xs
xsm
sm
md
lg

จาก Animal Farm ถึง เกาะลิง ... กว่าจะรู้ตัวว่าถูกขัง (1)

เผยแพร่:   โดย: โฆษิต ทิพย์เทียมพงษ์


ดร.โฆษิต ทิพย์เทียมพงษ์
Tokyo University of Foreign Studies


นำเรื่อง

พอบทประพันธ์ Animal Farm (“ฟาร์มสัตว์”) ของจอร์จ ออร์เวลล์ นักเขียนอังกฤษ กลายเป็นที่กล่าวถึงอย่างกว้างขวางในสังคมไทย ก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงเรื่องอื่น ๆ ที่สัตว์มีบทบาทเด่นขึ้นมาบ้าง ถ้าพูดถึงงานเด่น ๆ ของนักเขียนไทยก็เช่น “นิกกับพิม” (สุนัข) ของ ว.ณ ประมวญมารค, “ตลิ่งสูงซุงหนัก” (ช้าง) ของนิคม รายวา, “แม่เบี้ย” (งู) ของวาณิช จรุงกิจอนันต์ หรือถ้าเป็นเรื่องสั้นก็อย่างเช่น “ซาเก๊าะ” (วัว) ของมนัส จรรยงค์, “อสรพิษ” (วัว) ของแดนอรัญ แสงทอง แต่การตีความทางการเมืองนั้น คงไม่มีเรื่องไหนในโลกชนะ Animal Farm (หมู) ไปได้ในด้านความแพร่หลายและความชัดเจน

หันมาดูทางญี่ปุ่นจะพบว่าบทประพันธ์ที่มีสัตว์เป็นตัวละครเด่นนั้นมีมาก และคงมากกว่าของไทย โดยเฉพาะสุนัขกับแมว เรื่องที่คนญี่ปุ่นรู้จักกันมากที่สุดน่าจะเป็น “ข้าคือแมว” (1905) ของนัตสึเมะ โซเซกิ นักเขียนชื่อดังคนอื่น ๆ ก็มีบทประพันธ์เกี่ยวกับสัตว์อีกมาก หนึ่งในนั้นคือ ดาไซ โอซามุ ซึ่งนำลิงมาเป็นตัวเอกในเรื่องสั้น “เกาะลิง” ซึ่งพูดถึงความเหงากับการถูกกักขัง กว่าจะรู้ตัวก็เหมือนถูกหลอกให้เชื่อมาตลอดว่าพื้นที่ที่ตัวเองอยู่คือธรรมชาติ ส่วนการตีความ ไม่ว่าจะทางการเมืองหรือทางจิตวิทยา ย่อมแล้วแต่วิจารณญาณ
ดาไซ โอซามุ
-------------------------

“เกาะลิง”


พอข้ามพ้นทะเลอันไกลโพ้นมาถึงเกาะแห่งนี้ ฉันก็ตกอยู่ในห้วงความเศร้าสร้อย มันเป็นกลางคืนหรือกลางวันกันเล่า...มิอาจบอกได้ เกาะนี้หลับใหลท่ามกลางมวลหมอกหนา ฉันกะพริบตา พยายามกวาดสายตามองไปทั่วเกาะ เห็นหินก้อนโตเหี้ยนเตียนหลายต่อหลายก้อนทับซ้อนก่อเป็นแนวชัน ท่ามกลางหินเหล่านั้นมองเห็นราง ๆ ว่ามีปากถ้ำมืดเปิดอยู่ นี่เป็นภูเขากระนั้นหรือ? ไม่มีแม้แต่หญ้าเขียวสักต้น

ฉันเดินเอื่อย ๆ ไปตามชายฝั่งเลียบเชิงเขาหิน บางขณะได้ยินเสียงร้องตะโกนแปลกประหลาด ดังมาจากที่ที่ไม่ห่างไกลนัก นั่นเสียงหมาป่า? หรือว่าหมี? ทว่าความเหนื่อยอ่อนจากการเดินทางยาวนานทำให้ฉันไม่นึกกลัว ฉันเดินไปตามทางรอบเกาะโดยไม่ใส่ใจเสียงร้องเหล่านั้น

