xs
xsm
sm
md
lg

ญี่ปุ่นเตือน คนเรารู้หน้าไม่รู้ใจ สาวๆ อย่าไปไหนคนเดียว !

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


สวัสดีครับผม Mr.Leon มาแล้ว ไม่ว่าจะมีเรื่องราวหรือเหตุการณ์ใดๆ เกิดขึ้นมานั้น เราสามารถนำเหตุการณ์เหล่านั้นมาเป็นตัวอย่างในการศึกษาหรือที่เรียกว่า กรณีศึกษาได้ใช่ไหมครับ แม้ว่าจะเป็นเหตุการณ์จากการนำเสนอสถานการณ์ของข่าวต่างๆ หรือข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นกับองค์การและบุคคลต่างๆ ก็สามารถนำมาเพื่อใช้ศึกษาอภิปราย สามารถใช้ข้อมูลเหล่านั้นเป็นแนวทางเพื่อการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำ หรือจะใช้เป็นแบบอย่างในการเตรียมการรองรับเรื่องต่างๆ ก็ได้ใช่ไหมครับ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะนำไปใช้อย่างไร

สมัยที่ผมยังเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย ตอนนั้นพวกนักศึกษาญี่ปุ่นก็จะเรียนไปด้วยหางานพาร์ทไทม์ทำไปด้วย บางคนก็เดินตามฝันเรียนไปด้วยสมัครประกวดนู้นนี่นั่น เหมือนผมอยากเป็นนักดนตรี อยากตั้งวงดนตรีโดยรวมตัวกับกลุ่มเพื่อนๆ ที่มีความฝันเดียวกัน เมื่อก่อนความฝันเยอะแต่ไม่สะดวกสบายเหมือนปัจจุบันนี้ครับ ตอนรวมกลุ่มกับเพื่อนๆ ที่มีความฝันอยากเป็นนักดนตรีนั้น ตอนที่เจอกันครั้งแรกก็มีการเรี่ยไรเงินจะซื้อรถสำหรับทำวงเคลื่อนที่เฉลี่ยคนละสองแสนเยน คือตกใจครับ เจอครั้งแรกก็ถูกเรียกเงินล่ะ อะไรก็เป็นเงินเป็นทองไปซะหมด สมัยนั้นมีคนต้องการเป็นนักดนตรีมากมาย ส่วนใหญ่จะมาสมัครเป็นนักกีต้า มือเบส มือกลอง แต่จะไม่ค่อยผ่านการคัดเลือก เพราะว่าถ้าไม่เก่งจริงก็จะเป็นไม่ได้ เวลาจะประชาสัมพันธ์หรือโฆษณาวงก็ยังไม่ค่อยมีใครฮิตใช้โซเชียลเน็ตเวิร์คเหมือนสมัยนี้ แม้ว่ายุคนั้นมีเวปไซต์แล้วก็จริง แต่คนทั่วไปก็ยังไม่นิยมใช้เวปไซต์กันมากนัก ตอนนั้นจะพวกเราใช้สื่อสิ่งพิมพ์ หรือนิตยสารเป็นตัวประชาสัมพันธ์ครับ สิ่งพิมพ์หรือนิตยสารที่เกี่ยวกับดนตรีที่ดังมากๆ สมัยนั้นมีชื่อว่า バンドやろうぜ Band yaroze รู้สึกเดี๋ยวนี้ปิดตัวไปแล้วน่าเสียดายอยู่เหมือนกัน

