xs
xsm
sm
md
lg

ฆาตกรรม(ไม่)ต่อเนื่อง-ใครฆ่าใคร ตอนที่ 4 ฆาตกรรมรายแรก-ใครฆ่าใคร

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

จากบทประพันธ์ของ Ango Sakaguchi (1906-1955)
ปรมาจารย์แห่งความลึกลับของฆาตกรรมปริศนา
แปลและเรียบเรียงโดย ฉวีวงศ์

สงครามเพิ่งสงบ สังคมนครหลวงสมัยโชวะพยายามดิ้นรนกลับสู่ยุคทองในอดีตที่ไม่ใช่ว่าไกลโพ้น
ไม่เคยมีเสียดีกว่า ต้องสูญเสียไปแล้วอยากได้คืน...

เช้าวันรุ่งขึ้น คือวันที่ 17 กรกฎาคม เวลาหกโมงครึ่ง ผมกับเคียวโกะออกไปเดินเล่นที่กลางป่าบนภูเขาห่างไกลจากชุมชนมีศาลเจ้าเล็กอยู่แห่งหนึ่งชื่อว่าศาลเจ้ามิวะยามะดูเหมือนจะมีมาตั้งแต่สมัยนาราเป็นนครหลวงก็ราวพันสองร้อยกว่าปีที่แล้ว ตัวศาลเจ้าเล็กนิดเดียวเหมือนของเล่นมีแต่ต้นไม้ใหญ่ในป่าทึบเท่านั้นทำให้บรรยากาศดูศักดิ์สิทธิ์ใกล้ชิดกับเทพเจ้า ในบริเวณศาลเจ้ามิวะยามะมีสระน้ำระยะทางโดยรอบสามร้อยเมตรอยู่ท่ามกลางป่าต้นบุนะ(บีช)อันหนาทึบ น้ำในสระเป็นสีเขียวเข้มดูมีมลขลังราวกับเป็นที่สิงสถิตของภูตพราย มีตำนานเรื่องเทพเจ้ากับภูตพรายเล่าสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคน และที่แน่ ๆ คือน้ำในสระนี้ไม่เคยเหือดแห้ง

สีสันที่ตัดกันอย่างเฉียบคมของทิวทัศน์ลึกเข้าไปในขุนเขาแห่งนี้ ความอ้างว้างวังเวงและความสงบเงียบจนสะท้านเข้าไปในทรวง คือเสน่ห์อันยิ่งใหญ่สุดยอดของหมู่บ้านแห่งนี้สำหรับผม เราเดินผ่อนอารมณ์รอบ ๆ บริเวณนั้นอยู่พักหนึ่งจึงชวนกันกลับเพื่อให้ทันเวลาอาหารเช้าเจ็ดโมงครึ่ง และพอเดินลอดประตูด้านหลังเลียบโกดังเก็บเหล้าสาเกเพื่ออ้อมไปทางซุ้มประตูด้านหน้าคฤหาสน์ ก็พบหมอเอบิสึกะในชุดกางเกงในตัวเดียวกำลังออกกำลังกายพลางเช็ดเนื้อเช็ดตัวด้วยน้ำใสสะอาดจากทางน้ำในสวนหลังบ้าน

“อ้อ เมื่อคืนพักที่นี่ด้วยรึ” ผมร้องทักแต่อีกฝ่ายชายตามามองนิดเดียวโดยไม่ตอบว่ากระไร นายคนนี้เคยเป็นโปลิโอตอนที่ยังเป็นเด็กเล็ก เมื่อมาอยู่ในสภาพเกือบเปลือยอย่างนี้จึงเห็นความแตกต่างของขาทั้งสองข้างอย่างชัดเจน ปกติจะทำท่าเป็นปรปักษ์กับทุกคนใครทักถามอะไรจะไม่ตอบถ้าไม่จำเป็น แต่ตั้งแต่มีพวกนักประพันธ์วรรณศิลป์มาชุมนุมกัน หมอนี่จะมาที่คฤหาสน์ทุกคืน ทำตัวลีบซุกอยู่ที่มุมหนึ่งของมุมเหล้า ทำหน้าบึ้งหน้างอเหมือนโกรธกับใคร แต่จริง ๆ แล้วอาจสนุกไม่น้อยตามแต่อัตภาพก็ได้