ฉันประหลาดใจกับสภาพซ้ำซากไร้ความแตกต่างของเกาะ ไม่ว่าจะเดินไปสักเท่าไร...ก็มีแต่ทางแข็ง ๆ ขวามือคือภูเขาหิน ถัดไปทางซ้ายเป็นหินกรวดหยาบ ๆ ที่เรียงตัวชันเกือบจะเป็นเส้นตรง กึ่งกลางระหว่างสองข้างคือทางที่กำลังเดินอยู่ ทางนี้กว้างราวหนึ่งวา เรียบ ทอดยาวออกไป

ฉันคิดว่าจะเดินไปเรื่อย ๆ เท่าที่ทางจะไปถึง ฉันสับสนจนคำพูดและเหนื่อยล้า จึงบังเกิดความกล้า ไม่กริ่งเกรงอะไรทั้งนั้น

พอเดินไปเกือบสองกิโลเห็นจะได้ ปรากฏว่ากลับมาอยู่ที่จุดเดิมอีกครั้ง จึงเข้าใจว่าทางนี้วนรอบภูเขาหิน ใช่แน่แล้ว...ฉันคงเดินเป็นวงวนสองรอบอยู่บนทางนี้แน่ ๆ และได้รู้ว่าเกาะนี้เล็กกว่าที่คิดไว้

หมอกค่อย ๆ บางลง แลเห็นยอดเขาดูประหนึ่งว่าวางตั้งอยู่บนหน้าผากฉันเอง เขามีสามยอด ยอดกลม ๆ ที่อยู่ตรงกลางท่าจะสูงสี่วาครึ่งถึงหกวา มันถูกทับซ้อนด้วยหินเรียบหลากสี แนวลาดข้างหนึ่งเทน้อย ๆ ลงสู่ยอดเล็กแหลมที่อยู่ด้านข้าง

แน่นอนว่าหินที่อยู่ในละแวกใกล้ ๆ น้ำตกนั้นเปียกชื้น เห็นเป็นสีทึบทึมด้วยมีหมอกหนาปกคลุมตัวเกาะทั้งหมด มองเห็นต้นไม้สองต้น ต้นหนึ่งที่ปากเหวน้ำตก ดูคล้ายต้นโอ๊ก อีกต้นหนึ่งอยู่บนเนิน เป็นต้นไม้ที่เคยรู้จักมาก่อน และทั้งสองต้นต่างก็แห้งเหี่ยว

ฉันมองทัศนียภาพที่เปล่าเปลี่ยวนี้ เหม่อมองอยู่สักพัก

และแล้วหมอกก็เบาบางลง แสงอาทิตย์เริ่มสาดส่องสู่ยอดเขาลูกกลาง ยอดเขาชื้นหมอกส่องประกาย...รุ่งอรุณ ฉันบอกความแตกต่างได้ว่านั่นคือรุ่งอรุณหรือยามเย็นด้วยกลิ่นหอมของแต่ละช่วงเวลานั้น และในที่สุดอรุณรุ่งก็มาเยือนหรือ

ฉันออกจะรู้สึกสดชื่น แล้วก็ไต่ภูเขาขึ้นไป จากสายตาที่มองดู แม้จะเห็นว่าท่าทางชัน แต่พอลองปีน ขาก็ก้าวฉับ ๆ ไม่พลาดพลั้ง ไม่ได้ยากเย็นสักเท่าไร ไม่ช้าจึงไต่คืบคลานไปถึงชะง่อนเหวน้ำตก ที่นั่นต้องแสงอาทิตย์ยามเช้าโดยตรง และมีลมอ่อน ๆ โชยสัมผัสแก้ม

ฉันไปตรงข้าง ๆ ต้นไม้ที่ดูเหมือนต้นโอ๊กแล้วหย่อนตัวลงนั่ง นี่เป็นต้นโอ๊กจริง ๆ น่ะหรือ ฉันแหงนมองขึ้นไปจนถึงยอดไม้ กิ่งก้านลีบ ๆ ห้าหกกิ่งที่แห้งผากยื่นสู่ท้องฟ้า ส่วนกิ่งที่อยู่ใกล้มือ ส่วนใหญ่หักระเกะระกะ จะลองปีนดีไหมหนอ

เสียงพายุหิมะกำลังเรียกฉัน

เสียงลมกระนั้นหรือ? ฉันเริ่มปีนฉับ ๆ

จากสถานที่จองจำ...มันกำลังเรียกฉัน

พอเหนื่อยอ่อนหนักเข้า ก็ได้ยินเสียงร้องเพลงสารพัน ฉันขึ้นไปถึงยอดแล้ว ฉันเขย่ากิ่งก้านที่ยอดไปมาสองสามครั้ง

