xs
xsm
sm
md
lg

รหัสรักจากอเวจี ตอนที่ 6 บันทึกรหัสลับ

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

บทประพันธ์ของ เอโดงาวะ รัมโป (1894-1965)
แปลและเรียบเรียงโดย ฉวีวงศ์ อัศวเสนา

หรือด้วยฤทธิ์พิศวาส..รหัสปริศนาที่ถูกทิ้งไว้จึงมีมนต์มายาราวกับส่งสัญญาณขึ้นมาจากอเวจี

เย็นวันหนึ่งหลังเลิกงานในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน ขณะที่ซุงิโมโตะ โชอิจิ เพื่อนสนิทของฮิเมดะ โกโร ผู้ตาย ที่ทำงานด้วยกันในบริษัทผู้ผลิตกระดาษนิตโต กำลังจะเดินออกจากประตูด้านตะวันออกของตึกมารุโนอุจิ ก็พบกับ มิโนอุระตำรวจสืบสวนที่คุ้นหน้ากันสวมเสื้อโค้ททับชุดสูทยืนอยู่ตรงนั้น

“คุณจะกลับบ้านเลยรึ”

“ครับ”

“ถ้างั้นผมตามไปด้วยนะ มีเรื่องอยากคุยด้วยนิดหนึ่ง”

มิโนอุระเป็นตำรวจสืบสวนหน้าเก่าในแผนกสืบสวนสอบสวนที่ 1 ของสำนักงานตำรวจกรุงโตเกียวที่ใคร ๆ รู้จักกันดี อายุสี่สิบกว่าปี ผิวคล้ำ หน้าตากร้านแดดอย่างคนชนบทดูขึงขังบึกบึน พูดจาฉะฉานเด็ดขาดสมกับเป็นตำรวจที่คร่ำหวอดอยู่กับการสืบสวนคดี ทันทีหลังเกิดเหตุมิโนอุระได้มาพบซุงิโมโตะครั้งหนึ่งแล้วจึงคุ้นเคยกัน

“มาที่อพาร์ทเม้นท์ผมไหม”

“ดีครับ คิดว่าน่าจะสะดวกกว่า อยู่ที่นาคาโนะใช่ไหม”

ทั้งสองขึ้นรถไฟฟ้าไปด้วยกัน แต่ตลอดทางจนถึงอพาร์ทเม้นท์ของซุงิโมโตะ มิโนอุระไม่ได้เอ่ยถึงคดีเลยสักคำเดียว ทั้งสองคุยกันเรื่องสัพเพเหระไปเรื่อย ๆ

อพาร์ทเม้นท์ที่พักของซุงิโมโตะเป็นตึกขนาดกะทัดรัดอยู่ห่างจากสถานีนาคาโนะไปประมาณ 15 นาที ภายนอกดูเป็นฝรั่งแต่ภายในเป็นห้องชุดแบบญี่ปุ่น พอเปิดประตูห้องพักเลขที่ 12 เข้าไปก็พบกับห้องพื้นไม้กระดานแคบ ๆ ลึกเข้าไปเป็นห้องขนาดหกเสื่อที่จัดไว้เป็นระเบียบเรียบร้อย

ซุงิโมโตะเชิญมิโนอุระนั่งบนเบาะรองนั่งข้างโต๊ะ ส่วนตัวเขาเดินไปที่เปิดประตูตู้ที่จัดไว้เป็นครัวเล็ก ๆ ยกเครื่องชงกาแฟตั้งบนเตาแก๊ส แล้วเดินกลับมานั่งอีกฟากหนึ่งของโต๊ะ จุดบุหรี่สูบและคุยกันต่อจนกาแฟได้ที่จึงลุกขึ้นไปรินใส่ถ้วยด้วยท่าทางคล่องแคล่วกลับมาให้แขกและตนเอง

ซุงิโมโตะเป็นรุ่นน้องของฮิเมดะ อายุ 25 ปีเพิ่งสำเร็จจากมหาวิทยาลัยเมื่อปีที่แล้ว หน้าตาเป็นคนใจดีสวมแว่นสายตาสั้นแบบเก๋ รู้สึกว่ายังสนุกกับการชงกาแฟเสิร์ฟแขกเป็นงานอดิเรก

