xs
xsm
sm
md
lg

ทำอย่างไร! เมื่อคนญี่ปุ่นต้องป้องกันตัวจากฝุ่น

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


คอลัมน์ "เรื่องเล่าสะใภ้ญี่ปุ่น" โดย "ซาระซัง"

สวัสดีค่ะ ไม่กี่วันก่อนฉันได้คุยกับรุ่นพี่เกี่ยวกับสถานการณ์ที่ย่ำแย่เรื่องมลพิษทางอากาศของบ้านเรา ซึ่งประชาชนต้องพยายามหาทางป้องกันตัวเองด้วยการสวมหน้ากากอนามัย เธอจึงนึกถึงคนญี่ปุ่นกับโรคแพ้ละอองเกสรที่เป็นปัญหาอยู่ทุกปี

อันที่จริงนอกจากเรื่องละอองเกสรแล้ว ญี่ปุ่นก็มีความตื่นตัวเรื่อง pm2.5 กับฝุ่นทรายเหลืองด้วยเช่นกัน และวิธีการป้องกันก็คล้ายกับการป้องกันละอองเกสรอยู่หลายประการค่ะ
ภาพจาก https://hapirakilife.com/699.html
ว่ากันว่า 1 ใน 4 ของคนญี่ปุ่นเป็นโรคแพ้ละอองเกสร ละอองเกสรที่ทำให้เกิดอาการแพ้ในญี่ปุ่นมีประมาณ 60 ชนิดเลยทีเดียว ที่ดูเหมือนจะแพ้กันมากคือละอองเกสรของต้นสนสุงิและต้นสนฮิโนกิซึ่งกระจายไปตามภูมิภาคต่าง ๆ ในช่วงเวลาที่แตกต่างกันไปและในปริมาณที่ต่างกัน อย่างถ้าเป็นภูมิภาคคันโตซึ่งเป็นที่ตั้งของกรุงโตเกียวนั้นจะเริ่มมีละอองเกสรต้นสุงิพัดมาในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ไปจนถึงปลายเดือนเมษายน จากนั้นก็จะมีละอองเกสรต้นสนฮิโนกิตามมาไปจนถึงปลายเดือนพฤษภาคม

ในช่วงนี้จะได้เห็นคนที่อาศัยอยู่ในญี่ปุ่นจำนวนมากสวมหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันละอองเกสรดอกไม้ กระนั้นหลายคนก็ยังจามบ่อยครั้ง น้ำมูกน้ำตาไหล ตาแดงไปหมด คันตา คันตามผิวหนัง ท้องเสีย หรือคล้ายจะเป็นไข้ ครั้งแรกที่ฉันเห็นคนมีอาการแพ้ละอองเกสรมาก ๆ ก็สงสาร นึกว่าเป็นหวัดหนักมากแต่ต้องมาทำงาน เขาบอกไม่ใช่ เป็นโรคภูมิแพ้ละอองเกสรต่างหาก

คนไทยที่อาศัยอยู่ในญี่ปุ่นนาน ๆ เองก็เป็นโรคนี้เช่นกัน เพื่อนฉันที่แพ้ละอองเกสรหนักเล่าว่าในช่วงไม่กี่ปีแรกอาจจะไม่เป็นไร แต่พอนานวันเข้าร่างกายก็จะเริ่มแสดงอาการแพ้ออกมาและรุนแรงขึ้นทุกปี เธอบอกว่าพอเป็นหนักเข้านี่ ถ้าไม่ฉีดยาทนไม่ไหวจริง ๆ เพราะทรมาน ฉันอยู่ญี่ปุ่นมาห้าปีกว่ายังไม่มีอาการอันใด เพื่อนคงกลัวฉันจะไม่ได้มีส่วนร่วมกับโรคยอดฮิตนี้ จึงให้กำลังใจพร้อมรอยยิ้มว่า “เดี๋ยวก็รู้” จนบัดนี้ฉันก็ยังไม่รู้เลยค่ะเพราะย้ายไปที่อื่นเสียก่อน ฉันเลยเป็นฝ่ายยิ้มแทน

