xs
xsm
sm
md
lg

1 ตุลาคมนี้ญี่ปุ่นอาจจะต้องปั่นป่วน

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


สวัสดีครับผม Mr.Leon มาแล้ว มีบทความหนึ่งที่ขึ้นต้นวลีมาว่า "ชีวิตใครได้รับผลประโยชน์" คือ 誰得 Dare doku หรือพูดง่ายๆ ว่ามันเกิดประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตจริงไหม หรือเป็นความยุ่งยากที่เพิ่มเข้ามากันแน่ เพื่อนๆ อาจจะเคยได้ข่าวมาแล้วนะครับว่าตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2519 เป็นต้นไปที่ญี่ปุ่นจะมีการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มอุปโภคบริโภคอีกเป็น 10% แต่ยังเป็นแบบมีเงื่อนไข ซึ่งการขึ้นภาษีครั้งนี้เป็นการขึ้นภาษีที่ผ่านการเห็นชอบและลงมติจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ แล้วหลังจากที่มีแผนจะขึ้นภาษีมานาน ก็ถึงวันที่จะต้องปฏิบัติเสียทีซึ่งไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงอีกต่อไปได้

แม้ว่าปัจจุบันนี้ ชาวญี่ปุ่นในวัยทำงานจำนวนมากกว่า 70%-80% นั้นมีอาชีพทำงานในบริษัทเอกชนหรือเป็นพนักงานประจำ ซึ่งระบบการจัดการเรื่องเงินเดือนและภาษีต่างๆ นั้นบริษัทมีแผนกที่ดูแลจัดการให้พวกเขา หมายถึงบางคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองจ่ายภาษีอะไรบ้าง และไม่รู้รายละเอียดของภาษีสักเท่าไหร่นัก และไม่มีโอกาสที่จะคิดเกี่ยวกับภาษีด้วยตัวเอง นั่นหมายถึงคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ไม่ได้รู้เรื่องระบบภาษีสักเท่าไหร่นัก แต่คนที่ทำธุรกิจส่วนตัวก็อาจจะต้องมีความรู้และระบบภาษีด้วยตนเองสักหน่อย เช่นลุงของผมทำร้านสะดวกซื้อของตัวเอง เขาก็จะต้องจัดการเรื่องภาษีต่างๆ ด้วยตนเอง กรณีเช่นนี้ควรจะต้องรู้ระบบภาษีไว้บ้าง

จากเรื่องการปรับขึ้นภาษีจากรัฐบาลญี่ปุ่น เป็นการปรับขึ้นภาษีการบริโภค (消費税 consumption tax) จาก 8% เป็น 10% โดยเริ่มมีผลในวันที่ 1 ตุลาคม 2019 นี้เป็นต้นไป ในการขึ้นภาษีบริโภคครั้งนี้อัตราภาษี“มาตรฐาน” จากเดิมจะกลายเป็น 10% เหตุที่ต้องมีคำว่ามาตรฐานก็เพราะจะมีการนำอัตราภาษีลดหย่อนเข้ามาใช้ด้วย จากที่ยังคงมีเรื่องอัตราภาษีลดหย่อนสำหรับสิ้นค้าบางประเภทที่จะยังคงใช้อัตราขึ้นภาษีที่ 8% แบบเดิมเพราะต้องการช่วยเหลือคนที่มีรายได้น้อย ในการปรับอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มครั้งนี้ยังมีเงื่อนไขที่หลายคนบ่นเป็นเสียงเดียวกันว่า ใครได้ประโยชน์!! มันมีความซับซ้อนยุ่งยากมากสินค้าบางรายการขึ้น 8% บางรายการขึ้น 10% บางรายการมีข้อจำกัดอีก ...แต่ถ้าให้จำง่ายๆ คือ

◇อาหารเครื่องดื่มและสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวันบางประเภทที่วางขายในซุปเปอร์มาเก็ต และอาหารประเภทที่ซื้อกลับบ้าน เช่น ข้าวกล่องที่ขายตามสถานีรถไฟ หรืออาหารที่สั่งทางเดลิเวอรี่แบบนี้เสียภาษีที่ 8% ตัวอย่างสินค้าที่สามารถลดหย่อนภาษีได้อยู่คือ สินค้าประเภทอาหารและเครื่องดื่มสินค้าอาหารต่างๆ ที่วางขายที่ร้านสะดวกซื้อหรือซุปเปอร์มาเก็ตที่ซื้อกลับบ้านสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่มีขายตามร้านซูเปอร์มาร์เก็ตการซื้อพิซซ่าหรือแฮมเบอร์เกอร์ที่ร้านและนำกลับบ้านหรือการโทรสั่งให้มาส่งจะได้รับการลดหย่อนภาษีนั่นเอง

