xs
xsm
sm
md
lg

KKO ลุงแก่..ปัญหาเกิดใหม่ที่ญี่ปุ่น

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


สวัสดีครับผม Mr.Leon มาแล้ว ถ้าพูดถึงปัญหาไม่ว่าจะที่ไหนๆ ก็มีปัญหาเกิดขึ้นได้ทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วหรือประเทศกำลังพัฒนาก็ตาม แต่ลักษณะของปัญหาที่เกิดขึ้นแต่ละท้องถิ่นอาจจะแตกต่างกันไปตามลักษณะของสังคมและเศรษฐกิจของประเทศนั้นๆ หนึ่งในปัญหาที่เกิดขึ้นที่ญี่ปุ่นก็คือเรื่องสิทธิสตรีที่ไปบั่นทอนสิทธิบุรุษครับ ซึ่งประเด็นเรื่องสิทธิสตรีเหล่านี้เกิดกับหลายๆ ประเทศทั้งในยุโรปและอเมริกามาก่อน

เพื่อนๆ อาจจะเคยได้ยินชื่อย่าน Wall Street วอลสตรีท - หรือย่านการเงินวอลสตรีท ซึ่งเป็นชื่อของถนนในเกาะแมนฮัตตัน ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ถนนเส้นนี้เป็นถนนเก่าแก่เส้นหนึ่งของเมือง เป็นศูนย์กลางทางการเงินของโลก และเป็นที่ตั้งของตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก ถือเป็นศูนย์รวมสถาบันการเงินทั่วโลกเลยก็ว่าได้

วอลสตรีทแห่งมหานครนิวยอร์ก จึงถือว่าเป็นย่านการเงินที่มีความคึกคักและมีอิทธิพลที่สุดแห่งหนึ่งในโลก มีตึกรามสูงตะหง่านเหมือนอยู่ในป่าคอนกรีต นอกจากจะเต็มไปด้วยสถาบันทางธุรกิจต่างๆ ที่สำคัญของภาครัฐและอนุสรณ์สถานแห่งชาติที่มีชื่อเสียงแล้วก็ยังมีองค์กรที่มีอิทธิพลระดับโลกหลายองค์กรตั้งอยู่ในย่านนี้ด้วยและมีสำนักงานศุลกากรสหรัฐอเมริกาอันเก่าแก่และสถานที่ที่อดีตประธานาธิบดีจอร์จ วอชิงตันกล่าวปฏิญาณตนเพื่อรับตำแหน่ง ,เป็นที่ตั้งของโบสถ์ทรินิตีและห้องนิรภัยของธนาคารกลางที่เก็บทองไว้ใต้ดินมูลค่ากว่าพันล้านดอลล่าร์ ,รวมถึงพิพิธภัณฑ์ที่สร้างขึ้นบนพื้นที่เดิมของอาคารเวิลด์เทรด เซ็นเตอร์ กับโศกนาฏกรรมวันที่ 11 กันยายน 2001 ครับ พูดแล้วน่าไปเที่ยวชมและเป็นย่านที่คึกคักมากตอนผมไปที่นั่นผมยังเป็นเด็กนักศึกษามหาวิทยาลัยอยู่ ยังไม่มีมุมมองทางเศรษฐกิจอะไรนัก แม้ว่าผมจะไม่ค่อยชอบไปประเทศที่พัฒนาแล้วแต่ต้องยอมรับว่าไปเที่ยวย่าน Wall Street วอลสตรีทแล้วสนุกจริงๆ ครับ

และแหล่งข่าวจากบลูมเบิร์ก เทเลวิชัน Bloomberg ช่องรายการโทรทัศน์ที่ออกอากาศในหลายประเทศทั่วโลก โดยช่องรายการนี้ออกอากาศรายการเกี่ยวกับธุรกิจและการเงินตลอด 24 ชั่วโมง มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ นิวยอร์ก ซิตี้ และเวปไซต์ธุรกิจได้เผยแพร่ว่า

