xs
xsm
sm
md
lg

บันทึกญี่ปุ่นในมุมที่ผ่านมา ในวาระ “ญี่ปุ่นมุมลึก” ก้าวขึ้นปีที่ 5

เผยแพร่:   โดย: โฆษิต ทิพย์เทียมพงษ์


ดร.โฆษิต ทิพย์เทียมพงษ์
Tokyo University of Foreign Studies


เดือนกรกฎาคมปี 2019 คือเดือนที่ “ญี่ปุ่นมุมลึก” ขึ้นปีที่ 5 ซึ่งเป็นเรื่องน่ายินดีที่ยังทำหน้าที่ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน นักอ่านที่คุ้นเคยกับมุมนี้มาสักระยะคงทราบดีว่ามีเนื้อหาไม่ถึงกับเป็นวิชาการทั้งหมด โดยอยู่ในระดับกึ่งทางการขึ้นไป และค่อนไปทางเรื่องหนักหน่อย นาน ๆ ทีถึงจะมีเรื่องที่เป็นกันเอง ซึ่งมักจะอยู่ในช่วงต้น ๆ ของวาระครบรอบปีคอลัมน์ โดยเป็นการพูดคุยเรื่องใกล้ตัว ถือเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศ และในโอกาสเข้าสู่รอบปีนี้ ก็ขอหวนความหลังเกี่ยวกับพื้นที่ตรงนี้กับความเปลี่ยนแปลงของญี่ปุ่นเท่าที่สังเกตได้ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา

เส้นทางการผลิต “ญี่ปุ่นมุมลึก”

เมื่อมองกลับไปในช่วง 4 ปี มีทั้งผู้อ่านที่ติดตามกันมาตั้งแต่ต้น และคนที่อาจจะเพิ่งเห็นผ่านตาไม่กี่ครั้ง ในหลายโอกาสก็มีนักเรียนนักศึกษา นักเขียน หรือผู้ค้นคว้าท่านอื่น ได้นำข้อมูลบางส่วนหรือทั้งหมดจาก “ญี่ปุ่นมุมลึก” ไปเผยแพร่ บางทีก็ใช้เป็นจุดเริ่มต้นแห่งการค้นคว้าต่อเพื่อทำรายงานบ้าง อ้างอิงบ้าง วิจารณ์บ้าง จึงถือได้ว่าพื้นที่นี้ทำหน้าที่อันเป็นประโยชน์และบรรลุวัตถุประสงค์ที่มุ่งสื่อเนื้อหาในแบบที่ไม่ใช่ตำราเรียนตรง ๆ แต่ยังคงไว้ซึ่งความลึกในระดับที่ช่วยกระตุ้นความสนใจและสร้างเข้าใจในเรื่องใหม่ ๆ เกี่ยวกับญี่ปุ่น

เท่าที่ผ่านมา ถ้านับจำนวนเรื่อง คงมีเกือบ 200 เรื่องแล้ว โดยมีบางเรื่องครอบคลุมมากกว่าหนึ่งตอน และหากนับจำนวนตอนก็แน่นอนว่าเกิน 200 เพราะลงทุกสัปดาห์ไม่เคยเว้น มีบ้างที่ช้าไปวันสองวันตามภารกิจที่เข้ามาแทรกแซงโดยไม่ตั้งตัวอยู่ตลอด สำหรับจุดนี้ต้องขออภัยทั้งต่อผู้อ่านและบรรณาธิการ และต้องขอขอบคุณที่ยังติดตามกันเรื่อยมา

เมื่อนึกถึงช่วงเริ่มแรก ตอนที่ได้รับการทาบทามให้มาเขียนเรื่องญี่ปุ่นเป็นประจำ ต้องขอสารภาพว่ามีความมั่นใจเป็นศูนย์ ส่วนหนึ่งดีใจที่มีคนเชื่อว่าเราทำได้ แต่อีกส่วนหนึ่งก็กลัวว่าจะไปสร้างความรำคาญใจให้แก่ทีมงาน เพราะไม่รู้ว่าจะหาเรื่องอะไรที่น่าสนใจมาเล่า บรรณาธิการท่านใจดี บอกว่า “เรื่องอะไรก็ได้” แต่เรามาคิดดูว่าถ้าสุกเอาเผากินคงจะไม่ดีแน่ และเมื่อยิ่งคิดว่าจะต้องเขียนทุกอาทิตย์?...ไม่ไหวละครับท่าน คิดแบบนั้นจริง ๆ จึงบ่ายเบี่ยงและนั่งคิดนอนคิดอยู่ประมาณ 2 เดือน