◇และหนังสือพิมพ์ (สิ่งพิมพ์ที่เผยแพร่ข่าวสารบ้านเมืองและความคิดเห็นเชิงวิเคราะห์มีกำหนดการออกที่แน่นอนโดยมากออกเป็นรายวันหนังสือพิมพ์เป็นสื่อมวลชนที่สามารถเข้าถึงประชาชนเป็นจำนวนมาก ) สามารถซื้อหาหนังสือพิมพ์ตามประเภทที่เหมาะสมกับความสนใจได้ แต่หนังสือพิมพ์ที่จะได้รับการลดหย่อนก็ต่อเมื่อทำสัญญารับหนังสือพิมพ์เป็นรายเดือน ถ้าไปซื้อเองตามร้านเป็นครั้งๆไปจะไม่ได้รับการลดหย่อนภาษี

ซึ่งความสับสนนี้คาดว่าน่าจะเกิดความยุ่งยากและทำให้ประชาชนรู้สึกสับสนกันบ้างแน่ๆ ในช่วงแรก เช่น ถ้าเราไปร้านไก่ทอด ตอนที่พนักงานร้านถามว่า“จะนำกลับ” หรือ“จะรับประทานในร้าน” เพราะคำตอบของเราจะทำให้อัตราภาษีต่างออกไปถ้าตอบว่าเอากลับบ้านก็จะถูกคิดภาษีที่ 8% แต่ถ้าสั่งทานในร้านก็ต้องจ่ายภาษีการบริโภคเป็น 10% นอกจากคนซื้อจะสับสนแล้วฝั่งร้านค้าเองก็คงสับสนไม่น้อยเพราะมีระบบการคิดภาษีเพิ่มขึ้นการจัดการดูแลก็คงลำบากขึ้นด้วยโดยเฉพาะร้านที่ขายทั้งแบบถือกลับบ้านและนั่งทานในร้านได้

แต่จากการขึ้นภาษีบริโภคในครั้งนี้มีหลายร้านค้าที่ยังคงช่วยเหลือและให้การรองรับเรื่องค่าภาษี คือ ขอแบกรับภาระไว้เองก่อน แต่ก็ไม่รู้ว่าจะถึงเมื่อไหร่นะครับ เช่น ร้านข้าวหน้าเนื้อ sukiya ร้านไก่ทอดเจ้าดังอย่าง KFC ร้านอาหารแบบครอบครัวอย่าง Saizeriya หรือร้านแฮมเบอร์เกอร์แมคโดนัลด์ เป็นต้น จะขายสินค้าอาหารที่ราคาสุทธิที่ที่รวมภาษี 8% ราคาเดียวไม่ว่าจะซื้อทานที่ร้านหรือหิ้วกลับบ้าน แต่จะไปแยกราคาก่อนภาษีระหว่างราคาซื้อกลับบ้านและทานที่ร้านเอง เช่น ขายแฮมเบอร์เกอร์ราคาสุทธิเท่ากันทุกเงื่อนไขที่ 108 Yen ( ราคาในเครื่องรับจ่ายเงินภายในร้านจะปรับแยกระหว่าง ราคาที่ซื้อกลับบ้านจะคิดที่ 100 เยน , ราคาที่ทานในร้านคิดราคาที่ 98 yen ลดราคาให้ต่ำลง ) คือลูกค้าไม่ต้องยุ่งยาก ให้จ่ายราคาของค่าอาหารที่ 8% คือ 108 yen เหมือนกันหมดทุกคน

อนึ่งอีกส่วนหนึ่งของร้านค้า เช่น ร้านข้าวหน้าเนื้อ Yoshinoya ,ร้านมอสเบอร์เกอร์ , มิสเตอร์ โดนัท, Starbucks เป็นต้น ร้านเหล่านี้คิดราคาภาษีตามที่นโยบายของรัฐบาลเลย คือ สมมุตแฮมเบอร์เกอร์ก่อนภาษี ราคา 100 yen คนที่ซื้อกลับบ้านจะซื้อได้ที่ราคารวมภาษีแล้วที่ 108 yen ส่วนคนที่ซื้อทานที่ร้านจะต้องจ่ายที่ราคา 110 yen เป็นต้น สร้างความสับสนเป็นอย่างมากจริงๆ

