xs
xsm
sm
md
lg

ทำไมคนญี่ปุ่นต้องขี้กลัวอยู่เสมอ เมื่อออกเดินทาง

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


สวัสดีครับผม Mr.Leon มาแล้ว
อาทิตย์ที่แล้วผมพูดเกี่ยวกับอันตรายจากการเดินทาง ตามคติความเชื่อที่คนญี่ปุ่นสมัยก่อนคิด ทำให้นึกถึงสมัยเด็กๆ ที่ครูพาเด็กนักเรียนไปทัศนศึกษานอกโรงเรียนจะมีกฏและเงื่อนไขมากมายเพื่อความปลอดภัยและป้องกันการเกิดปัญหาต่างๆ ซึ่งกฏที่ครูตั้งขึ้นมาบางทีเด็กๆ ก็ไม่อยากทำตามสักเท่าไหร่นัก เช่น

*ให้เด็กทุกคนเตรียมขนมมากินด้วยแต่ห้ามเกิน 500 เยน คือจะซื้ออะไรมาก็ได้ที่ไม่เกิน 500 เยน ประมาณ 150 บาทก็จริงแต่ถ้าคิดจากค่าเงินที่ 500 เยนพอจะซื้อได้นั้นคงซื้อได้น้อยมากๆ ประมาณว่าห้ามซื้อขนมมาเกินคนละ 50 บาทน่ะ! เด็กบางคนก็อยากเอาขนมมามากกว่านี้

* นอกจากขนมแล้วถ้าไปทัศนศึกษาแบบไปเช้าเย็นกลับให้เตรียมข้าวกล่องไปกินด้วย ทีนี้ก็มีคนถามคุณครูว่าจะเอากล้วยมาด้วยต้องรวมในส่วนของค่าขนมใช่ไหม (´・ω・)੭バナナはおやつに入るんですか?เด็กญี่ปุ่นนี่ช่างเป็นคนคิดอย่างถี่ถ้วนและต้องอยู่ในระเบียบข้อบังคับจริงๆ แต่หลายคนขำเพราะมันควรถามไหม?!@# คำถามนี้ถูกนำมาเป็นประเด็นพูดแซวในสังคมญี่ปุ่นมาจนวันนี้ แถมยังมีบทความออกเป็นหนังสือด้วยครับ

แม้ว่าเรื่องต่างๆ ที่ครูสั่งจะเป็นสิ่งที่เด็กๆ จะรู้สึกเบื่อและรำคาญแต่มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ครูสอน และเด็กญี่ปุ่นทุกคนน่าจะจำได้ขึ้นใจคือ "การเดินทางท่องเที่ยวนั้นถ้ายังไม่กลับถึงบ้านก็ยังถือว่ายังอยู่ในช่วงการเดินทาง คือยังไม่ถือว่าถึงสถานที่ที่ปลอดภัยแล้ว (J`Д´)J "家に帰るまでが修学旅行 Ie ni kaeru made ga shugaku ryokou"

ทำให้ผมหวนนึกถึงหลายต่อหลายครั้งที่ย้ำเตือนคำสอนของคุณครูและคนญี่ปุ่นที่เจอที่แหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ก็คิดแบบเดียวกันเลยเชียว เช่น ตอนที่ไปท่องเที่ยวที่ประเทศเม็กซิโก

ที่จริงแล้วประเทศเม็กซิโกสวยงามและมีเสน่ห์มากนะครับ เมืองเม็กซิโกซิตี้ก็สวย คนใจดีก็เยอะ อาหารก็ไม่ถึงกับกินไม่ได้ แต่มีอยู่อย่างที่ไม่ค่อยจะดีนักคือเรื่องความปลอดภัย ก่อนที่ผมจะไปเที่ยวนั้นได้ยินแต่ข่าวเกี่ยวกับความไม่ปลอดภัยต่างๆ นานา อ่านจากหลายแหล่งข่าวก็พากันบอกว่ามีเรื่องอันตรายมากมาย ยิ่งลองหาข้อมูลเพิ่มก็มีแต่การเตือนภัย เช่น ปัญหาพ่อค้ายาผู้มีอิทธิพลเอย พวกฆ่าตัดหัว และการฆาตกรรม โจรกรรมต่างๆ ยิ่งทำให้กลัว แต่ที่จริงแล้วทางการของประเทศเขาจะเข้มงวดมากๆ ในเรื่องการรักษาความปลอดภัย ไม่ว่าจะตามถนนทางหลวงต่างๆ ก็มีทหารพร้อมอาวุธคอยตรวจตราอยู่ตลอดเวลา แต่ไหนๆ ก็ตัดสินใจไปแล้วก็ต้องระวังตัวเองมากเป็นพิเศษ