ชีวิตที่อับเฉากำลังเรียกฉัน

กิ่งที่ฉันพักเท้าไว้ส่งเสียงดังเปาะ มันคงเกิดเพราะความพลาดพลั้ง ฉันคว้าต้นไว้ แล้วลื่นไถลลงมา

“หักแล้วนะนั่น”

เสียงนั้น...ที่บนหัว...ฉันได้ยินชัดเจน ฉันยึดลำต้นไว้แล้วลุกขึ้นยืน มองหาด้วยตาโหวงว่างว่าเสียงนั้นมาจากไหน อ้า...ความสั่นสะท้านแล่นบนหลังฉัน ลิงตัวหนึ่งไต่ลงมาอย่างแช่มช้าที่หน้าผาต้องแสงอาทิตย์ยามเช้าและสะท้อนประกายเป็นสีทอง แล้วสิ่งที่หลับใหลอยู่ในกายฉันมาจนถึงตอนนั้นก็ส่องแสงสดใสออกมาโดยพลัน

“ลงมานี่ ข้าคือผู้ที่ทำกิ่งหัก”
“นั่นมันต้นไม้ของข้า”

เจ้าลิงซึ่งลงมาถึงด้านล่างของหน้าผาเอ่ยเช่นนั้น แล้วเดินมาที่ปากเหวน้ำตก ฉันเตรียมพร้อม แต่ลิงเพียงแค่ย่นหน้าผาก ขณะที่จ้องมองดูฉัน ดูเหมือนเจ้านั่นแสบตาเพราะแสงอาทิตย์ และไม่ช้าก็แสยะยิ้มกว้างเห็นฟันขาวจั๊วแล้วหัวเราะ เสียงหัวเราะทำให้ฉันเคืองขึ้นมา

“ขำรึไง”
“ขำ” ทางนั้นพูด “ข้ามทะเลมาใช่ไหมล่ะ”
“อืม” ฉันพยักหน้า สายตายังจับจ้องขอบน้ำตกตรงที่กระแสน้ำพวยพุ่งไม่หยุดเป็นระลอกคลื่นลูกแล้วลูกเล่า ฉันกำลังคิดถึงการเดินทางอันยาวนานทางทะเลในกล่องแคบ ๆ ที่อึดอัด
“ก็ไม่รู้หรอกนะ คือหมายถึงทะเลใหญ่ ๆ น่ะ”
“อืม” ฉันพยักหน้าอีก
“นึกแล้วเชียว ก็เหมือนข้าน่ะสิ”

อีกฝ่ายพึมพำ แล้ววักน้ำจากขอบน้ำตกขึ้นดื่ม แล้วเราทั้งสองก็นั่งข้าง ๆ กันโดยไม่ทันได้รู้สึกตัว

“บ้านเกิดน่ะ ก็เหมือนกันแหละน่า มองแค่แวบเดียวก็รู้ พวกที่อยู่ในดินแดนของพวกข้า หูส่องแสงกันทั้งนั้นเลยนะ”

เขาจับหูฉันบิดอย่างแรง ฉันโกรธ ปัดมือขวาที่ซุกซนของเขาออกไป จากนั้นพวกเราก็มองหน้ากันแล้วหัวเราะ ฉันรู้สึกผ่อนคลายอย่างอธิบายไม่รู้

ทันใดนั้นก็มีเสียงตะโกนแหลม ๆ เกิดขึ้นใกล้ ๆ ด้วยความตกใจ พอฉันเหลียวไปดูก็เห็นลิงฝูงหนึ่งซึ่งมีขนดก หางอวบ กำลังยืนจังก้าคุมเชิงอยู่บนยอดเนินและกรีดเสียงร้องมาทางพวกเรา ฉันลุกพรวด

“ใจเย็น ใจเย็น พวกนั้นไม่ได้กำลังจะหาเรื่องกับทางเราหรอก นั่นพวกลิงโหยหวนน่ะ ทุกเช้าจะมากรีดร้องต่อพระอาทิตย์แบบนั้นแหละ” (ยังมีต่อ)

**********
คอลัมน์ญี่ปุ่นมุมลึก โดย ดร.โฆษิต ทิพย์เทียมพงษ์ แห่ง Tokyo University of Foreign Studies จะมาพบกับท่านผู้อ่านโต๊ะญี่ปุ่น ทุกๆ วันจันทร์ ทาง www.mgronline.com



Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...