xs
xsm
sm
md
lg

ไปเที่ยวญี่ปุ่นกันเถอะ แต่ถ้าโดนชวนทำงานต้องลองคิดใหม่!?

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


สวัสดีครับผม Mr.Leon มาแล้ว สวัสดีปีใหม่ 2562 ครับ ปีใหม่นี้ขอให้เป็นปีที่ดีสำหรับทุกท่านครับ และฝากติดตามอยู่เป็นเพื่อนกันที่คอลัมน์ Marunouchi cafe Manager Online กันต่อไปเรื่อยๆ นะครับ เริ่มต้นปีใหม่อีกแล้ว ปกติตามธรรมเนียมของญี่ปุ่นนั้นก่อนจะขึ้นปีใหม่ ช่วงสิ้นปีจะมีสำนวนหนึ่งที่พูดว่า ช่วงยักษ์ยิ้ม 鬼が笑う Oni ga warau แปลว่า ไม่มีใครรู้ว่าปีต่อไปจะเป็นอย่างไร หรือกำลังจะมีอะไรเกิดขึ้นในอนาคตบ้าง

เมื่อวันที่ 23 ธันวาคมที่ผ่านมาเป็นวันคล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษาของสมเด็จพระจักรพรรดิญี่ปุ่น ปีนี้เป็นปีสุดท้ายที่พระองค์จะเสด็จพระราชดำเนินออกมาและมีพระราชปฏิสันถารต่อปวงประชาชนที่มาเข้าเฝ้าถวายพระพร เพราะพระองค์จะขอสละราชสมบัติแห่งสมัยเฮเซ (平成;Heisei) ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ ซึ่งจะถือว่ารัชสมัยของพระองค์จะสิ้นสุดลง และญี่ปุ่นจะก็จะเริ่มนับศักราชใหม่ในฤดูใบไม้ผลิปี 2562 นี้และมีสมเด็จพระเจ้าจักรพรรดิองค์ใหม่ การสละราชสมบัตินั้นถือเป็นเรื่องไม่ปกตินักทุกคนจึงให้ความสนใจกันมาก ก่อนหน้านี้ในช่วงวันเฉลิมพระชนมพรรษาทุกๆ ปีที่พระราชวังอิมพีเรียล พระองค์จะเสด็จพระราชดำเนินมาพร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์อย่างพร้อมเพรียง และมีพระราชปฏิสันถารต่อปวงประชาชนที่มาเข้าเฝ้าถวายพระพรอย่างล้นหลาม ท่ามกลางอากาศที่หนาวเย็นมาก ผมก็เคยไปรอเข้าเฝ้าครับ แต่คนเยอะมากรอไม่ไหวเพราะอากาศหนาวเย็นมากและเข้าคิวยาวมากๆ แต่ตามข่าวปีนี้เป็นปีสุดท้ายก่อนที่พระองค์จะทรงสละราชบัลลังก์ในเดือนเมษายน 2562 นี้ และมงกุฎราชกุมารนารุฮิโตะจะขึ้นครองราชย์แทน ทำให้จำนวนคนที่มาเข้าเฝ้าเยอะมากกว่าเดิมหลายเท่า ครั้งนี้พระองค์ประทานพระราชโอวาทที่ดีมากๆ ทุกคนรู้สึกประทับใจมากครับ

มีใจความย่อๆ เกี่ยวกับเรื่องการสิ้นสุดการปฏิบัติหน้าที่ในพระราชบัลลังก์ของพระองค์ ทรงขอบคุณประชาชนทุกคนสำหรับการสนับสนุนในทุกๆ ด้าน ทรงกล่าวถึงเรื่องความโศกเศร้าเสียใจต่อภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นมากมายในปีนี้ซึ่งมากกว่าปีที่ผ่าน ๆ มา มีผลทำให้ประชาชนของพระองค์ได้รับความเดือดร้อนและเสียชีวิต กล่าวเรื่องสงครามโลกและสันติภาพที่พระองค์ทรงเห็นความสำคัญตลอดมาเรื่องความเป็นห่วงเป็นใยชาวเกาะโอกินาวารวมถึงอวยพรให้ประชาชนมีสุขภาพแข็งแรงและมีความสุขในวันปีใหม่ ... แต่มีท่อนหลักที่เกี่ยวกับเรื่องคนต่างชาติด้วย ขอยกมาสรุปคร่าวๆ ดังนี้ครับ

"....ปีนี้ถือว่าครบรอบ 150 ปี นับตั้งแต่สมัยที่คนญี่ปุ่นจำนวนมากเริ่มมีการอพยพย้ายถิ่นฐานเพื่อหางาน เพื่อความเป็นอยู่และตั้งรกรากในต่างแดน ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาคนญี่ปุ่นเหล่านั้นต่างก็ได้รับความช่วยเหลือและเกื้อกูลจากผู้คนท้องถิ่นของประเทศเจ้าบ้านนั้นๆ ทำให้สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่มีฐานะเสมือนเป็นส่วนหนึ่งของสมาชิกในสังคม ดังนั้นเองเมื่อรำลึกถึงความพยายามต่างๆ ของคนเชื้อสายญี่ปุ่นเหล่านั้น เมื่อข้าพเจ้าได้มีโอกาสเยือนประเทศต่าง ๆ ข้าพเจ้าจึงให้ความสำคัญที่จะหาโอกาสในการพบปะเยี่ยมเยียนพวกเขาเท่าที่จะทำได้