เราสองคนเดินเข้าไปในห้องใหญ่ก็พบว่าทุกคนมาพร้อมหน้ากันแล้ว และมีคนมาบอกว่าเตรียมอาหารเช้าเสร็จเรียบร้อยก็เลยพากันไปยังห้องรับประทานอาหาร หมอเอบิสึกะมาช้ากว่า แต่ก็มีคนที่ช้ากว่าคืออากิโกะอดีตภรรยาของ คาซุมะซึ่งเดินตามมาด้วยอาการเซื่องซึม
ศาลเจ้าในป่าลึก
“รู้สึกปวดหัวยังไงไม่รู้ ไม่อยากอาหารเลย แต่จะนอนต่อไปก็ไม่ได้เพราะเป็นกำหนดเวลาที่ทุกคนมาต้องชุมนุมกัน”

“ไม่ได้นอนตลอดคืนตื่นเลยหรือคะ” โคโจ ดาราสาวเป็นคนถามขึ้น

“เปล่าหรอกค่ะ นอนมากเกินไปต่างหาก นี่ก็ยังง่วงอยู่เลย มาอยู่กลางป่าอย่างนี้มันทำให้ง่วงหรือเปล่านะ ปกติใช้ชีวิตไม่ค่อยจะเป็นระเบียบ นาน ๆ ทีต้องมาอยู่ในระเบียบแบบแผนอย่างนี้ดูดีกับสุขภาพและสนุกแปลก ๆ ดีเหมือนกัน”

“ตามประสาหญิงสูงศักดิ์ผู้มีศีลธรรมจรรยาสูงส่งและรักความดีงาม” ปิก้าพูดเสียงดัง

“ขอน้ำเปล่าอย่างเดียวพอค่ะ”

“ไม่สบายหรือเปล่า” อายากะภรรยาคนปัจจุบันของคาซุมะถาม

“อือ การที่คนตะกละกินไม่เลือกอย่างฉันบอกว่าไม่รู้สึกอยากอาหารนี่ อาจไม่สบายจริง ๆ ก็ได้”

“หรือว่าจะแพ้ท้อง” ปิก้าสอดขึ้น

“ให้หมอเอบิสึกะตรวจดีกว่านะ” คาซุมะเสนอด้วยความเป็นห่วงอดีตภรรยา โมคุเบสามีคนปัจจุบันของนางทำหน้าบอกบุญไม่รับ ใคร ๆ ก็รู้ว่าอีกไม่ช้าไม่นานสองคนนี่ก็คงเลิกกัน

“อ้าว ตายจริง ใคร ๆ เห็นฉันเป็นคนป่วยไปหมดแล้วรึนี่”

“เป็นไข้เรียกปัญญาไงล่ะครับ ระยะนี้รู้สึกว่าปัญญาของคุณจะบรรเจิดมาก คงจะดังจนทะลุฟ้ากันละทีนี้” อุซุมิกวีหลังค่อมพูดเป็นเชิงเย้ย อุซุกิ อากิโกะ ได้ชื่อว่าเป็นนักประพันธ์สตรีผู้มีชื่อเสียงโด่งดังได้รับความนิยมสูงสุดในวงการนวนิยายช่วงหลังสงคราม เพราะเธอเขียนถึงทุกสิ่งทุกอย่างโดยไม่ลังเล

“ชีวิตเป็นเรื่องสนุก แยกทางกันก็ยิ่งสนุก ตอนคุณอากิโกะรุ่งเรืองถึงขีดสุด พระเจ้ายังทำอะไรเธอไม่ได้นอกจากลงโทษให้เธอไม่อยากอาหาร คุณอากิโกะครับ ผมว่าคุณต้องมีพรสวรรค์ระดับอัจฉริยะเลยละครับ” ทังโงะสำทับทำนองเสียดสี

“อะ ฮะ ฮะ ฮะ ห่วงจังเลยว่าความไม่อยากอาหารของหญิงสูงศักดิ์ผู้มีศีลธรรมจรรยาสูงส่งคนนี้ จะเกิดจากการไม่อยากอะไรสักอย่างมากเกินไปหรือเปล่านะ” อะไรที่ปิก้าพูดต้องแฝงความคิดโสโครกไว้เสมอ

“อะไรกัน ได้เวลาดื่มกาแฟกันแล้วรึ ฉันนอนเสียจนสายโด่ง ง่วงมากจริง ๆ ”

“เป็นธรรมดาอยู่เองที่คุณจะต้องง่วงเหงาหาวนอนขนาดนี้” ปิก้าสอดทุกเรื่อง

“ฉันไม่อยากกินอะไรเลย แล้วนี่คุณวานิยังนอนอยู่รึ”

