xs
xsm
sm
md
lg

เมื่อร้านสะดวกซื้อญี่ปุ่น ไม่สะดวกเปิด 24 ชั่วโมง

เผยแพร่:   โดย: โฆษิต ทิพย์เทียมพงษ์


ดร.โฆษิต ทิพย์เทียมพงษ์
Tokyo University of Foreign Studies


ช่วงวันหยุดยาวสิบวัน ชั้นวางอาหารในร้านสะดวกซื้อใกล้บ้านโล่งไปหมด เพราะกระบวนการผลิตและการขนส่งหยุดทำการเป็นส่วนใหญ่ ช่วงวันท้าย ๆ ยิ่งน่าหวั่นใจว่าจะมีอะไรเหลือให้ซื้อหรือไม่ พอหาซื้ออาหารได้ยากขึ้นก็เริ่มรู้สึกว่าชักจะหยุดกันนานเกินไปแล้ว ถ้าไปหาตามร้านไกลบ้านหน่อยก็แน่นอนว่าหลายร้านยังมีของขาย แต่นั่นคงหลุดจากขอบข่ายคำว่า “สะดวก” เมื่อประสบเหตุเข้ากับตัวจึงอดคิดไม่ได้ว่า ถ้าสักวันมีเหตุทำให้ชีวิตในญี่ปุ่นสะดวกน้อยลง เราจะปรับตัวอย่างไร ว่าแล้วจึงขอชวนมาดูเส้นทางกับแนวโน้มความเปลี่ยนแปลงของวงการร้านสะดวกซื้อในญี่ปุ่น

คนญี่ปุ่นเรียกร้านสะดวกซื้อว่า “คมบินิ” ย่อมาจาก “คม-บิ-นิ-เอ็น-ซุ ซุ-โต” (convenience store) และใช้ระบบบริหารแบบแฟรนไชส์เป็นหลัก มีทั้งหมดประมาณ 56,000 ร้านทั่วประเทศ ยอดขายรวมเมื่อปี 2561 คือ 10.9646 ล้านล้านเยน สูงกว่าห้างสรรพสินค้า (6 ล้านล้านเยน) มีร้านทั่วทุกหัวระแหง ถ้าอยู่ในเมืองใหญ่ ออกจากบ้านห้านาทีสิบนาทีเดี๋ยวก็มีของกินติดมือกลับมาจากร้านสะดวกซื้อได้ไม่ยาก ชีวิตของคนในญี่ปุ่นพึ่งพาร้านเหล่านี้อยู่มาก หากมีจำนวนร้านน้อยลงกว่านี้ ชีวิตคงลำบากแน่

ร้านสะดวกซื้อเริ่มมีในทศวรรษ 1970 และปรับปรุงเรื่อยมาในด้านประเภทของสินค้า เท่าที่ผ่านมาหลายสิบปี มีพัฒนาการที่เพิ่มความสะดวกอย่างต่อเนื่อง และหลายอย่างเป็นบริการที่ประเทศอื่นไม่มี ตัวอย่างความเปลี่ยนแปลงโดยสังเขปมีดังนี้

ทศวรรษ 1980 : บริการส่งพัสดุไปรษณีย์, บริการเครื่องถ่ายเอกสาร, รับชำระค่าบริการสาธารณูปโภคน้ำ-ไฟ-แก๊ส-โทรศัพท์
ทศวรรษ 1990 : ขายแสตมป์และไปรษณียบัตร, ขายซอฟต์แวร์เกม, ติดตั้งเครื่องให้บริการเงินสด (ATM)
ทศวรรษ 2000 : บางส่วนเป็นธนาคาร (เช่น ธนาคารเซเว่น), ติดตั้งเครื่องจองตั๋วเครื่องบิน
ทศวรรษ 2010 : บริการออกเอกสารราชการ เช่น ใบยืนยันที่อยู่ (คล้ายทะเบียนบ้าน), บริการจัดส่งสินค้าถึงที่

(ที่มา: “News ga wakaru” ฉบับเดือนพฤษภาคม 2562)

ปัจจุบันเครือข่ายร้านสะดวกซื้อ 3 รายที่ใหญ่สุดในญี่ปุ่น ได้แก่ เซเว่นอีเลฟเว่นเจแปน (42%), แฟมิลีมาร์ท (29%), ลอว์สัน (19%) รวมเป็น 90% ของทั้งหมด เป็นอุตสาหกรรมใหญ่ที่มีผลต่อความเป็นอยู่ของคนญี่ปุ่นโดยตรง เทียบเท่ากับสาธารณูปโภคอย่างหนึ่ง เพราะเป็นทั้งแหล่งขายอาหาร (ตอนนี้ร้านสะดวกซื้อของญี่ปุ่นขายอาหารสดบางจำพวกแล้ว) และของใช้ใกล้ตัวที่จำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตขั้นต่ำเกือบทุกอย่างตลอด 24 ชั่วโมง

