xs
xsm
sm
md
lg

รหัสรักจากอเวจี ตอนที่ 20 นางแปลง

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

บทประพันธ์ของ เอโดงาวะ รัมโป (1894-1965)
แปลและเรียบเรียงโดย ฉวีวงศ์ อัศวเสนา

หรือด้วยฤทธิ์พิศวาส..รหัสปริศนาที่ถูกทิ้งไว้จึงมีมนต์มายาราวกับส่งสัญญาณขึ้นมาจากอเวจี

หลุมหลบภัยทางอากาศที่ลืมภัยซึ่งต้องหลบไปแล้วในช่วงสิบปีที่ผ่านมาต่างจากโกดังผนังดินหรือห้องใต้ดินมากนัก บรรยากาศเหมือนถ้ำตามธรรมชาติที่ไหนสักแห่ง ลำแสงทรงกรวยจากไฟฉายที่วางตั้งอยู่บนพื้นจับเพดานคอนกรีตสะท้อนแสงจาง ๆ ลงมาจับร่างชายหญิงสามคนที่อยู่ในท่าต่างกันอย่างไม่มีใครเคยเห็นในห้องตามปกติธรรมดา คนหนึ่งนั่งคู้เข่า คนหนึ่งนั่งฟุบหน้าลงไป
ยูมิโกะพยักหน้ารับคำของนักสืบอาเกจิอย่างว่าง่ายไม่แสดงทีท่าต่อต้านเลยแม้แต่น้อย นางยังนิ่งเงียบมีแต่แววตาเท่านั้นที่ฉายแววว่านางผู้ราวกับสัตว์ป่าแสนงามผู้นี้หลงรักนักสืบเอกจนแทบหมดใจเสียแล้ว

“ฉันคิดเท่าไรก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเธอซึ่งเป็นคุณหนูเกิดมาในตระกูลสูงที่พรั่งพร้อมไปด้วยทรัพย์สมบัติและเกียรติยศ เมื่อเติบโตขึ้นมาก็ได้แต่งงานเป็นภรรยาของชายผู้สูงศักดิ์ ถึงได้จิตใจโหดร้ายถึงกับฆ่าคนตายถึง 3 คน และยังมีอีก 2 คนที่ฆ่าไม่สำเร็จ ฉันอยากรู้ว่าอะไรจูงใจให้เธอทำผิดอุกฉกรรจ์เช่นนั้นจากปากของเธอเอง ที่นี่อาจเป็นที่ที่แปลกประหลาด แต่ฉันคิดว่ามันเหมาะกับการพูดเรื่องของเธอมาก”

ใบหน้าของนักสืบอาเกจิและใบหน้าของยูมิโกะเป็นหลืบเงาอยู่นอกแนวลำแสงทรงกรวยของไฟฉายที่เป็นฉากหลัง ยูมิโกะยังจ้องหน้าอาเกจิเงียบอยู่ ร่างระหงงดงามราวหุ่นขี้ผึ้งนิ่งสนิท

หลุมหลบภัยเงียบกริบจนหูอื้อ อากาศภายในไม่หนาวและไม่มีการเคลื่อนไหวทำให้รู้สึกอึดอัด

“ไม่ใช่แค่สามคน”

ยูมิโกะทำลายความเงียบออกมาเป็นคำแรก อาเกจิเข้าใจความหมายในทันทีแต่ก็เงียบอยู่ คุณนายโฉมงามจึงพูดต่อเหมือนตอบคำถามใครสักคน

“ใช่...๗ หรือ คิดว่ามากกว่านั้นนะ”

นางพูดด้วยเสียงเรื่อย ๆ ราวกับไม่ใช่เรื่องสำคัญเหมือนกำลังนับจำนวนเพื่อนที่จะมางานปาร์ตี้ มีแต่คนที่รู้ความในเท่านั้นรู้สึกได้ถึงความร้ายกาจน่าขนลุกที่แฝงอยู่ ความมืดของห้องสี่เหลี่ยมอับทึบแห่งนี้ช่างเหมาะเจาะกับเรื่องที่จะถูกเปิดเผยออกมาอย่างไม่มีที่ไหนจะเทียมเท่าได้