แต่แล้วเมื่อความคิดตกผลึก จึงตัดสินใจ...เอาน่า เพราะเชื่อว่าพลังของ ‘เดดไลน์’ จะบีบเราไว้ไม่ให้ขี้เกียจ แล้วก็เป็นจริงตามนั้น จากเดิมที่มักถลำเข้าสู่แดนเกียจคร้านที่แม้แต่การแผ่เมตตาให้ก็ไม่ใคร่จะถึงนั้น พอรับปากแล้ว คราวนี้แหละ...ความคร้านไม่อาจกล้ำกรายได้ นั่นหมายความว่าเดดไลน์กับบรรณาธิการศักดิ์สิทธิ์จริง! นอกจากนี้ก็คิดว่าจะเป็นการพัฒนาตัวเองด้วย เพราะการอยู่ญี่ปุ่นนาน ๆ จนชินจะทำให้เรามองข้ามหลายอย่างไป แต่พอจะต้องเล่าสิ่งใดให้ผู้อื่นร่วมรับรู้ในแบบที่ถูกต้องและลึกซึ้ง จึงต้องหันมามองเสียใหม่ให้ช้าลง ต้องมองแบบสะดุด ไม่ปล่อยให้หลุดไปง่าย ๆ ซึ่งท้ายที่สุดย่อมเป็นการเพิ่มพูนความรู้ให้แก่ตัวเอง นั่นคือจุดเริ่มต้นของ “ญี่ปุ่นมุมลึก”

อย่างไรก็ตาม อุปสรรคใหญ่ของการเขียนบทความแบบสารคดีที่ไม่ใช่การแสดงทัศนะอย่างเดียว คือ “การเลือกหัวข้อ” หรือพูดง่าย ๆ คือ “มุก” นั่นเอง เมื่อเดดไลน์ใกล้เข้ามาเมื่อไร...เอิ่ม เมื่อนั้นก็ได้เวลาควานสมองหามุกให้ควั่ก มุกเป็นทรัพยากรสิ้นเปลือง ถ้าเป็นมุกรีเมกชนิดที่เพิ่มข้อมูลใหม่หรือใส่แง่มุมที่แหลมคมกว่าเดิม แบบนั้นใช้ได้ ถ้าเป็นมุกรีไซเคิลประเภทที่เปลี่ยนเฉพาะย่อหน้าแต่เนื้อหาไม่มีอะไรใหม่ แบบนั้นย่อมไม่ใช่สิ่งดี และโดยทั่วไป มุกเป็นของที่มักจะใช้ครั้งเดียวทิ้ง นักเขียนจึงหวั่นเกรงอาการหมดมุกกันทุกคน

จริงอยู่ที่ว่าคนไทยสนใจญี่ปุ่นและมีหัวข้อให้นำเสนอนับไม่ถ้วน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกเรื่องจะน่าสนใจสำหรับคนไทย บางเรื่องอาจไกลตัวเกินไป การเลือกหัวข้อจึงเป็นการเดาใจคนอ่านครึ่งหนึ่ง และตามใจคนเขียนอีกครึ่งหนึ่ง ผมให้ความสำคัญกับครึ่งแรกมากกว่า และพบว่าเดาถูกมากกว่าผิด ซึ่งถือว่าโชคดี ทั้งนี้ การเดาก็พอจะมีหลักอยู่บ้าง คือ เป็นเรื่องที่ผู้อ่านชาวไทยน่าจะมีอารมณ์ร่วมไปด้วยได้ง่าย และเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยมีใครเขียนถึงเท่าไร หรือหากมีก็จะต้องเหลือแง่มุมให้เขียนเพิ่มเติมได้