สำหรับนิตยสาร Band yaroze (Banyaro) เวลาที่จะขอลงโฆษณาในนิตยสาร อาจจะใช้เวลาเยอะมากสักหน่อย ถ้านับตั้งแต่เริ่มต้นเขียนข้อความจนถึงวันที่ได้ลงโฆษณาจริงก็ใช้เวลาประมาณ 6 เดือน อาจจะต้องมีคนสัมภาษณ์ด้วย ตอนนั้นอะไรๆ ก็เป็นระบบสื่อสิ่งพิมพ์ เพราะยังเป็นที่นิยมมากๆ แต่ก็มีปัญหาเกิดขึ้นบ้างเหมือนกัน บางครั้งคิดจะส่งเทปไปให้เขา เมื่อเขาส่งมาคืนทางจดหมายค่าแสตมป์อาจจะไม่พอก็ต้องจ่ายเพิ่ม (สมัยก่อนนั้นยังใช้เทปคาสเซ็ทเป็นตลับเทป Compact Cassette หมายถึงเทปเสียงหรือเทปเพลง คือรูปแบบการบันทึกเสียงลงเทปโดยใช้แถบแม่เหล็ก เพื่อนๆ เคยเห็นไหมครับ รุ่นพ่อแม่มาจนถึงรุ่นผมแรกๆ ก็ยังใช้ตลับเทปใช้ในการบันทึกเสียงเพลง ควบคู่ไปกับแผ่นเสียงและปัจจุบันก็เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยนะครับ) สมัยนั้นยังใช้สื่อสิ่งพิมพ์เป็นหลัก ใช้ส่งจดหมายเป็นหลัก แล้วจะได้รับการพิจารณาโฆษณาลงในนิตยสารหรือไม่จะต้องลุ้นกันมาก ต้องมีการแจ้งที่อยู่ ชื่อจริง พูดไปก็น่ากลัวที่ใช้ข้อมูลจริงนะครับ คิดถึงสมัยนี้แล้ว การแจ้งข้อมูลจริงลงสื่อในโลกออนไลน์นี่ก็น่ากลัวกว่ามาก มีปัญหามาก

เพราะปัญหาที่เกิดไม่ใช่แค่เล็กๆ ไม่ว่าจะเรื่องเงิน เรื่องความสัมพันธ์ ปัญหาการฉ้อฉนหลอกลวงต่างๆ ถ้าใช้สื่อไม่ดีก็ล้วนมีปัญหาเกิดขึ้นตามมาได้ สมัยก่อนในนิตยสารหน้าแนะนำมักจะเขียนว่า " คนเรารู้หน้าไม่รู้ใจ ยิ่งเป็นสาวๆ เวลาจะไปไหนมาไหนอย่าไปคนเดียว อย่าไว้ใจใครมาก ให้หาเพื่อนไปด้วย " คนสมัยนั้นก็จะระวังตัวกันเป็นพิเศษ แต่สมัยนี้คนส่วนใหญ่หันไปเสพสื่อออนไลน์กันหมดเนื่องด้วยการนำเสนอเนื้อหาที่รวดเร็ว ทันเหตุการณ์กว่านิตยสาร อีกทั้งยังสามารถร่วมแสดงความคิดเห็นผ่านช่องทางออนไลน์ได้ และดูจะมีอิสระทางความคิดและการแสดงออกกันมากขึ้น เปิดกว้างมากขึ้น จนบางครั้งก็ไม่เห็นถึงความอันตรายที่แฝงอยู่