คนที่อาศัยในญี่ปุ่นจะทราบดีว่าโอกาสที่จะได้ลางานไปหาหมอนั้นนับเป็นเรื่องยาก และบางคนก็ขี้เกียจหาหมอ จึงซื้อยารับประทานเอง แต่ยาที่ขายตามร้านขายยาทั่วไปในญี่ปุ่นจะเป็นคนละประเภทกับที่หมอจ่ายให้ และอาจไม่เหมาะกับอาการหรือสภาพร่างกายของทุกคน จึงมักแนะนำกันโดยทั่วไปว่าควรหาหมอมากกว่าซื้อยารับประทานเอง นอกจากนี้ หากปล่อยให้มีอาการแพ้ละอองเกสรไว้โดยไม่ดูแลรักษาให้ดีก็จะส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น ทำให้ประสิทธิภาพในการเรียนหรือทำงานลดลง ไม่มีสมาธิ หลับได้ไม่ดี หงุดหงิดง่าย เป็นต้น
ภาพจาก https://style.nikkei.com
วิธีที่สามารถช่วยป้องกันหรือทำให้ร่างกายรับละอองเกสรมาให้น้อยที่สุด ได้แก่ การสวมหมวก รวบผมไม่ให้สัมผัสลมให้มากที่สุด สวมแว่นตา หน้ากากอนามัย ผ้าพันคอ รวมทั้งเสื้อคลุมแบบที่ผิวสัมผัสลื่นเพื่อไม่ให้ละอองเกสรติดง่าย ก่อนจะเข้าบ้านก็ต้องปัดหรือสะบัดเอาละอองออกจากตัวให้มากที่สุด เมื่อเข้าบ้านก็ต้องล้างมือให้สะอาดและกลั้วคอ ซึ่งการล้างมือและกลั้วคอนี้เป็นสิ่งที่คนญี่ปุ่นหลาย ๆ คนคุ้นชินที่จะทำอยู่แล้ว ขนาดบ้านเมืองเขาสะอาดมากยังไม่ประมาทเรื่องเชื้อโรคกันเลยค่ะ ไม่ต้องรอให้เกิดเรื่องก่อนก็รู้จักป้องกันตัวเองด้วยวิธีง่าย ๆ แล้ว นี่ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งที่บ้านเราน่าจะปลูกฝังกันจนเป็นวินัยไว้

นอกจากเรื่องของละอองเกสรแล้ว ญี่ปุ่นยังมีความตื่นตัวในเรื่องของ pm 2.5 และฝุ่นทรายเหลืองที่พัดมาจากจีนด้วย ที่ผ่านมาญี่ปุ่นก็ได้พยายามให้ความช่วยเหลือแก่จีนในการลดปัญหามลพิษ แต่ความสัมพันธ์ของสองประเทศที่ย่ำแย่ลง ก็ทำให้ญี่ปุ่นเกิดความกังวลว่าความพยายามอาจสูญเปล่า

บรรดา "อุปกรณ์ช่วยชีวิต" ในญี่ปุ่นที่แต่เดิมไว้ป้องกันเพียงแค่ละอองเกสรแบบง่าย ๆ ปัจจุบันได้รับการออกแบบให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น คือ สามารถกัน pm 2.5 และหรือฝุ่นทรายเหลืองได้ด้วย ข้อนี้ทำให้รู้สึกทึ่งญี่ปุ่นไม่น้อยเลยทีเดียว คือแม้ว่าสาธารณชนจำนวนไม่น้อยจะเข้าใจว่ามลพิษทั้งสองอย่างนี้มาจากจีน (ซึ่งอันที่จริงแล้ว pm 2.5 เองก็เกิดจากในญี่ปุ่นเองด้วย หลัก ๆ คือมาจากโรงงานและรถยนต์) ก็ยังไม่ประมาทรอจนสถานการณ์วิกฤตก่อน แต่รีบหาทางรับมือไว้แต่เนิ่น ๆ
ภาพจาก https://lohaco.jp/product
หน้ากากอนามัยแบบที่ญี่ปุ่นบอกว่ากัน pm 2.5 ได้ ได้แก่ หน้ากาก N95, F95, DS1, DS2 ซึ่งบางประเภทสามารถหาซื้อได้ไม่ยาก แต่ก็อย่างเดียวกับที่เราได้ยินข่าวในบ้านเราคือ ต่อให้หน้ากากคุณภาพดีขนาดไหน หากใช้ไม่ถูกวิธี ประสิทธิภาพที่จะป้องกันฝุ่นพิษก็น้อยลงเป็นลำดับ มีคำพูดว่าใช้หน้ากากผิดวิธีเท่ากับ 90% ไม่ได้ผลเลยทีเดียว

เขาว่าให้เลือกหน้ากากที่ขนาดพอดีกับขนาดใบหน้าเรา ใส่แล้วไม่เกิดช่องให้ลมผ่านเข้ามาได้ และหน้ากากไม่แนบปากเพื่อให้ไม่รู้สึกอึดอัด ด้านที่ติดสายคล้องหูคือด้านในของหน้ากาก ส่วนที่เป็นมุมตรงกลางหน้ากากต้องปิดอยู่บริเวณจมูก และต้องดึงหน้ากากให้ปิดคลุมลงมาถึงบริเวณคางด้วย

ดูภาพและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  https://mgronline.com/onlinesection/detail/9620000004422

หน้ากากที่มีวางจำหน่ายในญี่ปุ่นและอ้างว่ากัน pm 2.5 ได้มีหลายประเภทและหลายยี่ห้อให้เลือก ทั้งแบบที่ผลิตโดยบริษัทยาและบริษัทผลิตเครื่องอุปโภคในครัวเรือนซึ่งเป็นยี่ห้อที่ติดตลาด และแบบที่ผลิตโดยบริษัทที่เรียกได้ว่าโนเนม ความน่าเชื่อถือ ประสิทธิภาพ และคุณภาพก็อาจแตกต่างกันไป