ผมเดินทางจากโตเกียวไปต่อเครื่องที่ลอสแอนเจลิส แต่เกิดความล่าช้าของสายการบิน ทำให้ไปต่อเครื่องที่จองไว้แต่ทีแรกไม่ทัน ทางสายการบินจึงเปลี่ยนตั๋วให้ไปกับสายการบินที่จะบินไปเม็กซิโกซิตี้ไวที่สุดและอัพเกรดให้ด้วย ตอนนั้นได้มีโอกาสคุยกับนักบินก็เขาสอบถามว่าผมดูเป็นเด็กๆ อยู่ (ตอนนั้นเพิ่งเข้าเรียนมหาวิทยาลัย ตัวเล็กๆ ดูผอมโซ) เดินทางคนเดียวจะไปไหนเหรอ อย่างไรก็ให้ระมัดระวังตัวดีๆ เครื่องพามาถึงสนามบินนานาชาติเม็กซิโกซิตี้ดึกมาก สนามบินตอนกลางคืนก็น่ากลัวมากๆ ด้วย ผมรู้สึกกลัวขึ้นมาเองเลย สมัยนั้นใครเดินทางมาถึงไฟท์ดึกๆ นี่ไม่กล้านั่งกล้านอนรอเวลาที่สนามบินแน่นอน เมื่อก่อนผมยังเคยนอนรอเวลาที่สนามบินดอนเมืองเอย สนามบินที่กัวลาลัมเปอร์เอยบ่อยๆ ไม่เคยรู้สึกหวาดกลัวเท่าที่เม็กซิโกเลย ที่นี่แม้จะมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเยอะแต่ยิ่งเยอะยิ่งหน้าคิดนะเนี่ย ต้องยอมนั่งแท็กซี่ออกไปหาโรงแรม แต่นั่งแท็กซี่นี่ก็หวาดเสียวไปตลอดทาง คนขับหนวดเครายาวเฟี้ยวรกรุงรังน่าหวั่นจริงๆ หวนมานึกถึงเรื่องเหล่านี้แล้วก็ขำตัวเอง

มีเหตุการณ์และเรื่องราวมากมายจากการเดินทางท่องเที่ยวในแต่ละครั้ง ตัวอย่างเรื่องที่เจอที่เม็กซิโก แล้วรู้สึกแปลกเพราะไม่เคยเจอจากประเทศญี่ปุ่น เช่น

▽มีระบบที่ทำไว้เพื่อสร้างความปลอดภัย ของตู้กดเงิน ATM ซึ่งจะเป็นตู้ที่ปิดประตูล็อกเรียบร้อยก่อน ไม่เช่นนั้นตู้จะไม่ยอมให้ทำธุรกรรมทางการเงิน แม้จะมีระบบป้องกันเป็นพิเศษก็ยังมีตู้เสียใช้การไม่ได้ และมีการลักขโมยอยู่

▽มีระบบสแกนและตรวจสอบผู้โดยสารรถบัสที่เข้มเหมือนกับผู้โดยสารที่เดินทางโดยเครื่องบินระหว่างประเทศเลย รถบัสโดยสารทั่วไปเส้นทางธรรมดาที่คนท้องถิ่นใช้นี่แหละ แถมไม่ใช่เส้นทางที่ต้องเดินทางไกล เป็นเส้นทางที่ใช้เวลาเดินทางแค่ชั่วโมงกว่าๆ ก็ตรวจสอบเข้มงวดมากขนาดนี้ เพราะว่าป้องกันการพกอาวุธไปทำการโจรกรรมผู้โดยสารบนรถ

▽เพื่อนบอกว่าโรงแรมบางแห่งยังต้องติดลวดหนามกั้นไว้ด้วย ช่วงค่ำๆ จะถูกห้ามออกนอกโรงแรมเด็ดขาด

◇ตอนนั้นที่ไปเม็กซิโกเป็นช่วงปีใหม่พอดี ปกติปีใหม่แต่ละประเทศจะมีการจัดงานส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ที่ลานจัดกิจกรรมที่กำหนดไว้ที่นี่ก็จัดครับและมีลานจัดกิจกรรมที่มีพื้นที่กว้างขวางมากตอนนั้นที่พักที่ผมพักมีคนญี่ปุ่นประมาณ 15 คน จึงนัดกันไปงานเคาน์ดาวน์ส่งท้ายปีใหม่ด้วยกัน

