xs
xsm
sm
md
lg

ทำไมคนญี่ปุ่นในต่างแดนถึงไม่อยากกลับญี่ปุ่น

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

ภาพจาก https://www.nichibeieigo.jp/kotsukotsu/column/
คอลัมน์ "เรื่องเล่าสะใภ้ญี่ปุ่น" โดย "ซาระซัง"

สวัสดีค่ะเพื่อนผู้อ่านที่รักทุกท่าน ฉันได้ยินมาว่ามีคนญี่ปุ่นจำนวนไม่น้อยเลยที่ไม่อยากอาศัยอยู่ในญี่ปุ่น หรือย้ายไปอยู่ต่างประเทศแล้วก็ไม่อยากกลับมาอยู่ญี่ปุ่นอีก แล้วก็มีบางคนที่อยากกลับอยู่เหมือนกันแต่ติดปัจจัยบางอย่างที่ทำให้เลือกที่จะอยู่ต่างประเทศเป็นการถาวร รวมทั้งคนที่กลับมาอยู่ญี่ปุ่นแล้วรู้สึกว่าคิดผิด ทำไมถึงเป็นอย่างนั้นนะ ?

คนญี่ปุ่นในต่างแดนจำนวนหนึ่งเขาให้เหตุผลว่าเพราะอย่างนี้ค่ะ

1. สังคมญี่ปุ่นมีทัศนคติปิดแคบ เข้มงวดไปหมดทุกอย่าง ปฏิเสธความเป็นปัจเจกชน

ข้อนี้ดูเหมือนจะเป็นเหตุผลใหญ่ที่สุดแบบมาแรงแซงโค้ง กระทั่งคนญี่ปุ่นที่ยังไม่ได้ไปอยู่ต่างประเทศ แต่รู้สึกแบบนี้ก็มี และบางคนก็หาทางย้ายไปอยู่ประเทศอื่นในที่สุด

คนที่รู้สึกอย่างนี้จะพูดเหมือนกันอย่างหนึ่งคือ ต่อให้ญี่ปุ่นจะมีหลายสิ่งที่สร้างความพึงพอใจให้แก่ตนแค่ไหนก็ตาม แต่การใช้ชีวิตในญี่ปุ่นก็ทำให้รู้สึก “อึดอัด” อยู่เสมอ บางคนถึงกับบอกว่าความรู้สึกชวนอึดอัดเช่นนี้ เป็นดั่งความมืดที่แผ่ซ่านไปทั่วประเทศญี่ปุ่นก็ไม่ปาน ส่วนการมาอยู่ในต่างประเทศนั้น แม้แรก ๆ จะยังไม่เข้าที่เข้าทาง มีอะไรที่ต้องปรับตัวมากมาย แต่กลับไม่รู้สึก “อึดอัด” เหมือนเวลาอยู่ที่ญี่ปุ่น

มีคนหนึ่งอธิบายว่าชีวิตในญี่ปุ่นมีความกดดันจากกฎเกณฑ์ที่ไร้คำพูด จะทำอะไรทีก็ต้องแคร์สายตาคนอื่นอยู่เสมอ ต้องทำให้เหมือนคนอื่น ๆ เช่น แต่งงานในเวลาไล่เลี่ยกัน ได้งานในเวลาไล่เลี่ยกัน และหากใครคนใดคนหนึ่งทำไม่เหมือนคนอื่นก็จะถูกมองว่าแปลก และไม่ได้รับการยอมรับเข้าพวก

บางคนบอกว่าสมัยเรียนมัธยมต้น ครูประจำชั้นขอเขาไว้แต่วันแรก ๆ เลยว่าอย่ายกมือแสดงความเห็นบ่อยนัก เพราะจะทำให้นักเรียนคนอื่นไม่กล้าออกความเห็น จากนั้นมาเขาเลยแคร์สายตาคนอื่นเสมอ จะทำอะไรก็ดูคนอื่น ทำตามคนอื่น ระวังไม่ทำตัวเด่น แต่บางทีก็พลาดเลยโดนเพื่อนแกล้งบ้าง เขาว่าการศึกษาแบบนี้เน้นเรื่องความเป็นกลุ่มก้อน แต่ในขณะเดียวกันก็สร้างค่านิยมที่ไม่ยอมรับความแตกต่างไปด้วย