“คือคุณพ่อของคุณฮิเมดะให้ผมดูสมุดไดอารี่ของเขา และผมได้ตัดลอกส่วนที่สำคัญ ๆ มาเป็นบางส่วน”

นายตำรวจสืบสวนจิบกาแฟร้อนควันขึ้นเป็นสายอย่างอร่อย พลางเริ่มเข้าเรื่อง

“ผมอ่านบันทึกประจำวันแล้วรู้สึกได้เลยว่าคุณเป็นเพื่อนสนิทที่สุดของคุณฮิเมดะ จึงได้มาหาเพื่อขอฟังความคิดเห็นของคุณอย่างตรงไปตรงมา ก่อนอื่นต้องขออธิบายเรื่องราวในฐานะที่เป็นตำรวจให้คุณได้ทราบเอาไว้ คือการสืบสวนคดีอาชญากรรมในปัจจุบันนี้ดำเนินการอย่างเป็นระบบ เมื่อเกิดคดีขึ้นก็จะเปิดประชุมการสืบสวนสอบสวนที่ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่หลายฝ่าย เพื่อกำหนดแนวทางปฏิบัติงานและแบ่งหน้าที่รับผิดชอบกันออกไป ไม่เปิดโอกาสให้ตำรวจสืบสวนคนใดทำตัวเป็นเหมือนนักสืบเอกชน บุกเดี่ยวออกไปสืบจับคนร้ายอย่างในนิยาย

นั่นคือหลักการ แต่คุณยาซุอิหัวหน้าแผนกสืบสวนสอบสวนที่ 1 มีความคิดอีกแนวหนึ่งที่แปลกออกไป ระยะนี้มีคดีสำคัญเกิดขึ้นติด ๆ กัน จึงมีข้อจำกัดในการระดมเจ้าหน้าที่จำนวนมากไปปฏิบัติงานในคดีนั้น ๆ สำหรับคดีที่ไม่มีความชัดเจนว่าเป็นการฆ่าตัวตายหรือว่าถูกฆ่า โดยเฉพาะคดีที่เกิดในต่างจังหวัดแล้วต้องมาสืบสวนที่โตเกียวนั้น บางทีก็ต้องปล่อยค้างไว้ เพราะเจ้าหน้าที่ต้องไปรับมือกับคดีใหญ่ที่เกิดขึ้น ดังนั้นหัวหน้าแผนกจึงเริ่มใช้วิธีมอบหมายให้นายตำรวจสืบสวนคนหนึ่งรับผิดชอบคดีใดคดีหนึ่งไปเลย โดยจะทำการสืบสวนอย่างไรก็ได้ตามแต่ที่ตนเห็นสมควร จะใช้เวลาสองเดือนสามเดือนก็ไม่ว่ากัน วิธีนี้ไม่ได้ใช้เฉพาะกับคดีเล็ก ๆ เท่านั้น แต่จะใช้กับคดีใหญ่ที่ถูกเก็บเข้ากรุไปแล้วด้วย ทางแผนกจะจัดให้ตำรวจสืบสวนนายหรือสองนายรับผิดชอบคดีเหล่านั้น กรณีเช่นนี้ไม่จำเป็นต้องเปิดประชุมสืบสวนสอบสวน แต่ปล่อยให้นายตำรวจใช้ความสามารถในการสืบสวนสอบสวนของตนอย่างเต็มที่ นั่นคือลักษณะพิเศษของระบบที่แผนกเราใช้ปฏิบัติอยู่ ผมเองตอนนี้รับผิดชอบคดีแบบนั้นอยู่สามคดี ในจำนวนนั้นคดีคุณฮิเมดะน่าสนใจที่สุด