ทว่าบางครั้งก็เกิดปัญหารองขึ้นมาคือ เรื่องญี่ปุ่นบางเรื่องดูน่าสนใจมาก ถ้าเขียนออกมาคงเกิดประโยชน์ในวงกว้างและได้รับความสนใจ แต่บังเอิญคนเขียนไม่ค่อยสนใจ...นี่แหละปัญหา พอคนเขียนขาดความสนใจมาก่อน ข้อมูลในหัวย่อมน้อยไปด้วย ความรู้ที่จะนำมาเขียนได้เลยจึงไม่พอ แต่ด้วยความตระหนักว่าเรื่องนี้มันดี...มันควรได้รับการเผยแพร่...กระบวนการค้นคว้าจะเริ่มขึ้น ทั้งหนังสือพิมพ์ นิตยสาร การสัมภาษณ์ผู้รู้ การไปสถานที่จริง

กระบวนการตั้งแต่ต้นจนจบเหล่านี้เป็นสิ่งที่มีต้นทุน และใช้เวลาเวลานานเพื่อได้มาซึ่งเนื้อหาสองถึงสามหน้ากระดาษโดยที่ไม่อาจยืดได้ง่ายเหมือนนิยายหรือละคร แต่ต้นทุนนี้มีกำไรมาโดยตลอด เพราะได้ส่งสาระที่ (คาดว่า) มีคุณค่าในตัวมันออกสู่สายตาผู้คนในวงกว้าง สร้างความสุขใจให้แก่ผู้เขียน โดยทำให้การเรียนรู้มีเป้าหมายชัดเจนขึ้น รู้ว่าจะดูเพื่ออะไร อ่านเพื่ออะไร และจะเอาอะไรไปบอกใคร ความรู้ที่มีก็มิได้ถูกทิ้งขว้างหรือดองไว้ แต่นำมาขยายต่อยอดแบ่งปัน เข้าข่ายวงจรที่ภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า “อิกิไง” (生き甲斐;Ikigai) หรือ “คุณค่า/เหตุผลแห่งการมีชีวิตอยู่” เพราะมันคือการนำสิ่งที่ตัวเองมีหรือเห็นมาทำให้เป็นประโยชน์

ความเปลี่ยนแปลงทั่วไปในสองทศวรรษ

ระยะเวลายี่สิบปีในญี่ปุ่น...ถ้าเป็นเด็กคนหนึ่งก็คงเรียนมหาวิทยาลัยใกล้จะจบแล้ว ไม่น่าเชื่อว่าตัวเองจะอยู่ตรงนี้นานขนาดนั้น ทีแรกคิดว่าจะอยู่แค่สองสามปีหรืออย่างมากห้าปี เรียนปริญญาโทจบก็จะหางานทำสักพัก แล้วคงกลับเมืองไทย และไม่เคยคิดจะเรียนปริญญาเอก แต่ทำไปทำมานี่ผ่านมาถึงสองทศวรรษ รวมระยะเวลาที่อยู่ในญี่ปุ่นแล้วก็เกินระยะเวลาการใช้ชีวิตในเมืองไทย

ผมมาญี่ปุ่นครั้งแรกเมื่อปี 1997 ในฐานะนักศึกษาแลกเปลี่ยนและอยู่ 1 ปี หลังจากนั้นกลับมาอีกครั้งในปี 2001 และอยู่ยาวจนปัจจุบัน ถ้าถามว่าญี่ปุ่นเปลี่ยนไปหรือไม่ แน่นอนว่าถ้าไม่เปลี่ยนเลยย่อมเป็นเรื่องแปลก แต่ถ้าถามว่า “เปลี่ยนมากไหม?”...สำหรับผม รู้สึกว่าเมื่อเทียบกับช่วงเวลายาวนานถึง 20 ปี ญี่ปุ่นเปลี่ยนค่อนข้างน้อย โดยเฉพาะทางกายภาพนั้น มีไม่ค่อยมากซึ่งอาจเป็นเพราะอยู่ตัวแล้ว

อันที่จริงช่วงเวลาตั้งแต่ทศวรรษ 1990 เป็นต้นมา ญี่ปุ่นเปลี่ยนแปลงช้า ก่อนหน้านั้นญี่ปุ่นเปลี่ยนแปลงแบบพลิกหน้ามือเป็นหลังมือบ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการเข้าสู่สมัยเมจิซึ่งเกิดการปรับประเทศให้ทันสมัย ชนชั้นนักรบซามูไรหมดไป เกิดความเจริญแบบผิดหูผิดตา ประสบภาวะสงครามหลายครั้ง แพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 และฟื้นตัวรวดเร็วหลังสงคราม จนกระทั่งเกิดเศรษฐกิจฟองสบู่แล้วฟองสบู่ก็แตกในช่วงท้าย ๆ ของทศวรรษ 1980 นับแต่นั้นมาญี่ปุ่นก็ตกอยู่ในสภาพเอื่อย ๆ และในบางด้านถอยหลังด้วยซ้ำ