จริงด้วย เช้านี้ยังไม่เห็นหน้านายวานิเลย ปิก้าได้ช่องก็พล่ามไปตามเรื่อง

“จะบอกว่าผู้ชายก็ต้องนอนเรียกแรงคืนเหมือนกันงั้นรึ แต่เอ...คนร่างกายแข็งแรงขนาดนายวานิจะเหนื่อยกว่าคุณทามาโอะได้ไง นั่นมันนิยายของคุณอากิโกะนี่ หรือว่าภาพเขียน แต่ภาพเขียนถ้าไม่มีอะไรคาว ๆ แบบนั้นก็คงวาดออกมาไม่ได้ เอาเป็นว่าภาพเขียนดูเป็นผู้ดีกว่า วรรณกรรมมีอะไรที่ทำให้คิดสกปรก เอ๊ะ...หรือยังไง” 

“ไปปลุกดีกว่า”

ทามาโอะพูดทิ้งท้ายหน้าตาเฉย แล้วเดินร้องเพลงขึ้นบันไดลับตาไป แต่เพียงครู่เดียว ก็เดินกลับลงมาเงียบ ๆ หน้าขาวซีด ดวงตาเหม่อลอย พูดออกมาเหมือนเสียงกระซิบ

“นายวานิ ตายแล้ว” คาซุมะสะดุ้งสุดตัว เงยหน้าขึ้นถาม

“ว่าไงนะ”

“นายวานิถูกฆ่าตาย” ว่าแล้วก็ซวนเซไปนั่งลงบนเก้าอี้ที่ว่างอยู่ในสภาพที่เหมือนกับซากหิน คาซุมะลุกขึ้นยืนช้า ๆ มองไปรอบ ๆ แล้วมาหยุดอยู่ที่ผม

“ซุนเป มากับผม” คาซุมะเรียกผมแล้วบอกกับคนอื่น ๆ ว่า “ทุกคนรออยู่ที่นี่ ผมจะขึ้นไปดูเหตุการณ์กับซุนเปสองคน แล้วก็เชิญหมอด้วย”

ทุกคนไม่มีใครพูดอะไร ผมกับหมอเอบิสึกะลุกขึ้นเดินตามคาซุมะออกไปจากห้องที่เงียบกริบไม่มีแม้แต่เสียงกระแอมกระไอ

นายวานิถูกแทงตายในสภาพเปลือยเปล่าไม่มีแม้แต่เส้นด้ายสักเส้นเดียวติดกาย ในลักษณะเหมือนถูกปักตรึงกับพื้นด้วยมีดสั้นทะลุหัวใจ น่าประหลาดที่เกือบไม่เห็นเลือดเลย การที่หมอนี่ไม่ได้ฆ่าใครแต่กลับเป็นคนถูกฆ่านั้นมันเป็นเรื่องโกหกสิ้นดี ผมรู้สึกเหมือนไม่ได้อยู่ในโลกของความเป็นจริง ใครกันที่ฆ่าคนอย่างหมอนั่น ผมนึกสะใจนิด ๆ แต่ความที่เป็นการตายอย่างกะทันหันไม่มีปี่มีขลุ่ย ทำให้กังวลขึ้นมาว่าตายจริงหรือเปล่า หรือกำลังถูกหลอก

หมอเอบิสึกะจับชีพจร เลิกเปลือกตาขึ้นดู แล้วรายงายว่า

“สิ้นใจตายแล้วครับ”

“เวรกรรมตามสนอง” คำพูดนั้นหลุดออกมาเองโดยที่ผมไม่ได้ตั้งใจ

คาซุมะยืนนิ่งเขม้นมองไปที่ร่างไร้วิญญาณ แต่ไม่นานก็รู้สึกตัวบอกว่า

“เอาละ เราออกจากห้องนี้ไปก่อน ทิ้งศพไว้อย่างนี้แหละช่วยไม่ได้ เราแจ้งตำรวจขอให้ช่วยเก็บไว้เป็นความลับภายในจะได้ไหมนะ”

เราสามคนออกจากห้องมาที่ระเบียงทางเดิน ผมเหลือบดูนาฬิกาที่ข้อมือพบว่าเป็นเวลาแปดโมงยี่สิบสองนาที ผมโทรศัพท์ถึงตำรวจที่ประจำการอยู่ในหมู่บ้านแล้วจึงกลับไปที่ห้องรับประทานอาหาร ทุกคนที่นั่งนั่งเงียบคอยฟังข่าว แต่ทั้งคาซุมะและหมอเอบิสึกะไม่มีใครปริปากพูด ผมก็เลยประกาศว่า