ความรู้สึกบนใบหน้าของนักสืบอาเกจิไม่ได้เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย แต่โชจิ ทาเคฮิโกะซึ่งฟังเรื่องราวอยู่ข้าง ๆ และเริ่มเข้าใจอะไรขึ้นมาลาง ๆ ตัวสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด รู้สึกเหมือนเรื่องราวทั้งหมดตั้งแต่ถูกล่อเข้ามาในหลุมหลบภัยร้างแห่งนี้เป็นฝันร้าย

ยูมิโกะที่นั่งคู้ตัวอยู่บนพื้นห้อง ยิ่งดูก็ยิ่งเหมือนกับนางร้ายในนิยาย อย่างนางโอฮยะคุ ผู้ได้ชื่อว่าร้ายกาจที่สุดในสมัยเอโดะ และโอยูนางพญางูใหญ่ เข้าไปทุกที ส่วนอาเกชิในชุดดำที่ยืนเด่นอยู่นั้นคือวีรบุรุษผู้ปราบอธรรม

“ฉันคิดมานานแล้วว่าอยากให้คุณอาเกจิได้ฟังเรื่องราวทั้งหมด และวันนี้ฉันจะเล่าละ”

ยูมิโกะขยับตัวเปลี่ยนท่านั่ง แต่สายตายังไม่ละจากใบหน้าของอาเกจิ ทาเคฮิโกะบอกตนเองว่าไม่เคยเห็นยูมิโกะเปล่งประกายเสน่หางดงามประทับใจเท่านี้มาก่อน ความงามที่ปรากฏต่อหน้าเขา ณ ขณะนี้เป็นความงามที่สูงส่งเกินความงามใด ๆ ที่จะพบพานได้ในโลกมนุษย์

อาเกจิในชุดดำสนิททั้งตัวยืนกอดอกผึ่งผายมองไปที่ยูมิโกะโดยไม่พูดจาว่ากระไร ขณะที่ยูมิโกะเริ่มเล่าเรื่องราวด้วยท่าทีสงบนิ่งราวกับกำลังจะเล่านิทานปรัมปราอะไรสักเรื่องหนึ่ง

“ไม่แปลกที่คุณอาเกจิจะไม่เข้าใจ ในเมื่อตัวฉันเองก็ยังไม่เข้าใจเลยว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ฉันเป็นคนที่แตกต่างจากคนธรรมดาทั่วไป ที่ผ่านมาฉันพยายามศึกษาหาทางทำตัวไม่ให้ถูกมองว่าแตกต่าง คือศึกษาวิธีใส่หน้ากากนั่นเอง

ตอนอายุ ๖ ขวบฉันถูกคุณแม่ดุรุนแรงมาก คุณพ่อไม่ค่อยอยู่บ้านมาตั้งแต่ช่วงนั้น แต่ก็ไม่แปลกเพราะตามปกติฉันก็พบหน้าคุณพ่อน้อยครั้งมากอยู่แล้ว คุณแม่เป็นคนใจดี หัวอ่อนจนน่ารำคาญ ไม่เคยแข็งข้อเวลาถูกคุณพ่อใช้กำลัง คุณแม่ผู้ใจดีคนนี้แหละที่แผดเสียงใส่ฉัน ตาเป็นประกายดุดันน่ากลัว แม่นม “โทมิ” ที่ตอนนั้นยังเป็นสาวอยู่ต้องช่วยพาฉันออกมาให้พ้นรัศมีความโกรธเกรี้ยวนั้น

สาเหตุที่ทำให้คุณแม่โกรธขนาดนั้นก็คือฉันฆ่านกกระจ้อย นกของฉันเองที่เลี้ยงไว้ในกรงนกสวยงามมีพู่ห้อยสีม่วง ตอนนั้นยังไม่มีเพื่อนสนิทฉันจึงรักนกกระจ้อยตัวเล็กสวยงามตัวนั้นที่สุดในโลก มันน่ารักมาก น่ารักอย่างบอกไม่ถูก ฉันเปิดกรงออกยื่นมือเข้าไปลูบขนมันบ้าง จับตัวมันบีบนิด ๆ บ้าง สุดท้ายก็เอามันออกมาจากกรงประคองไว้ในอุ้งมือ เลียหัว เลียปากและเลียหลังให้มัน พอทำอย่างนั้นเจ้านกกระจ้อยก็หนีออกจากอุ้งมือฉันบินไปรอบ ๆ ห้อง ฉันตะโกนเรียกแม่นม “โทมิ” ซึ่งพอได้ยินเสียงเรียกพวกคนรับใช้หนุ่ม ๆ ก็เข้ามาช่วยกันจับเจ้านกกระจ้อยไว้ได้ มีเหตุอย่างนี้เกิดขึ้นสองสามครั้ง