ในส่วนตัวของผมคิดว่าคดีนี้เป็นคดีฆาตกรรม คนร้ายต้องเป็นผู้ชายใส่เสื้อโค้ตสีเทาที่หนุ่มชาวบ้านชื่อคินุตะ กับสาวใช้ร้านน้ำชาที่อุโอมิซากิเห็นแน่ แต่ต่อจากนั้นไม่รู้อะไรเลย ผมคิดว่าชายคนนั้นจะต้องปลอมตัวมา แว่นดำและหนวดนั่นน่าสงสัยมาก เพราะสองสิ่งนี้ถ้าถอดออกไปแล้วโฉมหน้าจะเปลี่ยนไปเป็นคนละคน แม้สาวใช้ร้านน้ำชาที่เป็นพยานรู้เห็นก็มองไม่ออก ยิ่งกว่านั้น การค้นหาคนคนนั้นในบรรดาแขกจำนวนมากมายที่มาพักตามอนเซ็นที่ อาตามิเป็นเรื่องยากเย็น พอ ๆ กับหาเข็มเล่มเล็ก ๆ ที่ตกลงไปในกองฟาง

ผมจะพูดกับคุณอย่างตรงไปตรงมาทุกอย่าง คือตอนนี้ทางเราแบ่งการสืบสวนออกเป็น 3 แนว แนวแรกคือ อาตามิซึ่งเป็นสถานที่เกิดเหตุ ตอนนี้สถานีตำรวจอาตามิกำลังดำเนินการอยู่ แต่ป่านนี้ก็ยังไม่มีอะไรคืบหน้าคงจะคาดหวังอะไรไม่ได้ แนวที่สองคือสมาคมลับผู้ส่งขนนกสีขาวที่คุณฮิเมดะพูดถึง เรื่องนี้แผนกอื่นของเรารับเรื่องไปสืบหาอยู่แต่ก็ยังไม่มีอะไรคืบหน้าเหมือนกัน ส่วนแนวที่สามก็คือสมาชิกครอบครัว ญาติพี่น้องและคนรู้จักของคุณ ฮิเมดะ ซึ่งเป็นหน้าที่ของผม

จนถึงวันนี้ผมไปพบผู้คนมาแล้วยี่สิบกว่าคนและสอบถามเรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับคุณฮิเมดะ ได้พูดคุยกับคุณพ่อคุณแม่ของคุณฮิเมดะมาแล้วหลายครั้ง แล้วก็พวกญาติและเพื่อนด้วย บันทึกประจำวันของคุณฮิเมดะที่ผมขอคัดลอกมาช่วยให้เข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างคุณฮิเมดะกับเพื่อน ๆ ได้เป็นอย่างดี และผมก็ได้ไปพบกับเพื่อนของเขาทีละคน นอกจากนั้นยังได้ไปพบกับคุณโองาวาระกับภรรยาของเขามาแล้ว ผมรู้จักและคบหาสมาคมกับนักสืบอาเกจิ โคโงโรมานานปีจึงไปขอฟังความคิดเห็นด้วย นักสืบอาเกจิเป็นคนฉลาดหลักแหลมมาก พวกเราเรียนรู้อะไร ๆ หลายอย่างจากนักสืบขั้นปรมาจารย์คนนี้ หัวหน้าแผนกยาซุอิของเราก็สนิทสนมคุ้นเคยกับนักสืบอาเกจิมากเหมือนกัน

คุณคงเคยได้ยินเขาเรียกตำรวจสืบสวนอย่างหมิ่น ๆ ว่านักสืบเดินดินใช่ไหม ผมนี่แหละนักสืบเดินดินคนหนึ่ง เหมือนพวกพนักงานเดินหาประกัน ดีอย่างเดียวตรงที่มีความสามารถในการวินิจฉัยคนดีคนร้ายซึ่งก็เพราะต้องรับมือกับพวกอาชญากรมานานปี แต่ท่านอาจารย์อาเกจิพูดเสมอว่า นักสืบอย่างคุณมุ่งที่จะได้ชัยชนะในที่สุดเป็นใหญ่ ที่ท่านรู้สึกอย่างนั้นคงเป็นเพราะตนเองมีวิธีสืบสวนที่ตรงกันข้ามกับพวกเรานั่นเอง”