ในบรรดาความเปลี่ยนแปลงไม่มากนั้น เรื่องใหญ่สุดที่เห็นได้ชัดว่าเปลี่ยนไปในช่วง 20-30 ปีนี้ คือชื่อยุคสมัยจากเฮเซเป็นเรวะในปี 2019 แต่นอกจากนั้นถือว่าค่อนข้างนิ่ง ซึ่งสาเหตุใหญ่มาจากภาวะเศรษฐกิจหลังฟองสบู่ อาจเพราะเหตุนี้เองญี่ปุ่นถึงได้พยายามเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกปี 2020 เพื่อสร้างสีสันในทางดี ในด้านความเป็นอยู่นั้น ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนมีมากขึ้น จนเกิดชนชั้นที่เรียกว่า “เวิร์กกิงพัวร์” (working poor) ขึ้นมา คือไม่ว่าจะขยันทำงานเท่าไรก็ยังจนอยู่อย่างนั้น

ทางด้านเศรษฐกิจ เป็นที่รู้กันว่าญี่ปุ่นอยู่ในภาวะเงินฝืดมานาน เงินค่าโดยสารรถไฟของญี่ปุ่นแทบจะไม่เปลี่ยนไปจากเมื่อ 20 ปีก่อน รัฐบาลทุกชุดพยายามหามาตรการมากระตุ้น จนกระทั่งต้องประกาศเป้าหมายว่าจะทำให้เกิดเงินเฟ้อ 2% เพื่อให้ค่าแรงปรับสูงขึ้นไปด้วย แต่มาตรการส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้ผลหรือได้ผลช้ามาก และบางอย่างเป็นเหมือนการซ้ำเติมประชาชน ซึ่งได้แก่การขึ้นภาษีผู้บริโภค จาก 5% ปัจจุบันคือ 8% และกำลังจะขึ้นเป็น 10% ในเดือนตุลาคมปี 2019

สิ่งที่เปลี่ยนจนรู้สึกได้คงจะเป็นเรื่องประชากรและอัตรการเกิดที่ลดลง ซึ่งคาดการณ์กันมาไม่ต่ำกว่า 20 ปีเห็นจะได้ แต่ตอนที่เริ่มมีคนพูดนั้น ไม่มีใครคิดว่าสักวันหนึ่งญี่ปุ่นจะเปิดรับคนต่างชาติ แต่มาวันนี้งานในร้านสะดวกซื้อ งานดูแลคนชรา งานร้านอาหาร ล้วนแต่มีพนักงานต่างชาติทั้งนั้น และสืบเนื่องจากการกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุ ปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้ด้วยก็คือมีบ้านร้างในญี่ปุ่นเยอะขึ้น เป็นบ้านที่พยายามขายถูกแล้ว แต่ก็ยังไม่มีใครอยากจะซื้อ

ส่วนเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เกี่ยวกับชีวิตประจำวันก็อย่างเช่นโทรศัพท์มือถือ ในทศวรรษ 90 คนญี่ปุ่นเริ่มใช้โทรศัพท์มือถือกันเยอะแล้ว ปีที่ผมมาถึงญี่ปุ่นครั้งแรกก็อดทึ่งไม่ได้กับสารพัดรูปลักษณ์ของมือถือและความแพร่หลาย และเพิ่มขึ้นเรื่อยมาจนถึงตอนนี้ โทรศัพท์มือถือในปี 1989 มีผู้ทำสัญญาใช้โทรศัพท์มือถือ 490,000 หมายเลข เมื่อคิดเป็นอัตราคือ 0.4% เท่านั้น แต่เมื่อถึงปี 2000 อัตราเปลี่ยนมาอยู่ที่กว่า 50% และถัดมาในปี 2017 คือ 170 ล้านหมายเลข (มากกว่าจำนวนประชากร) โดยคิดเป็นอัตราที่ 133.9% จนปัจจุบันได้ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่อปริมาณโทรศัพท์บ้าน โดยลดลงอย่างฮวบฮาบ ปี 1997 มีประมาณ 60 กว่าล้านหมายเลข พอมาในปี 2017 เหลือเพียง 20 กว่าล้านหมายเลข