ที่พักที่มีคนญี่ปุ่นอยู่รวมกันเยอะๆ จะเรียกว่า日本人宿 Japanese Yado มีลักษณะคล้ายโรงแรมขนาดเล็กห้องพักแบบหอพักมีส่วนครัวให้ด้วยอาจจะแตกต่างกันไปแต่ละสถานที่นะครับไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครันเฉกเช่นโรงแรม ผู้เข้าพักต้องจัดหาไปเองลูกค้าที่เข้าพักจะมีทั้งแบบที่จรมาเพื่อพักไม่กี่คืนจนกระทั่งพักมาแล้วหลายปีบางคนอยู่นานแบบ 2-3 ปีเลยก็มี Japanese Yado จะรับเฉพาะลูกค้าคนญี่ปุ่นเท่านั้นครับ พวกญี่ปุ่นที่เป็นแบ็กแพ็คเกอร์อาจจะเดินทางไปประเทศนู้นนี่นั้นเลือกพักแต่ที่ที่ไม่แพงบางทีไม่ใช่คนไม่มีเงินนะครับ แต่เหตุผลหนึ่งที่พวกเขาพักที่ Japanese Yado เพราะต้องการเจอคนที่ใช้ภาษาเดียวกัน บางทีก็คงเหงาใจเหมือนกันและJapanese Yado มีความปลอดภัยค่อนข้างสูง พวกที่เดินทางรอนแรมต่างบ้านต่างเมืองนานๆ เมื่อได้เจอคนประเทศเดียวกัน พูดภาเดียวกันก็จะรู้สึกดีใจมากได้เจอคนที่พูดภาษาเดียวกันเหมือนเจอเพื่อนยังไงยังงั้น

วันนั้นทุกคนพากันเดินเท้าไปลานจัดกิจกรรมจัดงานส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ในจำนวนนั้นมีทั้งคนญี่ปุ่นที่ยังอายุน้อยไปจนถึงคนแก่ที่ผมขาวเกือบทั้งหัว มีหัวหน้ากลุ่มที่พาเดินไปคือผู้ที่ดูแลห้องพักนั่นเอง เขาก็เป็นคนญี่ปุ่นที่พูดภาษาสเปนได้ มาพักอยู่ที่นี่นานจนได้ทำหน้าที่จัดการดูแลห้องพัก เขามีรูปร่างน่าตาดีแต่เป็นคนน่ารำคาญสักหน่อยแต่คงเพราะว่าต้องทำหน้าที่ดูแลที่พักกระมังต้องทำตามคำสั่งเจ้าของที่พัก เลยจุกจิกจู้จี้มากและชอบแสดงออกว่าตัวเองหล่อมากไง บางคนอาจจะเอ่อหล่อจริง แต่บางคนฟังเรื่องที่เขาเล่าแล้วต้องพูดว่างั้นเหรอ เช่น ตอนที่แกเล่าว่าไปส่งสาวที่มาพักที่นี่ที่สนามบินแล้วสาวร้องไห้คร่ำครวญมาก อาลัยความหล่อแก เป็นต้น

ตอนที่พวกเราเดินไปงานส่งท้ายปีเก่าผู้ดูแลทีมก็จะเตือนไปตลอดทางว่า "เดินดีๆ นะระวังตัวเองด้วย ระวังกระเป๋าดีๆ มีโจรเยอะนะถ้าไม่ถึงที่พักอย่าเพิ่งไว้ใจใครล่ะ!! บลา บลา" คือใครๆ ก็คิดแบบนี้ทั้งนั้นเลย คงจะมาจากตำราเดียวกันคือ เวลาเดินทางท่องเที่ยวไม่ถึงที่พักอย่าเพิ่งวางใจว่าปลอดภัย ที่จริงไม่ใช่แค่ที่พักตอนไปเที่ยวนะครับ แต่หมายถึงไม่กลับมาถึงบ้านตัวเองอย่าเพิ่งวางใจอะไร