ช่วงไม่กี่ปีมานี้ มีชาวต่างชาติเข้ามาทำงานในญี่ปุ่นเพิ่มมากขึ้น เมื่อครั้งที่ข้าพเจ้าและสมเด็จพระจักรพรรดินีเยือนฟิลิปปินส์และเวียดนาม ก็มีโอกาสพบปะกับบุคคลผู้ซึ่งมีความใฝ่ฝันและเตรียมตัวที่จะมาทำงานที่ญี่ปุ่นในอนาคต ด้วยความตระหนักในใจว่าเมื่อคนเชื้อสายญี่ปุ่นได้รับความเกื้อหนุนจากประเทศที่ตนอาศัยอยู่ในฐานะสมาชิกคนหนึ่งในสังคมนั้น ข้าพเจ้าก็หวังว่าประชาชนญี่ปุ่นจะต้อนรับผู้มาทำงานที่ญี่ปุ่นอย่างอบอุ่นในฐานะสมาชิกของสังคมเช่นกัน

นอกจากนี้ มีชาวต่างชาติที่มาเยือนญี่ปุ่นเพิ่มมากขึ้นทุกปี ข้าพเจ้าหวังว่าด้วยสายตาที่ผู้มาเยือนมองประเทศของเราด้วยมุมมองของพวกเขาทำให้เกิดความเข้าใจญี่ปุ่นอย่างลึกซึ้ง ให้พัฒนาความสัมพันธ์ด้วยมิตรไมตรีกับนานาประเทศสืบต่อไป....ฯ"

ตอนฟังครั้งแรกผมก็รู้สึกประทับใจระดับหนึ่ง แต่เมื่อได้กลับมาทบทวนและฟังเทปที่บันทึกไว้ซ้ำๆ ยิ่งทำให้รู้สึกซาบซึ้งมากขึ้นไปอีก พระองค์เองก็ปริ่มๆ ไปด้วยน้ำตา คนญี่ปุ่นก็น้ำตาคลอ แม้ว่าหลายประเด็นจะละเอียดอ่อนพอสมควร

ไม่ใช่แค่ผมแต่คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ฟังแล้วต่างรู้สึกซาบซึ้งใจเป็นอย่างมาก แต่หลายคนกลับคิดว่าบางสารก็ละเอียดอ่อนเกินกว่าที่จะออกสื่อ สิ่งที่ผมคิดและรู้สึกว่าพระองค์ทรงเป็นห่วงกังวลอีกเรื่องก็คือ เรื่องเกี่ยวกับคนต่างชาติ ที่จะเข้ามาทำงานที่ญี่ปุ่น ผมคิดเช่นเดียวกัน หลายคนให้ความเห็นว่าพระองค์ทรงตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม และปัญญาเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน จึงทรงพูดในประเด็นนี้ด้วย เพราะจากประเด็นที่รัฐบาลญี่ปุ่นออกกฎหมายอนุญาตให้ชาวต่างชาติเข้ามาทำงาน(บางประเภทตามระบุ)ในญี่ปุ่นได้มากขึ้น และเมื่อมีคนต่างชาติเข้ามาอาศัยใช้ชีวิตในญี่ปุ่นมากขึ้น คนญี่ปุ่นเองก็ควรจะต้อนรับดูแลให้เหมือนคนในประเทศตนเองด้วย เพราะเมื่อครั้งที่ญี่ปุ่นลำบากยากจนก็เคยอพยพลี้ภัย และส่งคนญี่ปุ่นออกไปทำมาหากินที่ต่างบ้านต่างเมืองเช่นกัน เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่ากฏหมายแรงงานต่างชาติที่กำลังจะใช้นี้ พระองค์ก็มีความเป็นห่วงเป็นกังวลมาก จึงอยากฝากให้คนญี่ปุ่นให้ความเอื้ออารีย์ต่อคนต่างประเทศด้วย หลายคนเตรียมการหลายคนลังเล บ้างก็คัดค้านไม่เห็นด้วยกลับการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาทำงานที่ญี่ปุ่น จากความคิดเห็นที่ไม่ค่อยเห็นด้วยเรื่องคนต่างชาติมาทำงานที่ญี่ปุ่นนั้น ผมเองก็เป็นห่วงครับ คิดว่า

* ถ้าน้องๆ นักเรียนที่เรียนจบมาสูงๆ อุตสาห์เรียนจบมหาวิทยาลัยมา คิดว่าไม่ควรมาทำงานที่ญี่ปุ่นเพราะควรจะเลือกทำงานดีๆ ที่ประเทศตัวเองน่าจะสบายและเก็บเงินได้มากกว่า ไม่ต้องมาลำบากต่างบ้านต่างเมืองครับ