◆ส่วนสิ่งที่จะถูกปรับเป็น 10% แน่ๆ คือสินค้ายาและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์, อาหารที่สั่งทานที่ร้านหรือการจัดเลี้ยงนอกสถานที่

เรื่องนี้สร้างความสับสนเพราะมีหลายสิ่งที่เข้าใจได้ยากเกี่ยวกับภาษีและตั้งเป็นข้อสังสัยต่อไปว่าใครจะได้รับประโยชน์ หรือพูดง่ายๆ คือ มันเกิดประโยชน์จริงหรือ
一体、誰得 Dare doku なのよ!( ゚д゚ ) How dare you...

มีนักเขียนผู้เชียวชาญเรื่องเศรษฐกิจและระบบภาษีของญี่ปุ่นอยู่ท่านหนึ่งครับ เขาจะเขียนคอลัมน์เกี่ยวกับภาษีที่เวปไซต์และหนังสือแมกซีนที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจ ชื่อ Tachibana Akira เป็นนักเขียนเจ้าของหนังสือที่ขายดีที่สุดเปิดตัวในปี 2002 ปัจจุบันนี้ Tachibana Akira อายุ 60 ปีได้แล้ว แต่ถึงแม้จะบอกว่าอายุ 60 ปีแล้ว อาจจะดูว่าสูงวัยมาก ทว่าถ้าพูดไปก็ยังถือว่าอายุยังไม่เยอะเพราะว่าตอนนี้มาตรฐานของระดับช่วงอายุของคนญี่ปุ่นคือระดับ Dankai ซึ่งนักเขียนท่านนี้อายุน้อยกว่าระดับของช่วงอยู่ Dankai อีกก็แสดงว่ายังเป็นช่วงอายุที่ทำงานได้หรืออายุปกติในสังคม ซึ่งสิ่งที่เขาพูดออกมาผมก็รู้สึกว่าเห็นด้วยอย่างมาก หนังสือของเขาเป็นหนังสือที่ขายดีมาก ในวันที่วางแผงหนังสือ マネーロンダリング Money Laundering ครั้งแรกก็มีการวางแผงหนังสือเล่มที่สองในวันนั้นเลย ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องที่แปลก ในขณะที่ตอนนี้หนังสือหลายหลายเรื่องของคนอื่นๆ แทบจะขายไม่ค่อยได้ แต่หนังสือของเขาวางแผงวันเดียว 2 เล่มเลย เล่มแรกเป็นนวนิยายเรื่องเกี่ยวกับการฟอกเงิน ตัวแทนชาวญี่ปุ่นชื่อ Akio อากิโอะเป็นที่ปรึกษาทางการเงินให้นักธุรกิจญี่ปุ่นที่ร่ำรวยและพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ผู้ที่มีบัญชีธนาคารในฮ่องกง รายละเอียดของหนังสือเล่มแรกมีตัวอย่างตอนหนึ่งที่เขียนหลักการเป็นคนรวย มีอยู่ตอนหนึ่งที่เป็นตอนสำคัญมากคือ เมื่อเศรษฐีผู้ร่ำรวยมีฐานะมั่งคั่งร่ำรวยมายาวนานตั้งแต่บรรพบุรุษ ยาวนานกว่า1,000 ปี ได้นัดพบเขา(ตัวเอกในเรื่อง) ที่ร้านอาหารที่หรูหราและดั้งเดิมแห่งหนึ่ง( 料亭 Ryotei )เพื่อขอคำแนะนำเกี่ยวกับการจัดการสินทรัพย์ จากนั้นเศรษฐีก็ได้ถามเขาว่าการที่จะเป็นผู้ที่มีทรัพย์สินและร่ำรวยสิ่งที่สำคัญที่สุดคืออะไร ? เค้าก็ตอบว่ากุญแจสำคัญในการจัดการสินทรัพย์สิ่งสำคัญนั้นคือ " การไม่มีสินทรัพย์ที่ต้องเสียภาษี ส่วนอีกเรื่องหนึ่งก็คือทำธุรกิจที่เสียภาษีน้อยที่สุด หรือไม่เสียภาษีเลย” คือปกติแล้วคนที่ทำธุรกิจทั่วไปจะต้องมีกำไรแต่กว่าจะได้กำไรขึ้นมาแต่ละครั้งค่อนข้างจะยากลำบาก แต่ว่าก็ต้องมีการจ่ายภาษีสารพัดรูปแบบ ซึ่งจริงๆ แล้วสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือการหาแนวทางและวิธีการที่จะลดภาษีให้ได้มากที่สุด ก็จะทำให้ธุรกิจของเรานั้นสามารถที่จะมีกำไรและเป็นประโยชน์ได้มากที่สุด นั่นเอง