เมื่อพิจารณากลยุทธ์การเติบโตของสามเครือข่ายนี้จะพบว่ามีรายละเอียดต่างกัน เซเว่นอีเลฟเว่นเจแปน มีประมาณ 2 หมื่นกว่าสาขา ได้เปรียบด้านชื่อเสียงและจำนวน และพยายามครองตลาดด้วยยุทธศาสตร์เพิ่มสาขาในพื้นที่ที่เล็งไว้ให้หนาแน่นกว่าร้านคู่แข่ง ส่วนหนึ่งอาจกลายเป็นการแข่งกันเองบ้าง แต่ก็เป็นการกันรายอื่นให้เข้ามาได้ยาก และการกระจายสินค้าจะทำได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเพราะร้านอยู่ใกล้กัน

แฟมิลีมาร์ท มีประมาณ 16,000 สาขา ขยายตัวโดยซื้อกิจการและร่วมมือกับผู้ประกอบการอื่น เมื่อปี 2016 แฟมิลีมาร์ทซื้อกิจการ Circle K Sunkus ซึ่งเป็นเครือข่ายร้านสะดวกซื้ออีกรายหนึ่ง จากเดิมที่เคยอยู่อันดับ 3 ตอนนี้จึงเลื่อนขึ้นมาเป็นอันดับ 2 และพยายามบุกตลาดต่างประเทศด้วย ในไทยมีถึงพันกว่าสาขาแล้ว และที่น่าสนใจคือในเกาหลีเหนือก็มี และยังร่วมมือกับ “ดองกิโฮเต้” (เริ่มกิจการในไทยช่วงต้นปี 2562) ด้วย

ลอว์สัน มีประมาณ 14,000 สาขา ปัจจุบันบริษัทมิตซูบิชิเป็นบริษัทแม่ ลอว์สันแบ่งลักษณะของร้านออกเป็นหลายแบบไม่ต่ำกว่า 20 ชนิดรวมทั้งการเป็นร้านขายยาด้วยเพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าต่างประเภท เช่น ลอว์สัน (ร้านสะดวกซื้อทั่วไป), ลอว์สันสโตร์ 100 (เจาะกลุ่มคนวัยกลางคน ขายของสดและของใช้ในชีวิตประจำวัน), เนเชอรัลลอว์สัน (เจาะกลุ่มผู้หญิงวัยทำงาน ขายสินค้าแนวใส่ใจสุขภาพและความงาม)

การแข่งขันในวงการร้านสะดวกซื้อยังคงมีอย่างต่อเนื่อง ความเคลื่อนไหวล่าสุดที่เห็นได้ชัดคือ การเปลี่ยนร้านให้กลายเป็นคาเฟ่ด้วย ร้านสะดวกซื้อจำนวนมากในญี่ปุ่นโดยเฉพาะในย่านสำคัญอย่างกินซ่า ซึ่งมีสำนักงานมาก ได้พยายามขยายร้านเพื่อจัดพื้นที่เป็นแหล่งนั่งพักทานอาหาร เช่น ข้าวกล่อง กาแฟ ในร้านได้เลย มีบริการให้เสียบปลั๊กใช้คอมพิวเตอร์นั่งทำงานได้ด้วย บางร้านที่มีพื้นที่น้อยหน่อยก็จัดมุมเล็ก ๆ ไว้ วางเก้าอี้ให้พอนั่งได้สองสามคน ซึ่งลูกค้าก็ชอบใจในความสะดวกที่เพิ่มขึ้นนี้ เพราะเท่าที่ผ่านมาปัญหาของการซื้อข้าวกล่องจากร้านสะดวกซื้อ คือ หาที่นั่งกินดี ๆ ไม่ค่อยได้

ลักษณะเด่นของร้านสะดวกซื้อเท่าที่ผ่านมาคือ การเปิดให้บริการ 24 ชั่วโมง ซึ่งเริ่มเมื่อปี 1975 ที่เซเว่นอีเลฟเว่นจังหวัดฟูกูชิมะ จากนั้นลอว์สันและแฟมิลีมาร์ทก็ดำเนินการแบบเดียวกัน ตอนนี้นอกจากร้านตามสถานีรถไฟซึ่งเปิดปิดตามเวลาทำการของสถานีแล้ว ร้อยละ 90 ของร้านสะดวกซื้อทั่วญี่ปุ่นเปิดบริการ 24 ชั่วโมง แต่อุตสาหกรรมนี้กำลังประสบปัญหาเจ้าของกิจการมีอายุมากขึ้น บางครั้งเกิดกรณีเจ็บป่วย หรือคู่สมรสเสียชีวิต ทำให้ดูแลร้านไม่ได้