วิธีการพูดที่ยืดยาวแสดงให้เห็นว่าคน ๆ นี้มีความอดทนเป็นเลิศในอันที่จะสาธยายให้คนฟังเข้าใจเรื่องราว แต่ ซุงิโมโตะก็ฟังได้ไม่เบื่อเพราะเรื่องนักสืบเป็นเรื่องแปลกและห่างไกลจากชีวิตประจำวันของเขา อีกทั้งวิธีพูดของนายตำรวจผู้นี้ยังมีอะไรที่ฟังสนุกเหมือนได้ลิ้มรสลูกกวาดหวานเหนอะ ๆ

“แต่ทุกคนที่ผมไปพบมาล้วนแต่มีพยานหลักฐานยืนยันว่าไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุ คือไม่มีใครออกจากโตเกียวในช่วงบ่ายถึงพลบค่ำของวันที่ 3 พฤศจิกายน การที่จะไปทำอะไรสักอย่างที่อาตามิแล้วกลับมาโตเกียวจะต้องใช้เวลาอย่างน้อยที่สุดห้าหรือหกชั่วโมง ซึ่งไม่มีใครออกจากโตเกียวในช่วงเวลาเช่นนั้นสักคนเดียว สำหรับการสืบสวนขั้นต่อไปผมอยากขอความช่วยเหลือจากคุณ คือเรื่องบันทึกประจำวันของคุณฮิเมดะ”

นายตำรวจสืบสวนมิโนอุระหยิบสมุดบันทึกเล่มเล็ก ๆ ออกมาจากกระเป๋า เอานิ้วแตะน้ำลายก่อนพลิกทีละหน้า
ตึกมารุโนอุจิ หน้าสถานีโตเกียว
“นี่ครับที่ผมลอกเอามา ในสมุดไดอารี่ของคุณฮิเมดะ ตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคมจนถึงเมื่อไม่นานมานี้ มีรหัสแปลก ๆ เขียนเอาไว้เป็นระยะเว้นช่วงวันติดกันบ้างห่างกันบ้าง ผมเรียงเอาไว้ตามลำดับอย่างที่เห็นนี่แหละครับ”

บนหน้าสมุดบันทึกของนายตำรวจมีตารางดังนี้
วันที่ เดือนรหัส
6 พฤษภาK.300
10 พฤษภาO.200
23 พฤษภาM.230
2 มิถุนาK.700
8 มิถุนาS.200
17 มิถุนาE.700
5 กรกฎาK.300
13 กรกฎาO.200
17 กรกฎาY.200
24 กรกฎาY.200
31 กรกฎาY.300
7 สิงหาR.130
14 สิงหาR.200
21 สิงหาR.100
5 กันยาK.300
9 กันยาG.200
13 กันยาO.300
10 ตุลาK.200

“ตัวเลขพวกนี้รู้สึกว่าจะไม่ใช่จำนวนเงิน น่าจะเป็นเวลามากกว่า สองหลักหลังส่วนใหญ่เป็นศูนย์ มีอยู่แค่สองตัวที่เป็น 30 คิดได้ว่าหมายถึงสามสิบนาที ถ้าอย่างนั้นช่วงเวลาตามตารางนี้จึงอยู่ที่ 1 นาฬิกา ถึง 7 นาฬิกา ซึ่งน่าจะเป็นตอนบ่ายมากกว่าตอนเช้า ส่วนอักษรภาษาอังกฤษนั้น ถ้าตัวเลขเป็นเวลาตัวอักษรก็น่าจะเป็นตัวย่อของชื่อคนหรือชื่อสถานที่ เมื่อเป็นเช่นนี้สงสัยว่าจะเป็นการจดบันทึกการนัดหมายลับ ๆ กับใคร ณ เวลานั้น ๆ คู่นัดหมายอาจเป็นใครที่เกี่ยวข้องกับสมาคมลับก็เป็นได้ ตอนนี้ทางเรากำลังสืบสวนเรื่องนี้กันอยู่ แต่จากปากคำของคนในครอบครัวและเพื่อน ๆ พอจะสันนิษฐานได้ว่าคุณฮิเมดะไม่มีนิสัยที่จะเข้าไปเกี่ยวข้องกับสมาคมลับที่มีพฤติกรรมเสี่ยงอันตรายใด ๆ”