หนังสือขายดีเล่มนี้ ที่ใบคาดหนังสือ ในส่วนที่มีการสรุปเนื้อหาที่น่าสนใจของเรื่องนั้นๆ หรือบางเล่มอาจจะมีโฆษณาแฝงไว้ในนั้น ใบคาดหนังสือนี้เขียนว่า "ไม่ว่าจะจนหรือรวย สำหรับคนญี่ปุ่นแล้วมันไม่มีประโยชน์เลย ทิ้งมันไปเถอะ" เพราะว่าในมุมมองของคำว่าเศรษฐีของญี่ปุ่นเนี่ยหมายถึง เป็นบุคคลที่มีที่ดินจำนวนมากแต่ว่าไม่เกี่ยวกับทรัพย์สินในธนาคารเลยว่าเยอะแค่ไหน อาจจะมีเงินฝากแค่หนึ่งล้านบาทเท่านั้นแต่ว่าเป็นผู้ที่ครอบครอบที่ดินจำนวนมากอันนี้ถึงเรียกว่าเศรษฐีหรือคนรวย ซึ่งต่างจากมุมมองของคำว่าเศรษฐีและคนรวยของประเทศอื่นอย่างมาก ส่วนหนังสือเรื่องที่ 2 นั้นเป็นแนวทางสู่การเป็นเศรษฐี เป็นแนวทางว่าจะทำอย่างไรจึงจะสามารถที่จะหยิบจับอะไรก็เป็นเงินเป็นทอง ซึ่งทั้งสองเรื่องนี้รู้สึกว่าจะเป็นเรื่องที่ได้รับความนิยมและการแนะนำอย่างยิ่ง ซึ่งเล่มที่ 2 นี้ปัจจุบันก็มีพิมพ์ออกมาในเวอร์ชั่นใหม่ที่เหมาะสมกับสถานกาณ์ปัจจุบันมากยิ่งขึ้น แต่ก็ยังเป็นที่นิยมอยู่ตลอดเวลา

กลุ่มเป้าหมายของเค้านั้นส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่มีการศึกษาสูง เช่น ทนายความ แพทย์ หรือว่าผู้ที่ทำงานธุรกิจส่วนตัว ซึ่งเค้าเองก็บอกว่า ให้มุ่งหมายเป้าหมายของชีวิตนั้นก็คือ ให้สามารถที่จะมีชีวิตที่อิสระและมีอิสระทางการเงินลงทุน โดยที่ไม่ต้องมีความกังวลในเรื่องภาษีเรื่องของธุรกิจมากมายนัก เค้าไม่เคยสอนให้พยามทำงานแบบ salaryman แบบพนักงานบริษัททั่วไปที่จะทำงานไปเรื่อยๆ นานๆ เพื่อให้ได้ไต่เต้าขึ้นเป็นระดับผู้บริหารของบริษัทที่ตัวเองทำงานเลย

ในคอลัมน์ล่าสุดของนักเขียนผู้ที่มีความรู้ด้านภาษีอย่างมากอย่าง Tachibana Akira ยังกล่าวว่า“ ผมคุ้นเคยกับภาษีมากกว่าผู้คนอื่นๆ แต่ผมไม่เข้าใจจริงๆ เรื่องของภาษีประเทศของญี่ปุ่นที่จะกำลังเริ่มใช้ตั้งแต่เดือนตุลาคมนี้ ผมไม่รู้ว่ามันแปลว่าอะไรและเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้”

ขนาดนักภาษียังงเลย แล้วตาสีตาสา เข้าของร้านเล็กๆ น้อยๆ นี่จะสับสันมากแค่ไหน และถึงแม้ว่าจะมีการคืนคะแนนสะสม คืนแต้มแต่ก็ยังสร้างความงงอยู่มาก เล่าสู่กันฟังครับ วันนี้สวัสดีครับ



Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...