จนในที่สุดฉันก็ฆ่าเจ้านกกระจ้อยตายจนได้ นกกระจ้อยดูตัวโตก็จริงแต่พอบีบมันนิดหนึ่งก็จะเข้ามาอยู่ในอุ้งมือ เล็ก ๆ ของเด็กได้สบาย นกกระจ้อยตัวอุ่นชีพจรเต้นตุบ ๆ อยู่ในอุ้งมือ ความที่น่ารักเหลือเกินฉันก็เลยบีบเสียแรงและบีบอย่างนั้นอยู่นานจนมันขาดใจตาย เมื่อคุณแม่มาพบเข้าก็ดุว่าเกรี้ยวกราดรุนแรงจนฉันตกใจ
นกกระจ้อย
ฉันไม่ได้คิดว่าตนเองทำอะไรผิดสักนิดแต่ทำไมคุณแม่ถึงได้โกรธฉันเป็นฟืนเป็นไฟอย่างนั้น ฉันแปลกใจมากเลยว่าพวกผู้ใหญ่ทำไมต้องดุเรื่องแบบนี้ด้วย ฉันไม่เข้าใจคำว่า “ฆ่า” ไม่นึกไม่ฝันว่าการฆ่าเป็นการกระทำเลวร้ายที่สุดในโลกนี้ และแม้จนทุกวันนี้ฉันก็ยังไม่เข้าใจถ่องแท้เลยว่าทำไมการฆ่าจึงเป็นการกระทำที่เลวร้าย มันก็แค่ทุกคนพูดอย่างนั้นก็เลยคิดกันไปอย่างนั้นเท่านั้นเอง ฉันบอกแล้วว่าฉันแตกต่างจากทุกคน ใจจริงของฉันไม่สามารถเข้าใจสิ่งที่ทุกคนพูด

คุณแม่มีเหตุผลที่ดุว่าฉันอย่างรุนแรงขนาดนั้น ฉันมีนิสัยชอบฆ่าแมลงสวย ๆ มาตั้งแต่เมื่อยังเป็นเด็กเล็ก คุณแม่กับคนอื่น ๆ คิดเหมือนกันว่านั่นเป็นสิ่งที่เลวร้ายมาก และคงคิดว่าถ้าปล่อยไว้อย่างนั้นจะยิ่งร้ายแรงขึ้นและกลายเป็นปัญหา จึงพยายามตัดไฟตั้งแต่ต้นลมโดยดุว่าและทำโทษเสียตั้งแต่ยังเป็นเด็กเล็กไม่รู้ภาษาอะไรมากนัก

รู้ไหมว่าสมัยเด็กฉันเป็นเจ้าหญิงผู้หลงใหลแมลง เพราะแมลงนั้นทั้งสวยและน่ารัก และพอเอามาเชยชมก็อยากฆ่าให้ตาย อารมณ์น่าจะเหมือนกับตอนอยากกินอะไรอร่อย ๆ การกินก็เป็นความรักอย่างหนึ่งใช่ไหม เพราะฉะนั้นการฆ่าจะไม่เป็นความรักหรอกหรือ พอเด็กฆ่าแมลงผู้ใหญ่จะบอกว่าใจร้าย น่าสงสาร แต่เด็กเล็ก ๆ อย่างฉันไม่เข้าใจว่าอะไรคือใจร้าย สิ่งที่ผู้ใหญ่คิดว่าใจร้ายนั้นสำหรับฉันคือการแสดงความรักที่สุดยอด ดังนั้นฉันจึงได้บอกว่าฉันแตกต่างจากคนธรรมดาทั่วไป