อย่างเช่นข่าวที่ผมเล่าไปครั้งที่แล้วเรื่อง "โอตาคุตกงาน ใช้ชีวิตด้วยการเล่นเกมส์และเล่นแชทในเว็บหาคู่ไปวันๆ เพื่อมองหาเหยื่อและหลอกลวงเงินคนอื่น ล่าสุดฆ่าเหยื่อหมกทุ่งนา แต่ตามไปตามมาเรื่องราวกลับซับซ้อนขึ้น !" ผู้ชายญี่ปุ่นถูกสื่อเล่นได้ตลอด แต่ผู้หญิงจะไม่ค่อยถูกเขียนแรงๆ หนังสือพิมพ์บางฉบับพาดหัวข่าวนี้โดยเขียนแนวเอาปมด้อยของผู้ต้องหามาเล่น เช่นบอกว่า พวกโอตาคุน่ารังเกียจ キモオタ Kimo ota เป็นคำย่อที่มาจากคำว่าน่ารังเกียจ ขยะแขยง กับคำว่าพวกโอตาคุ แต่นำมาใช้ในเชิงเหยียด 、หัวเถิกล้านแบบนักรบสมัยก่อน 落武者 Ochimusha ต่างๆ เป็นต้น ที่จริงแล้วเขาอาจจะไม่เชิงเป็นโอตาคุก็ได้ แล้วผมต่างๆ ควรเอามาพูดไหม แต่ด้วยอิทธิพลของสื่อ เมื่อกล่าวออกมาทำให้คนรับสารคล้อยตามได้มาก ยิ่งแชร์กันมากขึ้นๆ ทำให้คนรู้จักมากขึ้น พูดถึงมากขึ้น
(上)  落武者 Ochimusha
จากเรื่องที่คนในโลกออนไลน์ให้ความสนใจติดตามข่าวน้องนักศึกษาสาวน่าตาน่ารัก อายุแค่ 19 ปี เพิ่งเข้าเรียนปีหนึ่งภาควิชาเภสัชศาสตร์หายตัวไปตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว ตอนนั้นทุกคนเป็นห่วงเพราะด้วยความที่น้องน่าตาน่ารักและเป็นเด็กดี ก่อนที่เธอจะหายตัวไปนั้นเธอได้ส่งข้อความบอกเพื่อนสนิทว่า เธอกำลังจะไปพบผู้ชายคนหนึ่ง และเธอก็หายไปอย่างไร้ร่องรอยเลย จากนั้นทีมสืบสวนสอบสวนก็ทำงานหนักเพราะสื่อเล่นข่าว และทุกคนจับตามอง เมื่อทำการสอบสวนชายหนุ่มคนที่เธอบอกว่าจะไปพบนั้นเขาก็ปฏิเสธว่าไม่รู้ว่าเธอหายไปไหน แต่ทีมสืบสวนไม่ลดละหาหลักฐานและสอบสวนต่อเมื่อจนต่อหลักฐานและถูกตำรวจคาดคั้นมากขึ้น ในที่สุดเขาก็ยอมเปิดปากรับสารภาพว่า รู้จักเธอผ่านทางเว็บบอร์ดเล่นเกมส์ แห่งหนึ่ง จากนั้นเธอก็มาหาเขาที่บ้าน หลังจากนั้นตอนที่เขาขับรถไปส่งเธอนั้น เธอได้โวยวายขึ้นเขาเลยฆ่าปิดปากแล้วนำศพเธอไปฝังที่ทุ่งนานั่นเอง... ถึงตรงนี้คนก็พากันโจมตีผู้ต้องหาอย่างมาก แม้ว่าเขาจะทำผิดจริงๆ แต่ตอนนั้นข้อมูลอีกด้านยังไม่ถูกสื่อนำออกมาเสนอให้รู้