มีกลุ่มผู้ชายที่เรียกตัวเองว่า กลุ่มป้องกันการเรียกร้องสิทธิสตรี anti-feminist หรือกลุ่ม Men Going Thier Own Way (MGTOW) ออกมาตั้งกฏของตัวเอง เพื่อป้องกันตัวเองจากเหล่าสตรี แต่เรื่องนี้มีที่มาที่ไปจากประเด็น แฮชแท็ก #MeToo ครับ เพื่อนๆ อาจจะยังพอจำได้จากปรากฏการณ์บนโซเชียลมีเดียเมื่อปี 2017 เรื่องการคุกคามทางเพศจนเป็นที่มาของแฮชแท็ก #MeToo ที่เริ่มต้นจากมีการเปิดโปงพฤติกรรมของโปรดิวเซอร์ใหญ่ในวงการฮอลลีวูด ว่ามีพฤติกรรมคุกคามทางเพศดาราหญิงและลูกจ้างหลายราย #MeToo จึงเป็นที่รู้จักจากกรณีนี้และได้กลายเป็นกระแสโด่งดัง แพร่กระจายไปทั่วโลกอินเทอร์เน็ต ผู้หญิงจำนวนมากเริ่มเปิดเผยและแบ่งปันเรื่องราวการถูกล่วงละเมิดทางเพศที่เคยพบเจอในชีวิต พร้อมทั้งติดแฮชแท็ก #MeToo เพื่อบอกกล่าวเรื่องราวการถูกคุกครามทางเพศต่างๆ ให้เป็นหลักฐานยืนยันความโหดร้ายของสังคมที่ผู้ชายเป็นใหญ่นั้น ต่อมาทำให้มีกลุ่มผู้ชายกลุ่มหนึ่งที่ตั้งกฏเพื่อเป็นมาตรการเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว เรียกว่ากลุ่มป้องกันการเรียกร้องสิทธิสตรี anti-feminist หรือกลุ่ม Men Going Thier Own Way (MGTOW) ปฏิเสธที่จะยินยอมให้ผู้หญิงมากำหนดมูลค่าของผู้ชาย แต่มุ่งเน้นไปที่แง่บวกของผู้ชายโดยเชิญผู้ชายให้ออกไปใช้ชีวิตในแบบของตัวเอง
 Men Going Thier Own Way (MGTOW)
และผู้ชายที่ทำงานอยู่ในวอลสตรีทเอง ก็มีกฎที่ตั้งกันขึ้นมาเช่นกัน เพื่อป้องกันความเสี่ยงและเพื่อหลีกเลี่ยงผู้หญิง เช่น

*ไม่ไปดินเนอร์หรือทานอาหารกับเพื่อนร่วมงานสาวแบบสองต่อสอง

*ถ้าต้องไป 出張 business trip หรือทำงานนอกสถานที่กับเพื่อนร่วมงานสาว ต้องไม่นั่งข้างเพื่อนสาว และเรื่องการพักค้างคืนที่โรงแรมก็ต้องพักคนละชั้น และไม่เจอกันลำพังสองต่อสอง

*ไม่อยู่ในที่รโหฐานลำพัง อยู่ในลิฟต์แบบทิ้งช่วง แต่การอยู่กับสาวในลิพต์ก็ยังถือว่าปลอดภัยเพราะมีกล้องวงจรปิดไว้เป็นหลักฐาน

และยังมีความคิดเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับกฏที่พวกเขาตั้งขึ้นมา เช่น

*นอกจากภรรยาของตนแล้วห้ามไปกินข้าวกับสาวเด็ดขาด เพราะไม่รู้ว่าเธอจะใส่ความอะไร

*การทำงานกับผู้หญิงก็เหมือนกำลังเดินเหยียบไข่ จะแตกเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ มีมาตรการป้องกันคือ ไม่อยู่สองต่อสองเด็ดขาด

*การยอมรับผู้หญิงอาจทำให้เกิดภาระ "ความเสี่ยงของคนที่ไม่รู้จัก" ผู้หญิงอาจจะบิดเบือนได้

ถ้ามีผู้หญิงเข้ามาทำงาน แล้วพูดอะไรออกไปอาจจะจริงหรือใส่ร้ายก็มีสิทธิ์ทำให้ผู้ชายถูกมองว่าผิด สำหรับกรณีของหนุ่มๆ ที่ Wall Street วอลสตรีทตั้งกฏขึ้นมานั้น ก็ไม่ใช่ว่าผู้ชายเหล่านั้นจะเกลียดสาวๆ หรอกมั้งครับ ดูจากภาพยนต์ที่เกี่ยวกับ Wall Street วอลสตรีทหลายเรื่องก็ยังสื่อว่าผู้ชายไม่ได้เกลียดผู้หญิง ยังหลงระเริงอยู่ในวังวนของกามตัณหา และกิเลสต่างๆ นานา แค่ในชีวิตจริงนั้นการทำงานร่วมกับผู้หญิงมีความเสี่ยงมากที่จะถูกกล่าวหา