ฉันเข้าใจดีว่าการ “ฆ่า” นกกระจ้อยเป็นความเลวร้ายที่สุดในโลกของผู้ใหญ่ แต่ฉันไม่ได้หยุด “ฆ่า” เพียงแต่รู้วิธี “ฆ่า” โดยไม่ให้ผู้ใหญ่จับได้เท่านั้น จากนั้นมาฉันหลงรักสัตว์ตัวเล็ก ๆ อีกหลายชนิด และพอหลงรักมาก ๆ เข้าก็อดฆ่ามันไม่ได้สักที อย่างตอนอายุ ๑๐ ขวบ ฉันมีแมวสามสีสุดแสนจะน่ารักชื่อ“ทามะ” ฉันรักใคร่อุ้มชูอยู่สามเดือนในที่สุดก็อดใจไว้ไม่อยู่ต้องบีบคอมันตายไป ถ้าผู้ใหญ่รู้เข้าต้องแย่แน่ฉันก็เลยแอบเอามันไปฝังไว้ในสวนและทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ สวนที่บ้านกว้างขวาง มีป่าละเมาะด้วย จึงไม่มีใครรู้เรื่องแมวตายและถูกฝัง แม้แต่แม่นม “โทมิ” ก็ไม่ระแคะระคายเลย

ฉันฆ่าคนครั้งแรกเมื่ออายุ ๑๒ เขาเป็นเด็กชายรุ่นราวคราวเดียวกันกับฉันที่มาเล่นที่บ้านบ่อย ๆ ฉันชอบเขามากกว่าใคร ๆ น่ารักอย่างบอกไม่ถูก เราเข้าไปเล่นเป็นคู่รักกันในป่าละเมาะ ตอนนั้นฉันเริ่มรู้แล้วว่าการฝักใฝ่ในกามารมณ์เป็นเรื่องไม่ดีอย่างหนึ่งในโลกของผู้ใหญ่ จึงเลือกเข้าไปเล่นกันในป่าให้พ้นหูพ้นตา ทุกครั้งที่เด็กชายผู้นั้นมาที่บ้านฉันจะชวนไปในสวนและเล่นเป็นคู่รักกัน พอพบกันหลายครั้งเข้าฉันก็ยิ่งรักเอ็นดูเขามากขึ้นจนในที่สุดก็ฆ่าเขา ความจริงอยากบีบคอเขาให้ตายเหมือนกับแมว “ทามะ” แต่นี่เป็นเด็กผู้ชายฉันคงเป็นฝ่ายแพ้แรงเขา ก็เลยคิดอุบายผลักเขาตกลงไปจมน้ำตายในสระน้ำ ตอนนั้นในสวนบ้านฉันมีสระใหญ่ที่บางช่วงลึกเกินกว่าเด็กจะยืนถึง

ฉันยืนดูเด็กคนนั้นตะเกียกตะกายอยู่ในสระนิดหนึ่งแล้วทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้กลับไปที่ห้อง ถ้าเป็นคนธรรมดาเขาคงเสียใจกับการกระทำของตนใช่ไหม แต่ฉันไม่ได้คิดเสียใจอะไรเลย ฉันดีใจ รู้สึกเต็มตื้นเมื่อความรักบรรลุถึงจุดสุดยอด รู้สึกอิ่มใจจนอยากเอนตัวลงนอน ทุกคนโศกเศร้ากับการตายของเด็กชายคนนั้น คิดว่าพลัดตกลงไปในสระน้ำเองโดยไม่มีใครเห็น และไม่มีใครสงสัยฉันที่เป็นเพื่อนสนิทกัน

เด็กผู้ชายคนนั้นเป็นรายแรก ต่อจากนั้นจนถึงแต่งงานมาอยู่บ้านท่านโองาวาระฉันฆ่าเด็กผู้ชายและชายหนุ่มอีก 4 คน แน่นอนว่าระหว่างที่เติบโตขึ้นฉันเริ่มเข้าใจดีขึ้นเรื่อย ๆ ว่าในสังคมมนุษย์นั้นการฆ่าคนเป็นความเลวร้ายเพียงไร แต่ทั้งหมดนั้นเป็นความรู้ความเข้าใจในแง่ของกฎหมายและศีลธรรม แต่ในส่วนที่เป็นตัวตนแท้ ๆ ของฉันนั้นไม่ได้มีความเข้าใจเลย คือรู้ว่าถ้าฆ่าคนจะต้องได้รับโทษเพียงไรและเป็นที่รังเกียจของคนในสังคมแค่ไหน ดังนั้นจึงไม่อยากฆ่าเพราะกลัวอาญา แต่พออารมณ์พลุ่งพล่านรุนแรงขึ้นมาฉันก็ระงับใจไว้ไม่ได้ นิสัยที่ไม่ธรรมดานี้ดูเหมือนจะเรียกว่าโรคจิต และฉันก็เป็นโรคจิตใช่ไหม แต่ไม่ว่าใครจะมองยังไงฉันไม่คิดว่าตนเองเป็นโรคอะไร เพราะยังไม่เข้าใจดีนักว่าทำไมนิสัยและขนบประเพณีที่เป็นของคนส่วนใหญ่จึงเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ในขณะที่นิสัยของคนส่วนน้อยที่แตกต่างกันออกไปนั้นถูกตราหน้าว่าเป็นโรคร้าย ความถูกต้องที่ว่านั้นคืออะไร เป็นสิ่งที่กำหนดด้วยคนส่วนมากอย่างนั้นหรือ