ส่วนการใช้ชีวิตในต่างประเทศทำให้พวกเขาเป็นอิสระจากความกลัวว่าจะทำตัวผิดแผกจากชาวบ้าน ไม่ต้องกลัวว่าจะหลุดจากกลุ่มและกลับเข้าไปไม่ได้ เพราะเมื่อไม่ได้อยู่ในญี่ปุ่นแล้วก็ไม่มีความกดดันที่จะต้องพยายามทำตัวเป็นคนอื่นอีกต่อไป สามารถเป็นตัวเองได้อย่างแท้จริง จึงคลายความเครียดลงไปได้มาก

2. พอชินกับชีวิตในต่างแดนแล้ว หากกลับไปญี่ปุ่นก็กลัวว่าต้องเริ่มต้นใหม่หมด

หลายคนพอคุ้นเคยกับชีวิตในต่างแดนแล้ว ก็รู้สึกเหนื่อยหากจะต้องกลับไปเริ่มต้นใหม่ในญี่ปุ่น กลัวว่าจะปรับตัวไม่ได้ ความเสี่ยงก็เยอะกว่า อาจจะหางานยากกว่าเดิม หรือถ้าหาได้ก็กังวลอีกว่าจะทำตัวอยู่ในกรอบสังคมทำงานของญี่ปุ่นได้ไหม ไม่ว่าจะเป็นการใช้ภาษาสุภาพขั้นสูงสุดในการทำงาน มารยาทการทำงาน และความเคร่งครัดเข้มงวดในอีกหลายด้าน

เคยได้ยินว่าบริษัทญี่ปุ่นจะไม่ค่อยอยากรับคนที่เคยอยู่ต่างประเทศนาน ๆ คาดว่าคงเพราะกลัวเข้ากับวัฒนธรรมองค์กรไม่ได้ ตรงนี้น่าจะต่างจากบ้านเราตรงที่เราน่าจะอ้าแขนรับ เพราะอย่างน้อยที่สุดก็ได้เปรียบเรื่องภาษาต่างประเทศ และอาจมีทัศนคติและมุมมองใหม่ ๆ มาช่วยสนับสนุนในการทำงานได้อีกด้วย

ในขณะเดียวกันก็มีบางคนที่อยู่ต่างประเทศมา 20 ปีแล้วย้ายกลับมาอยู่ญี่ปุ่น ความแตกต่างโดยสิ้นเชิงโดยเฉพาะเรื่องความคาดหวังของสังคม ทำให้เธอรู้สึกทุกข์ทรมานจนไม่อยากออกนอกบ้านเลยทีเดียว เธอว่าพอออกไปข้างนอกก็จะเจอสายตาคนอื่นที่คาดหวังว่าเธอจะรู้เรื่องมารยาทและคอมมอนเซนส์แบบที่คนอื่นเขามีกัน แม้ตัวเองจะคิดว่าทำตัวปกติอย่างไร ก็ยังโดนตำหนิโดนบ่นว่า ความกดดันที่ต้องทำเหมือนคนอื่นทำให้เธอต้องหันมาใช้วิธีใส่หน้ากากเข้าหา และรู้สึกเครียดกับการต้องเป็นแบบนี้
ภาพจาก https://tabizine.jp/2016/04/25/71042/
3. สิทธิที่ไม่เท่าเทียมกันของหญิงชาย