สิ่งเหล่านี้จะไม่เป็นปัญหาเท่าไรหากมีพนักงานช่วยดูแลร้าน แต่เรื่องแรงงานกลับกลายเป็นปัญหาหนักของญี่ปุ่น อุตสาหกรรมร้านสะดวกซื้อจึงได้รับผลกระทบโดยตรง เมื่อประกาศรับสมัครก็มีคนมาไม่ถึงเป้า ขึ้นค่าจ้างแล้วก็ยังหาคนไม่ได้ หลายอย่างในยุคนี้หนีความเปลี่ยนแปลงได้ยาก และในอนาคตอันใกล้คงได้เห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดกับวงการร้านสะดวกซื้อ อาจจะในด้านจำนวนร้าน หรือในด้านรูปแบบบริการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คำว่า “ยี่สิบสี่ชั่วโมง” อาจใช้ไม่ได้กับร้านสะดวกซื้ออีกต่อไป ทางร้านคงต้องปรับตัวรับสถานการณ์นี้หลังจากที่ปรับมาแล้วหลายเรื่องตลอดหลายทศวรรษ สำหรับนโยบายการรับมือ เมื่อดูจากแนวโน้มล่าสุดของแต่ละราย พบว่าเซเว่นอีเลฟเว่นเจแปนเข้มงวดที่สุด

เซเว่นอีเลฟเว่นเจแปน :โดยหลักการแล้วไม่อนุญาตให้ทำการแบบที่ไม่ใช่ 24 ชั่วโมง
แฟมิลีมาร์ท :พิจารณาโดยปรึกษากับร้านนั้น ๆ, บางร้านในเขตเมืองของนครเกียวโตทดลองลดเวลาเปิดบริการแล้ว
ลอว์สัน : ปรึกษากับร้านนั้น ๆ โดยให้เจ้าของร้านยื่นความจำนงเข้ามา และอาจพิจารณาอนุญาต ทำบันทึกความเข้าใจและตกลงกันไว้

ขณะนี้ประเมินกันว่าในบรรดาพนักงานที่ทำงานร้านสะดวกซื้อ มีนักศึกษาต่างชาติประมาณครึ่งหนึ่ง ปีงบประมาณ 2562 ญี่ปุ่นเริ่มเปิดรับแรงงานต่างชาติเข้ามามากขึ้น แต่ความเคลื่อนไหวยังค่อยเป็นค่อยไป กว่าจะทดแทนแรงงานขาดแคลนได้คงต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3 ปี ด้วยเหตุนี้จึงคาดการณ์กันว่าอุตสาหกรรมร้านสะดวกซื้ออาจจะต้องใช้ “ระบบลูกค้าบริการตัวเอง” มากขึ้นเพื่อแก้ปัญหาแรงงานไม่พอ ซึ่งอันที่จริงซูเปอร์มาร์เกตหลายแห่งก็ใช้ระบบนี้แล้ว หรือหากจำเป็นจริง ๆ คงต้องลดระยะเวลาเปิดบริการ ไม่จำเป็นต้องเปิดทั้งวันทั้งคืน

คนเราพอชินกับความสะดวกแล้ว มักลืมคิดถึงความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น อย่างกรณีร้านสะดวกซื้อ เมื่อก่อนตอนที่ญี่ปุ่นไม่สะดวกขนาดนี้ ผู้คนก็อยู่กันได้ แต่พอมีแล้ว ทำให้ติดนิสัยรักสะดวก หนักเข้าจึงเหมือนกับว่าเราขาดสิ่งนั้นไม่ได้ ก็คล้าย ๆ กับโทรศัพท์มือถือ จริง ๆ แล้วแม้ไม่มีก็อยู่ได้ แต่พอขาดขึ้นมาเมื่อไรเรามักกระสับกระส่าย ในกรณีร้านสะดวกซื้อ หากจะเปิดให้บริการสั้นลง เหลือแค่วันละ 15-18 ชั่วโมง โดยส่วนตัวแล้วคิดว่าไม่น่าจะเป็นปัญหา มองในแง่ดีถือว่าลดความเสี่ยงที่จะเกิดอาชญากรรมตอนกลางคืนและช่วยกันประหยัดไฟได้ด้วย

**********
คอลัมน์ญี่ปุ่นมุมลึก โดย ดร.โฆษิต ทิพย์เทียมพงษ์ แห่ง Tokyo University of Foreign Studies จะมาพบกับท่านผู้อ่านโต๊ะญี่ปุ่น ทุกๆ วันจันทร์ ทาง www.mgronline.com

Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...