หากไม่สามารถหาหน้ากากเฉพาะทางอย่างนี้ได้ ก็ให้ใช้หน้ากากอนามัยซ้อนกันสองแผ่น และว่ากันว่าถ้าเอาน้ำทาด้านนอกของหน้ากาก ก็จะยิ่งช่วยกรองฝุ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
ภาพจาก http://www.srisangworn.go.th/
นอกจากการป้องกันทางจมูกและปากแล้ว ส่วนอื่น ๆ เช่น ดวงตาและผิวหนังก็มีความสำคัญเช่นกัน ที่ญี่ปุ่นจะมีแว่นตาสำหรับกันละอองเกสรอยู่แล้ว ซึ่งมีลักษณะคล้ายแว่นดำน้ำคือ มีส่วนที่ครอบบริเวณรอบดวงตาไปด้วย ซึ่งแว่นประเภทนี้เดี๋ยวนี้เขาก็โฆษณาว่ากัน pm 2.5 และฝุ่นทรายเหลืองได้ด้วยเช่นกัน

หากไม่สามารถหาซื้อได้ การใช้แว่นตาทั่วไปหรือแว่นตากันแดดก็ยังพอช่วยได้บ้าง ดีกว่าไม่มีเลย โดยเฉพาะคนที่ต้องปะทะลมบ่อย ๆ เช่น ขี่จักรยานหรือจักรยานยนต์ เป็นต้น และหากทำได้ก็ควรสวมเสื้อแขนยาวและใช้ผ้าพันคอ เมื่อกลับถึงบ้านก็ควรรีบชำระล้างร่างกายให้สะอาด
ภาพจาก https://www.jins.com/jp/kafun/
ภายในบ้านก็มีการแนะนำให้ตากผ้าที่ซักไว้ในบ้าน และเปิดเครื่องไล่ความชื้นเพื่อให้ผ้าแห้งไม่เหม็นอับ นอกจากนี้ ยังมีเครื่องฟอกอากาศและเครื่องดูดฝุ่นแบบที่ไส้กรองมีความละเอียดสูง ซึ่งใช้สำหรับควบคุม pm 2.5 ในบ้านโดยตรงจำหน่ายอีกด้วย เหล่านี้ก็อาจเป็นอีกวิธีที่ช่วยลดปัญหาได้พอสมควร

อย่างไรก็ตาม การใช้อุปกรณ์ป้องกันตัวเหล่านี้ล้วนเป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ แต่ไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น สิ่งที่สำคัญคือการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ซึ่งหนึ่งในต้นเหตุหลักของเมืองไทยคงไม่พ้นเรื่องรถยนต์จำนวนมหาศาลที่แออัดไปแทบทุกท้องถนนมาตลอดหลายสิบปี ซึ่งเรื่องนี้เป็นปัญหาที่พวกเราส่วนใหญ่ร่วมกันสร้างทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม จึงน่าจะมีส่วนรับผิดชอบอย่างยิ่งในการแก้ปัญหาร่วมกันนะคะ

เรื่องโรงงานปล่อยอากาศพิษหรือรถควันดำยังเป็นเรื่องที่ประชาชนอย่างเราทำอะไรได้ยากกว่า แต่การลดการใช้รถยนต์ส่วนตัวเป็นสิ่งที่พวกเราทำได้ทุกคน ที่ผ่านมาเราเคยสามัคคีช่วยเหลือกันจนผ่านเรื่องท้าทายมาหลายอย่างแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการที่คนทั้งประเทศสนับสนุนพี่ตูนที่วิ่งมาราธอนเพื่อหาเงินสร้างโรงพยาบาล หรือธารน้ำใจที่เราเคยมีร่วมกันทุกฝ่ายเพื่อช่วยหมูป่าสิบสามชีวิตให้รอด ปัญหามลพิษที่เราเจอเวลานี้ก็ต้องการความร่วมมือและน้ำใจของพวกเราทุกคนเพื่อแก้ปัญหาไม่ต่างกัน

มนุษย์เราทุกคนมีศักยภาพยิ่งกว่าที่ตัวเองคิดไว้มากนะคะ.


"ซาระซัง" สาวไทยที่ถูกทักผิดว่าเป็นสาวญี่ปุ่นอยู่เป็นประจำ เรียนภาษาญี่ปุ่นตั้งแต่ชั้นประถม และได้พบรักกับหนุ่มแดนอาทิตย์อุทัย เป็น “สะใภ้ญี่ปุ่น” เธอเคยใช้ชีวิตอยู่ที่กรุงโตเกียวนานกว่า 5 ปี ปัจจุบันติดตามสามีไปทำงาน ณ สหรัฐอเมริกา ติดตามคอลัมน์ “เรื่องเล่าสะใภ้ญี่ปุ่น” ที่ MGR Online ทุกวันอาทิตย์.


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...