“นายวานิถูกฆาตกรรมครับ”

“ฆาตกรรมจริงรึ คุณรู้ได้ไง” ปิก้าเริ่มกวนประสาท

“ฆาตกรรมจริง นายวานิอาจเป็นคนพิสดารไม่ผิดอะไรกับคุณ แต่คิดว่าคงไม่มีวิทยายุทธ์ปักอกตัวเองด้วยมีดสั้นทะลุหัวใจติดพื้นแบบนั้นแน่”

ตอนนั้นเองที่ผมสังเกตเห็นความหวั่นไหวบนใบหน้าของอากิโกะซึ่งคิดว่าคงจะเป็นเพราะตกใจ พอรู้ตัวว่าถูกผมมองนางก็เปลี่ยนสีหน้าขึงตึงทันทีแล้วถลึงตาใส่ผมเหมือนจะเอาเรื่อง แต่หารู้ไม่ว่านอกจากผมแล้วยังมีอีกคนหนึ่งจ้องมองนางอยู่เหมือนกัน ทามาโอะนั่นเอง...ยังไม่ทันที่ผมจะคิดอะไรต่อไป อยู่ ๆ ทามาโอะก็ชี้หน้าอากิโกะ แล้วกรีดเสียงออกมาเหมือนคนสติแตก

“ฉันรู้ว่าใครเป็นฆาตกร อุซุกิ อากิโกะเซ็นเซ นักประพันธ์สตรีนามอุโฆษคนนี้ไงล่ะ โอ๊ย...เก่งจริงอย่างที่ใคร ๆ สรรเสริญกันเลยเจ้าค่ะ ฆ่าคนก็ได้ด้วย”

ว่าแล้วทามาโอะก็ลุกขึ้น ปลายนิ้วคีบอะไรเล็ก ๆ อันหนึ่งที่กำไว้ในมืออีกข้างหนึ่งขึ้นมาชูให้ทุกคนดู ทำท่าเหมือนนักเล่นกลที่กำลังเฉลยความลับ

“ไฟแช็กยี่ห้อดันฮิลล์อันนี้เป็นไฟแช็กคู่มือของอากิโกะเซ็นเซใช่ไหมคะ นอกจากเซ็นเซแล้วคิดว่ามีพ่อรูปหล่อคนไหนใช้ดันฮิลล์หรอก แต่ดันฮิลล์อันนี้มันอยู่บนโต๊ะเขียนหนังสือข้างหมอนของคุณวานิ และในที่เขี่ยบุหรี่บนโต๊ะเขียนหนังสือก็มีก้นบุหรี่เปื้อนลิปสติกทิ้งอยู่ด้วย ตอนที่ฉันออกมาจากห้องนั้นเมื่อคืนนี้ยังไม่มีอะไรพวกนั้นเลยค่ะ...จบบริบูรณ์”

ทามาโอะปาไฟแช็กลงไปกลิ้งอยู่บนโต๊ะแล้วซุกตัวกลับลงไปในเก้าอี้ทำท่าเหมือนจะหาวนอน อากิโกะทำหน้าเหมือนถูกพิพากษาว่าเป็นฆาตกร ซบหน้าลงไปกับฝ่ามือเหมือนกับจะรวบรวมพลังก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นมาเถียงเสียงสั่นว่า

“โกหก ฉันไม่ได้ฆ่าเขา มีดสั้นอะไรนั่นฉันไม่รู้”

“หยุดพูดคำว่าฆาตกรดีกว่า ที่แน่ ๆ คือมีใครคนหนึ่งฆ่านายวานิ ด้วยความรู้สึกเช่นเดียวกับคนอยากฆ่านายนั่นอยู่เหมือนกันแต่ยังไม่ทันได้ลงมือ ดังนั้นจะเรียกตัวแทนที่น่าเคารพคนนั้นว่าฆาตกรได้ยังไง แทนที่จะมาตั้งวงถกเถียงหาตัวคนร้ายกันอยู่อย่างนี้ เรามาเปิดใจปรึกษากันเขียนคำอุทธรณ์ไม่ดีกว่ารึ”

พอผมพูดจบ หมอเอบิสึก็ลุกขึ้น

“ขบวนภูตผีปีศาจ มันก็เป็นอย่างนี้แหละ”

