรือจะหาข้ออ้างว่าเลิกเฉพาะค่ายที่เซ็นสัญญาครบ 5 ปี ส่วนพวกค่ายที่เพิ่งเซ็นก็ต้องเก็บมันต่อไป? แล้วโรงที่เปิดใหม่ เปิดปุ๊บติดดิจิตอลปั๊บ ไม่เคยต้องเปลืองเงินเปลี่ยนระบบจากฟิล์มเป็นดิจิตอลล่ะ ทำไมถึงเก็บ?”

ประเด็นที่สองคือ “โปสเตอร์โปรโมตหนังแบบดิจิตอล” โดยเฉพาะโรงหนังใหญ่สาขากลางเมือง ทุกวันนี้อัปเกรดตัวเองจาก “โปสเตอร์กระดาษ” เป็น “โปสเตอร์ดิจิตอล” กันหมดแล้ว “อ้างว่าค่ายหนังจะได้ประหยัด ไม่ต้องเปลืองค่าพิมพ์โปสเตอร์ต่างๆ ทว่า ถ้าใครอยากมีโปสเตอร์ดิจิตอลตัวเองไปโผล่ ก็ไม่ใช่ไปโผล่ฟรีๆ แบบที่ผ่านๆ มานะ คุณต้องซื้อเท่านั้นค่ะ ถ้าไม่จ่ายค่าพื้นที่ ก็อย่าหวังจะมีสื่อโปรโมตโผล่มาให้ชาวโลกได้รู้ว่า หนังคุณกำลังจะฉาย


ประเด็นที่สามคือ “การกีดกันจากโรงหนังเครือใหญ่” กรณีที่โรงหนังเครืออื่นๆ คิดจะสร้างตัวเองขึ้นมา จะถูกกีดกันอย่างหนักต่างๆ นานาจนสุดท้ายต้องยอมขายโรงไป ไม่ก็ถูกเครือใหญ่กดดันผ่านสายหนัง โดยการห้ามไม่ให้ส่งหนังไปให้โรงใหม่ๆ เหล่านั้นฉาย “นี่มันอะไรกัน?”

ประเด็นที่สี่คือ “ค่ายเล็กต่อรองไม่ได้” อย่าไปคิดว่าค่ายหนังจะได้ส่วนแบ่งรายได้จากการขายตั๋วจากโรงอะไรเยอะแยะเลย ทุกวันนี้มีเพียงหนังค่ายใหญ่ๆ ที่ทำเงินได้เยอะๆ จึงจะต่อรองขอแบ่งรายได้กับทางโรงในอัตรา 50% ได้ ส่วนหนังค่ายเล็ก เกือบทั้งหมด เจรจาได้ดีที่สุดก็แค่ส่วนแบ่ง 45% สำหรับสัปดาห์แรก และจะลดลงไปเรื่อยๆ ในสัปดาห์ถัดๆ ไป ซึ่งจริงๆ แล้วหนังทางเลือกอยู่ในโรงได้ไม่กี่วันก็ต้องลาโรงแล้ว แล้วจะเอาอะไรกิน?

ประเด็นที่ห้าคือ “ค่าป๊อปคอร์นและค่าตั๋วหนังที่แพงหูฉี่” นี่ยังไม่รวมการเก็บเงินจากคนดูด้วยวิธีแปลกประหลาดมากขึ้นทุกๆ ปีด้วย


และประเด็นที่หก ประเด็นสุดท้ายคือ “การบล็อกหนังของค่ายคู่แข่ง” เนื่องจากโรงหนังค่ายใหญ่ๆ จะมีค่ายหนังเป็นของตัวเองด้วย และในบรรดาค่ายหนังเหล่านั้นก็มีการแย่งกันซื้อหนังมาฉายอยู่ตลอด หลังๆ จึงมีการฮั้วกันอย่างไม่น่าให้อภัยเกิดขึ้น

“มีการฮั้วกันในหมู่ค่ายบางค่ายว่า ใครซื้อหนังจากค่ายเมืองนอกที่พวกตูเคยดีลอยู่ มันจะต้องโดน "บล็อก" อันหมายถึงไม่ยอมให้หนังเหล่านั้นเข้าฉายในโรงเครือใหญ่ รายได้หดหายเจ็บตัวกันไปมากมาย นี่เป็นกรณีเจ็บปวดอย่างยิ่งของค่ายหนังรายย่อย

อยากจะบอกว่า การทำการค้าแบบผูกขาดเอารัดเอาเปรียบแบบนี้ เมืองนอกที่กฎหมายการแข่งขันทางการค้าเข้มแข็ง กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคเข้มแข็ง ทำไม่ได้นะคะ แต่เมืองไทย สบายค่ะ

“ผมรู้สึกว่าเขาคิดแต่เรื่องเงินมากเกินไป ทำให้ vision ในการสร้างวัฒนธรรมการดูหนังมันไม่เกิด ถ้าเกิดคุณไปลดราคาตั๋วให้มันถูกลง หรือทำระบบผูกขาดให้มันน้อยลง ให้มีผู้ผลิตอิสระมากขึ้น มีหนังดีๆ มากขึ้น โรงหนังก็จะได้คึกคัก ประเทศเราก็จะมีวัฒนธรรมการดูหนังขึ้นมาจริงๆ ไม่ต้องไปดาวน์โหลดจาก torrent หรือดูแบบผิดลิขสิทธิ์ ดูแบบเถื่อนๆ กัน” ชูวัส ฤกษ์ศิริสุข พิธีกรฝีปากกล้า แสดงความคิดเห็นอย่างชัดเจนผ่านรายการ Tonight Thailand แถมยังปิดท้ายให้เจ้าของโรงเครือใหญ่ๆ ได้ขนลุกขนพองกันเล่นๆ เอาไว้ด้วยว่า

“ผมคิดว่า ทาง คสช. ควรจะเพิ่มเรื่องนี้เป็นฐานความผิดที่ 17 นะครับ อันนี้คือผู้มีอิทธิพลทำธุรกิจในลักษณะผูกขาด ใช้อำนาจเหนือตลาด ซึ่งเป็นเรื่องที่ควรจัดการอย่างยิ่ง!!”

ข่าวโดย ผู้จัดการ Live




มาตามติด Facebook Fanpage และ Instagram

"MGR Online Live" และ "@manager_live" กันได้ที่นี่!!


และสามารถส่งข่าวสารมาได้ที่: manageronlinelive@gmail.com
หรือ Fax 0-2629-4754



กำลังโหลดความคิดเห็น...