“ไม่ใช่แน่นอนครับ ผมเชื่อว่าฮิเมดะไม่ใช่คนหัวรุนแรงเลยไม่ว่าจะซ้ายหรือขวา”

ซุงิโมโตะตอบด้วยความมั่นใจ

“ถ้าไม่ใช่เช่นนั้น ก็ต้องเป็นเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ อย่างพวกสมาคมนัดพบที่เราได้ยินกันบ่อย ๆ สมมติว่าตัวอักษรย่อภาษาอังกฤษเป็นสถานที่นัดพบมันก็จะไม่เข้ากับเวลา เพราะไม่คิดว่าจะมีชายหญิงนัดพบกันที่ไหนตอนบ่ายสองโมงหรือสามโมง หรือถ้าเป็นตีสองหรือตีสามยิ่งตลกใหญ่

เอาละ สมมติว่านี่เป็นบันทึกการนัด อักษรย่อคือชื่อผู้หญิงซึ่งตามรายการที่ผมคัดลอกมามีอักษรต่าง ๆ ถึง 8 ตัว เราก็จะเกิดข้อสงสัยขึ้นมาว่าคุณฮิเมดะคนนี้เป็นนักรักผู้ยิ่งใหญ่ขนาดมีคู่ถึงแปดคนทีเดียวหรือ”

“ก็ไม่ใช่อีกแหละครับ ฮิเมดะไม่เคยเปิดเผยเรื่องความรักกับผม แต่ถ้าจะมีคนรักก็คงมีคนเดียว ฮิเมดะไม่ใช่นักรักผู้ยิ่งใหญ่อย่างดอนฮวนหรอกครับ”

“ผมก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน เพื่อนคนอื่น ๆ ก็ว่าอย่างนั้น ทีนี้ถ้าอักษรย่อไม่ใช่ชื่อคนก็อาจเป็นชื่อสถานที่นัดพบซึ่งก็จะต้องมี 8 แห่ง หรือว่าจะเป็นชื่อสถานีรถไฟ อันนี้ผมก็ลองเทียบอักษรดูแล้วแต่ไม่เข้ากันก็เลยคิดว่าต้องไม่ใช่ชื่อสถานีแน่ อาจเป็นชื่อสถานที่พักแรมหรือไม่ก็โรงแรม แต่เมื่อดูจากเวลาซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 1 นาฬิกา 2 นาฬิกา 3 นาฬิกา ซึ่งเป็นเวลานัดพบที่ดูตลกไม่ว่าจะเป็นช่วงกลางวันหรือช่วงดึก...ผมขอเปลี่ยนเรื่องหน่อย บริษัทคุณคงไม่มีวันหยุดยาวในฤดูร้อนซินะ”

“ไม่มีครับ นอกจากวันอาทิตย์และวันหยุดราชการแล้ว ทางบริษัทให้ลาหยุดได้ปีละ 10 วัน เราไม่มีระบบหยุดฤดูร้อนครับ”

“ใช่ไหม ทีนี้เรามาดูวันเดือนในตารางกันบ้าง เมื่อเอาวันเดือนในนี้ไปเทียบกับปฏิทินปีนี้จะพบอะไรที่น่าสนใจมากเลย...ช่วงแรกตั้งแต่วันที่ 6 พฤษภาถึง 13 กรกฎา กับช่วง 5 กันยาถึง 10 ตุลาซึ่งเป็นวันสุดท้าย ตรงกับวันธรรมดาทั้งนั้น ไม่มีวันอาทิตย์หรือวันหยุดราชการเลยแม้แต่วันเดียว แต่เมื่อมาดูช่วงตั้งแต่วันที่ 17 กรกฎา ถึง 21 สิงหา ทุกวันเป็นวันอาทิตย์ครับ ดูเหมือนว่าจะมีความหมายอะไรแฝงอยู่ เป็นช่วงอากาศร้อนเสียด้วยคงออกไปเที่ยวไหนไกล ๆ และการที่จะออกไปเที่ยวไกล ๆ ได้ก็ต้องเป็นวันอาทิตย์ใช่ไหม”