ขอยกเรื่องที่เล่าไปครั้งที่แล้วมาต่อครับ ..แต่จากการขุดคุยของหลายแหล่งข่าว เรื่องน้องนักศึกษาเภสัชศาสตร์ที่ดั้นด้นไปหาผู้ชายคนนี้ถึงที่บ้านทำไม ไปคนเดียวด้วย ทั้งๆ ที่อยู่ห่างไกลกันคนละจังหวัด ไกลกันเป็นร้อยๆ กิโลเมตร และหลังจากลงรถไฟแล้วยังต้องต่อรถแท็กซี่ ซึ่งมีราคาแพงถ้าเทียบกับรถสาธารณะทั่วไป เพราะเมืองที่เธอไปหาผู้ชายนั้นเป็นท้องถิ่นห่างไกล ไม่ค่อยมีรถบัสหรือรถสาธารณะ จึงต้องเรียกแท็กซี่ไปส่งให้ถึงบ้านผู้ต้องหาอีกด้วย . เมื่อทุกคนรู้ที่มาที่ไปและเบื้องหลังแล้วก็ไม่มีใครกล้าเล่นข่าวอีกเลย หยุดไปเสียดื้อๆ แหล่งข่าวบอกว่า มหาวิทยาลัยที่เธอกำลังเรียนอยู่นั้นมีระบบการสอบเข้าเรียนง่ายมากแค่จ่ายค่าธรรมเนียมและเขียนประวัติก็เข้าเรียนได้ ตามปกติแล้วการศึกษาปริญญาตรีสำหรับนักศึกษาเภสัชศาสตร์ของมหาวิทยาลัยอื่นๆ ต้องเรียนถึง 6 ปี แต่มหาวิทยาลัยที่เธอเรียนอยู่นั้นใช้เวลาเรียนตามหลักสูตรของมหาวิทยาลัยแค่ 4 ปี คือถึงจบออกมาก็ไม่สามารถเป็นเภสัชกรได้ ถ้าต้องการเป็นต้องไปเรียนเพิ่มอีก 4 ปี ซึ่งที่จริงแล้วเธอเองก็เรียนไม่ค่อยจะดีนัก และติดเกมส์ติดเวปแชดเช่นกัน น้องนักศึกษาเภสัชศาสตร์เธอดั้นดนไปพบคนร้าย เพราะเธอไปขายเรือนร่างนั่นเอง ถ้าเธอไม่ไปคนเดียว ไม่ยุ่งเรื่องแบบนี้อันตรายก็คงจะไม่เกิดกับเธอก็ได้ปัจจุบันนี้ไม่น่าเชื่อเลยว่าเด็กสาวๆ ญี่ปุ่นหลายคนต้องจมอยู่กับวังวนของการขายตัวเพราะปัญหาเศรษฐกิจ หรืออาจเพราะถูกล่อล่วง หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ แต่อย่างไรก็ตามสิ่งเหล่านี้รังแค่จะสร้างปัญหาที่หนักขึ้น มีคนกล่าวไว้ว่า มีเพศสัมพันธ์ยังไม่น่ากลัวเท่าไปหาคนที่ไม่รู้จักกัน อันนี้เป็นเรื่องจริงที่ใครๆ ก็เตือนกันเสมอ และน่าจะนำมาเป็นกรณีศึกษา แต่พอสื่อรู้ที่มีที่ไปของเรื่องก็จบข่าวไปเสียอย่างนั้น ไม่เล่นข่าวต่อเพราะพูดไม่ดีกับฝ่ายผู้หญิงไม่ได้ คนที่ติดตามก็หยุดติดตามเฉยๆ เหมือนหมดการลุ้น แต่ที่จริงแล้วกรณีเหล่านี้น่าจะนำมาเป็นข้อมูลเพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาเช่นนี้เกิดซ้ำขึ้นอีก

สิ่งที่มีอิทธิพลสามอย่างหลักๆ ในประเทศคือ การออกกฏหมาย การใช้กฏหมาย และอำนาจศาลฎีกา แต่ที่จริงมีอีกสิ่งหนึ่งที่มีอิทธิพลอย่างมากคือการสื่อสารมวลชน ซึ่งที่ญี่ปุ่นก็ค่อนข้างมีอิสระมากเหมือนกัน สำหรับสิ่งที่อยากจะสื่อในวันนี้คือ อิทธิพลของสื่อและการนำเหตุการณ์ต่างๆ มาเป็นกรณีศึกษา อย่างข่าวน้องนักศึกษาเภสัชศาสตร์ออกไปพบนายโอตาคุคนนี้ก็น่าจะนำมาเป็นกรณีศึกษาได้ เพื่อสอนสาวๆ ไม่ให้ไว้ใจใครง่ายๆ และไม่ควรไปหาคนแปลกหน้าที่ไม่รู้จักเพียงลำพัง เหมือนกับนิตยสารสมัยก่อนที่เน้นแล้วเน้นอีก แต่สมัยนี้ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้ว วันนี้สวัสดีครับ


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...