ในด้านการเดินทาง สมัยก่อนเสียงประกาศในรถไฟสายยามาโนเตะ (และอีกหลายสาย) ซึ่งเป็นสายหลักที่วิ่งวนในใจกลางกรุงโตเกียวนั้นไม่มีภาษาอังกฤษ และไม่มีจอภาพให้ผู้โดยสารดูชื่อสถานี แต่ตอนนี้มีครบหมด อีกทั้งยังมีการสร้างทางรถไฟสายใหม่ ๆ อย่างในกรุงโตเกียวมีรถไฟใต้ดินสายใหม่คือสายโอเอโดะ สายฟูกูโตชิง รวมทั้งบัตรเติมเงินที่ใช้กับรถไฟก็ได้ใช้ซื้อของตามร้านสะดวกซื้อก็ได้ด้วยบัตรเดียวกัน ซึ่งสมัยก่อนถือว่าเป็นเรื่องแปลกใหม่ ส่วนทางด้านแท็กซี่ ตอนนี้พบว่าแท็กซี่แบบมินิแวนกำลังแพร่หลายและเข้ามาแทนที่รถซีดาน

เมื่อดูทางด้านอาหารการกินจะพบว่าญี่ปุ่นมีความหลากหลายทางอาหารมากกว่าเดิม คือมีร้านอาหารของชาติอื่นเพิ่มขึ้นมาก รวมทั้งร้านอาหารไทยด้วย คนญี่ปุ่นรู้จักอาหารไทยอย่างแพร่หลาย ต้มยำกุ้งกับแกงเขียวหวานนั้นไม่ต้องพูดถึง กลายเป็นเรื่องธรรมดาในญี่ปุ่นไปแล้ว ถึงขนาดมีบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรสต้มยำกุ้ง และมีแกงเขียวหวานบรรจุกระป๋อง ล่าสุดอาหารธรรมดาของไทยอย่างข้าวมันไก่ก็เป็นที่ชื่นชอบกันมาก และอาหารอินเดียกับเวียดนามก็เพิ่มขึ้น สาเหตุหลักคือคนญี่ปุ่นไปเมืองนอกกันได้ง่าย รู้จักวัฒนธรรมต่างชาติมากขึ้น และคนที่อยู่เมืองนอกแบบระยะยาว (ตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไป) ก็เพิ่มขึ้นด้วย โดยในปี 1989 มีคนญี่ปุ่นอยู่ในต่างประเทศเกือบ 6 แสนคน พอมาถึงปี 2017 มีมากถึงเกือบ 1.4 ล้านคน ในทางกลับกัน คนต่างชาติที่มาญี่ปุ่นก็เพิ่มขึ้นประมาณสิบเท่า ปี 1989 มีประมาณ 2 ล้านคนเศษ แต่ในปี 2016 มีถึง 24 ล้านคน

สิ่งเหล่านี้คือเรื่องทั่ว ๆ ไปในอดีตจนถึงปัจจุบันเท่าที่พอจะประมวลได้ในขนาดที่พอเหมาะกับหน้ากระดาษ ในปีที่ 5 นี้และปีต่อ ๆ ไป “ญี่ปุ่นหลากมุม” ยังคงมุ่งที่จะเป็นช่องทางสำหรับการบันทึกเรื่องราวของญี่ปุ่น ทั้งสิ่งที่ยังคงอยู่และสิ่งที่เปลี่ยนไป ชวนกันมองย้อนอดีตบ้าง มองเส้นทางอนาคตบ้าง โดยหวังว่าจะได้ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมความเข้าใจระหว่างญี่ปุ่นกับผู้อ่านชาวไทยไปอีกนาน ๆ

**********
คอลัมน์ญี่ปุ่นมุมลึก โดย ดร.โฆษิต ทิพย์เทียมพงษ์ แห่ง Tokyo University of Foreign Studies จะมาพบกับท่านผู้อ่านโต๊ะญี่ปุ่น ทุกๆ วันจันทร์ ทาง www.mgronline.com



Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...