“แต่ออกไปเที่ยวไหนไกล ๆ ตอน 2 นาฬิกาหรือ 3 นาฬิกาก็ดูแปลกอยู่ จะใช้วันหยุดสักทีก็น่าจะใช้ให้คุ้มค่า คือออกเดินทางให้เช้าหน่อยจริงไหมครับ”

“ตรงนี้ผมเองก็ไม่เข้าใจ และยังตีความรหัสนี้ไม่ออกถึงได้มาขอความเห็นจากคุณ ไม่รู้ว่าตารางนี้มีอะไรที่สะกิดใจคุณบ้างไหม”

“ผมดูแล้วก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ถ้านี่เป็นบันทึกการนัดพบจริงและเป็นช่วงบ่าย ผมคิดว่ามีอีกทางหนึ่งคือไปตรวจสอบดูว่าในช่วงเวลานั้น ๆ ฮิเมดะอยู่ในบริษัทหรือเปล่า”

“ตรงนี้แหละครับที่ผมอยากขอให้คุณช่วยทบทวนความทรงจำและยืนยันให้หน่อยว่า คุณฮิเมดะไม่ได้อยู่ที่บริษัทในช่วงเวลาตามตารางนี้”

พอพูดจบนายตำรวจสืบสวนก็หยิบกล่องยาเส้นยี่ห้อ “ฮิคาริ” ออกมา จัดการบรรจุยาเส้นใส่กล้องจุดไฟแล้วสูบพ่นควันอย่างสบายอารมณ์ หรี่ตามองไปที่ซุงิโมโตะที่กำลังตั้งอกตั้งใจพิจารณาตารางเวลา

ชายหนุ่มนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็นึกอะไรขึ้นมาได้

“ใช่แล้ว วันนั้นฮิเมดะไม่อยู่แน่ ๆ วันที่ 10 ตุลา วันสุดท้ายนั่นแหละครับ วันนั้นเราสองคนออกไปทำธุระนอกบริษัทด้วยกันครับ หลังจากกินข้าวด้วยกันแล้วประมาณบ่ายโมงครึ่งเห็นจะได้ ฮิเมดะก็บอกว่าต้องไปธุระแล้วแยกทางกับผมไม่รู้ว่าไปไหน และกลับเข้าบริษัทราวบ่ายสี่โมง คือไม่รู้ว่าไปอยู่ที่ไหนในช่วง 2 ชั่วโมงนั้น อาจไปทำธุระอะไรสักอย่างของบริษัทที่ผมไม่รู้ก็ได้”

“อย่างนั้นหรือครับ เป็นอันว่าเรารู้เรื่องราวของวันหนึ่งแล้ว คุณแยกทางกับคุณฮิเมดะที่ไหน”

“ใกล้กับสถานีชิมบาชิครับ เพราะเรากินข้าวกันแถวนั้น”

มิโนอุระดึงสมุดบันทึกจากมือของซุงิโมโตะกลับคืนมาจดอะไรบางอย่างลงไปแล้วคืนให้ตามเดิม แล้วเสริมว่า

“คิดอะไรอย่างอื่นออกอีกไหมครับ”

ซุงิโมโตะนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งแต่ก็ให้คำตอบอะไรไม่ได้

“พรุ่งนี้ผมจะลองถาม ๆ คนที่บริษัทดู ฮิเมดะมีธุระที่ต้องออกไปทำนอกบริษัทมากมาย ทำให้ต้องออกไปข้างนอกบ่อยมาก เวลาในตารางนี้น่าจะมีหลายช่วงตรงกับเวลาที่ฮิเมดะออกไปทำธุระนอกบริษัท คงยากเหมือนกันที่จะตรวจสอบได้ว่าเป็นการออกไปทำธุระของบริษัทหรือว่ามีนัดกับใคร แต่ผมจะพยายามเท่าที่จะทำได้ พอรู้อะไรก็จะแจ้งให้คุณทราบครับ”

“ขอบคุณมาก ผมจะลอกตารางนี้ไว้ให้ ขอฝากดูเรื่องนี้ด้วยนะครับ


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...