ดูเหมือนว่าสังคมญี่ปุ่นจะยังคงไม่ได้ต้องการผู้หญิงในภาคแรงงานมากนักไม่ว่าจะเป็นสมัยก่อนหรือสมัยนี้ แม้จะมีความสามารถก็ยากที่จะได้รับการเลื่อนตำแหน่งหากเป็นผู้หญิง มีคนญี่ปุ่นบางคนบอกว่าหากอายุเข้าวัย 30 แล้วยังไม่แต่งงานก็ยังมีสิทธิ์โดนทั้งผู้ชายหรือรุ่นน้องผู้หญิงปฏิบัติด้วยแบบ “ป้า” และโดนกระแนะกระแหนไม่ว่าจะทำงานเก่งหรือไม่ก็ตาม

บรรดาผู้หญิงญี่ปุ่นที่ใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศมาระยะหนึ่งเล่าว่า พอจะกลับไปอยู่ญี่ปุ่นก็อายุมากขึ้นแล้ว ยิ่งมีโอกาสในการได้งานยากขึ้นไปอีก ดังนั้น การอยู่ในประเทศอื่นที่ไม่ได้กดขี่สิทธิสตรีนัก จึงทำให้พวกเธอสามารถทำงานหาเลี้ยงตัวเองได้ ทั้งยังได้รับการเคารพในความคิดเห็นด้วยแม้จะเป็นหญิง หากกลับไปอยู่ญี่ปุ่นคงมีแต่ต้องกินแกลบท่าเดียวเพราะไม่มีโอกาสในการหาเลี้ยงปากท้องเท่าใดนัก ถ้าไม่ใช่ว่าจะทำธุรกิจเองแล้วก็คงหางานได้ยากมาก โอกาสในการทำงานและสถานะของผู้หญิงที่ดีกว่าในต่างประเทศ จึงทำให้ผู้หญิงญี่ปุ่นไม่อยากกลับไปอยู่ประเทศตัวเอง

4. ไม่อยากให้ลูกเรียนในญี่ปุ่น

บรรดาพ่อแม่ชาวญี่ปุ่นบอกว่าพอได้มาอยู่ต่างประเทศแล้วก็ตระหนักว่า แม้ว่าโลกปัจจุบันจะเข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์แล้ว แต่สังคมญี่ปุ่นยังล้าหลังอยู่มากในเรื่องการยอมรับความหลากหลาย ดังนั้นพวกเขาจึงอยากให้ลูกได้เรียนในต่างประเทศซึ่งมีค่านิยม วิธีคิด และวัฒนธรรมที่หลากหลาย จะได้เติบโตมาเป็นคนที่มีความคิดแบบยืดหยุ่น มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลกว่า

แถมบางคนลูกเป็นลูกครึ่งก็กลัวว่า ถ้าไปเรียนในโรงเรียนญี่ปุ่นก็จะโดนเพื่อนเปรียบเทียบ และโดนกลั่นแกล้ง เป็นปัญหาเพิ่มมาอีก
ภาพจาก http://www.j-mce.org/
เหตุผลทั้ง 4 ข้อนี้ดูจะเป็นเหตุผลที่คนญี่ปุ่นในต่างแดนจำนวนหนึ่งเห็นร่วมกัน ทีนี้ก็มีคนญี่ปุ่นในญี่ปุ่นที่รับไม่ได้ เพราะเข้าใจไปเองว่าคนเหล่านี้ถือดีมา “วิพากษ์วิจารณ์” ประเทศอันแสนดีของตัวเอง จึงต่อว่าเสีย ๆ หาย ๆ ยูทูบเบอร์ชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งที่เล่าว่า ทำไมไม่อยากอยู่ญี่ปุ่นก็โดนคนญี่ปุ่นจำนวนมากคอมเมนท์ยับเยิน เธอก็บอกว่านี่คือหลักฐานชัดเจนอย่างที่เธอบอกไว้ว่าคนญี่ปุ่นไม่ยอมรับอะไรที่ต่างจากตน

ดูมุมนี้แล้วก็นึกได้ว่า ที่โลกเราทุกวันนี้มีคนทะเลาะกันมากมายก็เพราะต่างคนต่าง “ยึดในความเห็น” และต่อต้านความเห็นที่แตกต่าง ที่จริงถ้าลองเอาความขัดใจวางลงก่อน พิจารณาดูสักนิด จะเห็นว่าชีวิตแต่ละคนมีส่วนที่คล้ายกันบ้างต่างกันบ้าง จึงเป็นเรื่อง “ธรรมดา” ที่แต่ละคนจะมองโลก คิด รู้สึก และทำเหมือนกันในบางคราวและต่างกันในบางคราว