* ถ้าท่านที่เป็นแม่บ้านคนญี่ปุ่น มาญี่ปุ่นเพราะแต่งงานด้วยความรักมาสร้างครอบครัว ก็ไหนๆ ก็ต้องมาอยู่แล้วเลือกทำงานพาร์ทไทม์ตามความเหมาะสมก็คงไม่เป็นไรนัก

* หรือท่านที่ชอบทำงานที่ใช้แรงงาน ทำงานลักษณะนี้ที่เมืองไทยอยู่แล้ว คิดว่าไปทำงานประเภทนี้ที่ญี่ปุ่นน่าจะได้เงินมากกว่า ก็ตามอัธยาศัยครับ แต่ที่จริงผมก็ไม่แนะนำนักครับ

* แต่ถ้าท่านใดเตรียมตัวแล้ว หรืออยากมาหาความท้าทายในชีวิต ก็ขอให้โชคดีและพยายามเก็บหอมรอมริบครับ สู้ๆ ครับ ถึงแม้จะไม่ค่อยแนะนำก็ตาม

ปัญหาครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องเศรษฐกิจแต่เป็นปัญหาเรื่องประชากร 人口問題 Jinkou mondai และจะทำให้เกิดปัญหาสิทธิมนุษยชน 人権問題 Jinken mondai ปัจจุบันคนญี่ปุ่นรุ่นดังไก หรือคนที่มีอายุระหว่างประมาณ 68-72 ปี เป็นรุ่นของประชากรที่มีจำนวนมากที่สุดในญี่ปุ่น รองลงมาคือคนรุ่นลูกของรุ่นดังไก คือคนที่อายุประมาณ สามสิบปลายถึงเกือบๆ 50 ปี จำนวนคนเหล่านี้มีจำนวนมากที่สุดในสังคม ในบริษัทญี่ปุ่นก็เยอะที่สุดแต่เป็นระดับที่ไม่ต้องทำการทำงานแล้วล่ะครับเป็นหัวหน้า เป็นผู้บังคับบัญชาต่างๆ และในอนาคตคนสูงอายุเหล่านี้จะเพิ่มขึ้นอีกเท่าไหร่ ในขณะที่รุ่นเด็กรุ่นใหม่ๆ มีจำนวนน้อยจนไม่สมดุลกัน

มีบางคนอาจจะเข้าใจผิด เพราะบางสื่อบอกว่าถ้ามาทำงานที่ญี่ปุ่นในฐานะผู้เชี่ยวชาญ เช่น แพทย์ ทนายความ จะได้วีซ่าเลย แต่สาขาเหล่านี้คนญี่ปุ่นเองก็มีเยอะแล้ว คนญี่ปุ่นเองก็สอบและพยายามที่ทำงานสาขาพวกนี้อย่างมากอยู่แล้ว ครั้งนี้ที่รัฐบาลจะให้วีซ่าทำงานจะเป็นงานในสาขาอื่นมากกว่า เช่นงานที่เกี่ยวข้องกับแรงงานในภาคเกษตรกรรม งานก่อสร้าง งานร้านอาหารโรงแรม ( อาจจะเป็นงานทำความสะอาด หรืองานบริการแล้วแต่สถานที่) แรงงานด้านสาขาการบริบาลผู้สูงอายุ เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่าผู้สูงอายุญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นมาก และปัจจุบันนี้บ้านพักคนชราและสถานบริบาลผู้สูงอายุหลายแห่งกำลังขาดแคลนพนักงานอย่างมาก และงานเหล่านี้ง่ายๆ ที่ไหน เครียดและกดดันมาก อย่างที่เขาบอกกันว่าทำงานที่ญี่ปุ่นนอกจากจะเป็นงานหนักและมีความเครียดสูง เรื่องภาษาก็ต้องเตรียมตัวให้ได้ในระดับสื่อสารได้ดีซึ่งก็ต้องใช้ทั้งเงินและใช้เวลาเรียนระดับหนึ่ง เหมือนเป็นการลงทุนแล้วถ้าถูกนายหน้าหลอกไปลอยแพนี่จะน่าสงสารมาก นอกจากนั้นทำงานๆ ไปอาจจะถูกหัวหน้าดุด่า, ยัดเยียดงานหนักๆให้แต่พนักงานชาวต่างชาติทำ แล้วท่านจะอดทนไปเพื่ออะไรจริงไหมครับ ถ้าอยากทราบข้อมูลอย่างละเอียดอาจต้องหาข้อมูลเพิ่มเติมอย่างรอบคอบด้วยครับ

อย่างไรก็ตามจากพระราชดำรัสที่ขอให้คนญี่ปุ่นให้ความต้อนรับคนต่างชาติต่างภาษาอย่างอบอุ่นด้วยมิตรไมตรี ผมก็หวังว่ารัฐบาลจะมีนโยบายรองรับที่ดีมากพอ และทำให้การผลักดันแผนนี้ดำเนินการไปได้ด้วยดี ไปเที่ยวญี่ปุ่นกันเถอะครับ แต่ถ้าจะไปทำงานลองคิดทบทวนให้ดีก่อนด้วยล่ะครับ วันนี้สวัสดีครับ


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...