มีบทประพันธ์เรื่อง 徒然草Tsurezuregusa เป็นบทประพันธ์ที่รวบรวมบทความดีๆ หลายเรื่อง เขียนขึ้นเมื่อประมาณ 800 ปีที่แล้วชื่อเรื่องก็มาจากท่อนหนึ่งของบทนำหน้าแรกนั่นเอง ผู้เขียนเป็นพระญี่ปุ่นชื่อ 吉田兼好 Yoshida Kenko ท่านเป็นนักบวช นักเขียน นักปราชญ์ ที่มีชื่อเสียงมากๆ kenko เขียนในช่วงยุคมูโรมาชิและคามาคุระ แม้ว่าเขาเป็นพระนักวิชาการผู้รักสันโดษและกวีผู้มีความผูกพันกับชนชั้นสูงในยุคกลาง แต่ก็มักจะใช้เวลาส่วนตัวรำพึงรำพันเกี่ยวกับคำสอนของชาวพุทธและลัทธิเต๋า เขาสัมผัสถึงเรื่องราวชีวิตที่หลากหลายซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการใช้ชีวิตที่เรียบง่าย และตะหนักถึงความไม่เที่ยงของโลกนี้ เพราะแท้จริงความงามของชีวิตคือความไม่แน่นอน เล่มนี้ค่อนข้างเป็นหนังสือที่เป็นที่รู้จักเพราะนักเรียนญี่ปุ่นทุกคนเคยเรียนและน่าจะเคยอ่านมาบ้างและได้รับการยกย่องว่ามีคุณค่าทางวรรณกรรมมากขนาดนักเขียนชื่อดังเมื่อร้อยปีก่อนของญี่ปุ่นท่านหนึ่งยังต้องมีหนังสือเล่มนี้ถือไว้ในมือเพื่อแสดงว่าคนสายวรรณศิลป์ยอมรับมาก ได้ครอบครองเล่มนี้แล้วรู้สึกภาคภูมิใจ มีคนเล่าว่านักเขียนที่มีหนังสือเล่นนี้ท่านนี้ไม่อยากให้แขกที่มาเยี่ยมบ้านรู้ว่าตัวเองมีหนังสืออะไรบ้างจึงแยกๆ หนังสือไปไว้จุดนั้นบ้างจุดนี้บ้าง แต่หยิบหนังสือเรื่อง 徒然草 Tsurezuregusa ไปวางไว้ที่โต๊ะรับแขกด้วย เพื่อให้แขกเห็นว่าตัวเองมีเรื่องที่ทรงคุณค่านี้ด้วย ปัจจุบันก็ยังมีคนอ่านอยู่เยอะ

หนึ่งในบทความในเล่ม 第百九段 ตอนที่ 109 高名の木登り นักปีนต้นไม้ผู้เชี่ยวชาญ บอกเกี่ยวกับความระมัดระวัง สำนวน kinobori 【木登り】หมายถึง การปีนต้นไม้ปีนต้นไม้เก่ง คนสมัยก่อนชอบไปดูการแข่งม้าสนามเต็มไม่มีที่นั่งก็มีคนบางกลุ่มปีนต้นไม้รอบๆ สนามดูไปก็ง่วงโงกเมื่อเกิดง่วงนอนขึ้นมาก็แอบงีบหลับบนต้นไม้ข้างๆ สนามนั่นเองคนมองก็บอกว่าขึ้นไปนอนแบบนั้นอันตราย แต่เขาบอกว่าชีวิตก็ขึ้นอยู่กับความเสี่ยงแบบนี้แหละอีกเรื่องคือสอนให้คนระวังตัวเวลาขึ้นต้นไม้ปกติเวลาขึ้นต้นไม้ก็จะระวังตัวอย่างดีจึงไม่เป็นไรแต่ขึ้นไปแล้วตอนจะลงไม่ทันระวังกระโดดบ้างอะไรบ้างก็อาจได้รับบาดเจ็บได้ หรือแม้ว่าจะปีนป่ายต้นไม้อย่างแคล่วคล่องก็ยังมีโอกาสพลาดตกจากต้นไม้ได้


และเมื่อวันหยุดสงกรานต์ที่ผ่านมานี้ ผมก็ได้มีโอกาสเดินทางไปท่องเที่ยวที่ยุโรปโซน เนเธอร์แลนด์ เบลเยี่ยม ฝรั่งเศส มีเรื่องราวมากมายที่แตกต่างจากมุมมองของชาวเอเซีย และมุมมมองแบบญี่ปุ่น และเจอเรื่องที่เกือบอันตรายหลายเหตุการณ์ ต้องระวังตัวอย่างมากทำให้ปลอดภัยกลับมาได้นี่ดีใจมาก พอกลับถึงไทยจึงรู้สึกปลอดภัยที่สุด หลังจากกลับจากยุโรปมีเพื่อนจากญี่ปุ่นหยุดพักผ่อนมาเที่ยวที่กรุงเทพฯ พอดี จึงต้องตะลอนต่ออีก 5-6 วัน ผมไปเที่ยวกับเพื่อนก็ไม่ได้ระวังอะไรล่ะเพราะเหมือนอยู่บ้านตัวเองแล้ว แต่มีวันหนึ่งกระเป๋าเป้ถูกเปิดตอนอยู่ในรถไฟใต้ดิน แหมอุตส่าห์ระวังแล้วเชียว นี่แหละที่ว่าถ้ายังไม่กลับถึงบ้านอย่างไรๆ ก็ต้องใส่ใจและระวังตัวเสมอ เพื่อนๆ ก็ต้องรักษาและดูแลตัวเองดีๆ นะครับ 1000年前の賢人の言葉をパクって偉そうな事言ってますが…(゚ー゚*)。oO อุ๊บ! นี่ผมกำลังพูดถึงคำแนะนำและคติความคิดที่กล่าวไว้และสืบต่อมาตั้งแต่พันกว่าปีก่อน วันนี้สวัสดีครับ


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...