ซึ่งผมอ่านแล้วก็เข้าใจ ว่าเป็นปัญหาที่ประเทศพัฒนาแล้วกำลังประสบ ที่อเมริกาเป็นกรณีที่ชายหามาตรการป้องกันตัวเองเพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้คุกคาม แต่สำหรับสังคมญี่ปุ่นตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิงครับ ปัญหาพวกนี้อาจจะเกิดที่อเมริกามาเป็นสิบๆ ปีแล้ว แต่กลับกันกับปัญหานี้ปัจจุบันที่ญี่ปุ่นก็มีปัญหาเช่นนี้เหมือนกันแค่มีทิศทางต่างกัน ที่อเมริกาผู้ชายมีเงิน มีงาน พยายามหนีผู้หญิง แต่กรณีญี่ปุ่นกลับกลายเป็นผู้หญิงมองผู้ชายบางคนว่าน่ารังเกลียดมองแล้วรู้สึกแย่ คือพูดง่ายๆ ว่าคนไม่หล่อ ดูไม่ดีนั่นแหละครับ จะไปหางานอะไรก็หายาก จะไปทำงานเสิร์ฟอาหาร หรือแคชเชียร์ตามร้านสะดวกซื้อ เกิดเจอพวกสาวๆ มองแล้วหล่อนรู้สึกไม่ดีหรือไม่ชอบ สาวๆ ก็แจ้งเจ้าของร้านอีก ทำให้คนพวกนั้นหางานไม่ได้ และก็ต้องเป็นคนตกงานในที่สุด และเมื่อไม่มีงาน ก็ไม่มีเงินใช้ และก็ต้องแก่ไปเป็นลุงที่น่าสังเวชใจในที่สุด เราเรียกว่าพวก KKO (キモくて金のないおっさん Kimokute Kane no nai Ossan) ในสังคมญี่ปุ่นมีคนแบบนี้เพิ่มขึ้นทุกที ลุงประเภทนี้มีลักษณะอย่างไรบ้าง ยกตัวอย่างเช่น

1. รูปลักษณ์ภายนอกแค่มองก็มีความรู้สึกไม่น่ารื่นรมย์ยินดี ไม่น่าสนใจ ไม่มีความดึงดูดใจทางเพศ

2. ไม่มีเงิน ไม่มีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ คือช่วยเหลือใครไม่ได้แม้แต่ตัวเองยังยาก

3. เป็นชายชรา หรือชายวัยกลางคนขึ้นไป

4. อาจจะมีความสามารถทางสติปัญญาที่ตํ่าว่าเกณฑ์เฉลี่ยอย่างมีนัยสําคัญ หรือป่วยทางจิต , มีความผิดปกติของพัฒนาการ

5. เป็นผู้ที่ไม่สามารถทำการทำงานแบบคนปกติในสังคมทั่วไปได้

6. แปลกแยก พวกเขาอยู่โดดเดี่ยวในสังคม เขาพึ่งพาเพื่อนและครอบครัว ไม่ใช่ทำเพื่อสวัสดิการ

นี่แหละครับปัญหาที่ไม่น่าจะเป็นปัญหา แต่ก็เป็นปัญหาสังคมไปแล้ว แค่ลุงๆ ถูกสาวๆ มองว่าน่าเกลียด ก็เปลี่ยนชีวิตเขาไปเลย กลายเป็นคนไม่มีงาน ไม่มีเงิน และต้องแก่ไปตามกาล ปัจจุบันมีคนลักษณะนี้เพิ่มขึ้นจำนวนมาก แล้วรัฐบาลมีวิธีแก้ไหม ก็แก้ไขยาก นี่แค่เปรียบเทียบให้เห็นอีกมุมมองความแตกต่างที่เกิดขึ้นระหว่างญี่ปุ่นและอเมริกาครับ ไม่รู้ว่าที่เมืองไทยมีเรื่องแบบนี้ไหม วันนี้สวัสดีครับ


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...