ตั้งแต่เกิดมาฉันไม่เคยพูดเรื่องนี้กับใครแม้แต่ครั้งเดียว นี่เพราะเป็นคุณอาเกจิฉันจึงพูด แต่ถ้าคุณไม่พบความจริงว่าฉันฆ่าคนตายฉันก็คงไม่พูด คุณอ่านกลอุบายฉันออกหมดฉันถึงได้พูด...ความจริงฉันอยากให้คุณแก้เกมฉันออก คุณไม่รู้หรอกว่าฉันอยากพบคุณแค่ไหน ไม่รู้หรอกว่าฉันอยากให้คุณอ่านอุบายฉันออกเร็วเพียงใด ฉันไม่รู้เหมือนกัน บางทีฉันเองอาจเป็นคนช่วยให้คุณแก้ปมปริศนาที่ฉันผูกไว้ก็ได้ อาจตั้งความหวังอันร้อนแรงไว้ลึก ๆ ในใจก็ได้

ฉันไม่มีเวลาจะเล่าถึงความสัมพันธ์กับคนสี่คนนั่นและวิธีฆ่าแต่ละคน แต่ที่บอกได้เต็มปากก็คือฉันชอบเขาแทบตายทุกคน ส่วนวิธีฆ่าก็คล้าย ๆ กับกรณีของเด็กชายคนแรก ไม่เคยใช้อาวุธหรือยาพิษเลยสักครั้งเดียว เพราะรู้ดีว่าวิธีเช่นนั้นเสี่ยงอันตรายมาก ความจริงฉันอยากฆ่าด้วยการบีบคอทุกราย และถ้าเป็นไปได้ก็อยากกอดเอาไว้ให้ตายเหมือนเมื่อตอนทำกับเจ้านกกระจ้อย สมัยเด็กฉันเคยอ่านนิยายสืบสวนที่แปลมาจากภาษาต่างประเทศ เป็นเรื่องของทหารหญิงในดินแดนป่าเถื่อนของแอฟริกาที่ดุร้ายเหี้ยมโหดราวนักรบหญิงเผ่าอะเมซอนในเทพนิยายกรีก ทหารหน่วยนี้ใส่เสื้อเกราะที่มีหนามเหล็กเต็มตัว เวลาต่อสู้ก็จะโผเข้าหาข้าศึกกอดรัดเอาไว้ให้หนามเหล็กทิ่มแทงจนตาย ฉันอ่านแล้วนึกอิจฉาทหารหญิงพวกนั้นจนบอกไม่ถูก อยากกอดคนรักอย่างนั้นบ้าง

ฉันฆ่าหนุ่มคนหนึ่งที่เชื่อฟังทุกอย่างที่ฉันพูดโดยบอกให้เขาพุ่งหลาวลงไปจากโขดหินสูงชายทะเลเพราะรู้ว่าใต้ทะเลตรงนั้นเต็มไปด้วยหินตะปุ่มตะป่ำ และถ้าโดดลงไปก็จะกระทบกับหินเหล่านั้นแน่นอน

ส่วนหนุ่มอีกคนหนึ่งนั้น หลังจากรักกันแล้วฉันชวนเขาไปปีนเขาแล้วผลักจากหน้าผาตกลงไปในหุบเหว รายนี้ฉันทำเรียนแบบนิยายเรื่อง “บทเพลงมรณะ” ของทานิซากิ คุณคงคิดว่าฉันใจร้าย แต่ก็อย่างที่บอกคือฉันไม่เข้าใจว่าอย่างไรจึงจะเรียกว่า “ใจร้าย” สิ่งที่คนทั่วไปมองว่าใจร้ายนั้นสำหรับฉันคือการแสดงความรักที่สุดยอด”


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...