ครูบาอาจารย์เคยสอนไว้ว่า “ลองคิดดูว่าถ้าเราเป็นเขา ตกอยู่ในสถานะแบบเดียวกับเขา เราก็คงทำไม่ต่างกัน” หากเข้าใจจุดนี้ ยอมรับความจริงว่าทุกคนแตกต่างกันตามเหตุปัจจัย แล้วไม่ตัดสินคนอื่นจากมุมมองตนฝ่ายเดียว แทนที่จะได้ศัตรู เราก็จะได้มิตรแทน จริง ๆ แล้วในทุกความสัมพันธ์อาจจะไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่าแค่ “เข้าใจ” เลยก็ได้นะคะ

คนญี่ปุ่นในต่างแดนสรุปไว้ว่าเหตุผลที่ยกมาทั้งหลายแหล่นั้นไม่ใช่เพื่อกล่าวหาว่าญี่ปุ่นไม่ดี เพียงแต่ ณ จุดที่ชีวิตตัวเองอยู่มันลงตัวกว่าเท่านั้นเอง บ้างก็แชร์ความเห็นว่า “ญี่ปุ่นจะเป็นประเทศที่น่าอยู่อาศัยสำหรับทุกคนได้หากปลูกฝังค่านิยมในทั้งสังคมว่า ‘คนเราทุกคนต่างกัน และตัวเราก็ต่างจากคนอื่น’ ฝึกเรียนรู้ที่จะยอมรับและเคารพความต่าง เพื่อที่จะอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ ให้การศึกษาที่พัฒนาความคิดและมองโลกกว้าง ทำอย่างนี้ได้ประโยชน์กว่าไปพยายามหัดพูดภาษาอังกฤษเพื่อที่จะตามทันยุคโลกาภิวัตน์มากนัก”

ฉันว่าถ้าญี่ปุ่นเป็นแบบนี้ได้ ความเป็นญี่ปุ่นคงหายไปเยอะมาก แต่ถ้านำมาซึ่งความเครียดที่น้อยลง ความสุขที่มากขึ้น สุขภาพที่ดีขึ้นของคนญี่ปุ่น มันอาจจะเป็นการแลกเปลี่ยนที่คุ้มยิ่งกว่าการพยายามรักษาอัตลักษณ์ไปเพื่ออะไรก็ไม่รู้เสียอีกก็เป็นได้

แต่ความเปลี่ยนแปลงทางสังคมเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา และท้ายที่สุดแล้วสิ่งที่โลกไม่เคยเปลี่ยนแปลงก็คือ ไม่มีอะไรที่ลงตัวพร้อมไปทุกอย่างสำหรับใคร แต่ถ้าเรารู้จักตัวเองดีพอ บางทีเราอาจจะมองหาสิ่งที่ลงตัว ที่ตอบโจทย์ชีวิตที่สุดได้ง่ายกว่าเดิมนะคะ

แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้า สวัสดีค่ะ.

 




"ซาระซัง" สาวไทยที่ถูกทักผิดว่าเป็นสาวญี่ปุ่นอยู่เป็นประจำ เรียนภาษาญี่ปุ่นตั้งแต่ชั้นประถม และได้พบรักกับหนุ่มแดนอาทิตย์อุทัย เป็น “สะใภ้ญี่ปุ่น” เธอเคยใช้ชีวิตอยู่ที่กรุงโตเกียวนานกว่า 5 ปี ปัจจุบันติดตามสามีไปทำงาน ณ สหรัฐอเมริกา ติดตามคอลัมน์ “เรื่องเล่าสะใภ้ญี่ปุ่น” ที่ MGR Online ทุกวันอาทิตย์.


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...