ผมนั่งอยู่ข้าง ๆ จึงได้ยินเสียงพึมพำของเขา และพอเห็นเขาทำท่าจะออกไปจากห้องจึงทักท้วงเอาไว้

“หมอเอบิสึกะ ผมว่าเราจะไปไหนไม่ได้จนกว่าการตรวจสอบของตำรวจจะเสร็จนะ”

“ผมไม่ใช่คนจำพวกว่างงานนะครับ ถูกคนไข้ตามตัวตลอดเวลา บางทีก็ต้องแบกคนไข้ขึ้นหลังเดินป่าตั้งแต่ยังไม่สว่างไปเป็นสิบกว่ากิโล ฆ่าคนรึ สำหรับบางคนอาจเป็นอะไรที่ไม่มากไปกว่าการละเล่น ถึงชีวิตของชาวไร่ชาวนาจะไม่ต่างกับแมลงแต่ก็ยังมีค่ากว่าอยู่ดี จะเอาอะไรกับแมลงที่ถูกฆ่า ลาละครับ ทุกคน”

“โธ่เอ๋ย ทำหยิ่งผยอง นึกว่าเท่นักหนา ที่แท้ก็ไอ้หมอจอมปลอม” ปิก้าตะโกนด่าตามหลังไป “เออ ตั้งใจฆ่าคนไข้ต่อไปเถอะ ไอ้หมอโรคจิต แววตาอย่างนี้ข้าเคยเห็นตามโรงพยาบาลบ้านะจะบอกให้ ชาวบ้านแถวนี้มันยังไงกัน ปล่อยให้คนบ้าจับชีพจรอยู่ได้”

มินามิงาวะ ยูอิจิโร ตำรวจที่ประจำการอยู่ที่หมู่บ้านรีบรุดมาที่คฤหาสน์อุตางาวะทันที่ที่ได้รับแจ้งเหตุ จ่ามินามิงาวะคนนี้ชอบอ่านนิยายสืบสวนสอบสวนเป็นชีวิตจิตใจ แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ได้มาเจอคดีฆาตกรรมจริง ๆ จึงตื่นเต้นไปหมด พอมาถึงก็เอาหนังสือคำสั่งประทับตราทางการตำรวจมาติดแปะที่ประตูที่เกิดเหตุด้วยท่าทางแข็งขัน สั่งให้ทุกคนอยู่ในความสงบและอย่าแตะต้องอะไรในที่เกิดเหตุให้เกิดความสับสน ก่อนที่จะโทรศัพท์ติดต่อไปยังสถานีตำรวจในตัวเมือง

“เกิดคดีใหญ่ขึ้นที่นี่ครับ ฮัลโหล...ได้ยินไหมครับ ผู้ตายคือนายโมชิซึกิ วานิ นักประพันธ์ยอดนิยมของโตเกียว... นักประพันธ์ยอดนิยม ครับ...ยอดนิยม...ไม่เข้าใจรึไงนะ ตรงกันข้ามกับนักเขียนนิยายเล่มละสิบสตางค์น่ะ...ไม่รู้จะอธิบายยังไงแล้ว นี่คุณ...ที่สถานีมีตำรวจที่สนใจวรรณกรรมบ้างไหมครับ”
[ตัวละครในเรื่องและความสัมพันธ์ระหว่างกัน]
เอบิสึกะหมอขาเป๋ ลูกญาติห่าง ๆ ที่นายอุตางาวะผู้อุปถัมภ์ให้เรียนหอมและมาประจำอยู่ที่หมู่บ้าน
โดอิ โคอิชิ จิตรกรอดีตสามีของอายากะ (ถูกเรียกว่าปิก้า)
ผม ยาชิโระ ซุนเป คนเล่าเรื่อง ภรรยาชื่อเคียวโกะ เคยเป็นเมียน้อยนายอุตางาวะ ทามอน บิดาของคาซุมะ
อายากะ ภรรยาคนปัจจุบันของคาซุมะ
อุซุงิ อากิโกะ นักประพันธ์สตรีอดีตภรรยาของอุตางาวะ คาซุมะ ปัจจุบันอยู่กับ มิยาเกะ โมคุเบ
แขกรับเชิญของทามาโอะ: โมชิซึกิ วานิ / ทังโงะ ยุมิฮิโกะ / อุสึมิ อากิระ
อุตางาวะ ทามาโอะ น้องสาวคาซุมะ
อาคาชิ โคโจ ดาราสาว ภรรยาของ (โคโรกุ) ฮิโตมิ นักเขียนบทละคร


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...