xs
xsm
sm
md
lg

ถ้าคุณต้องรับคนที่กระโดดมาจากตึกสี่ชั้น จะไหวไหม: ครูญี่ปุ่นทำได้

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


สวัสดีครับผม Mr.Leon มาแล้ว เผลอแป๊บเดียวนี่ก็เข้าสู่โค้งสุดท้ายของปีอีกแล้ว เพื่อนๆ เตรียมตัวต้อนรับปีใหม่หรือยังครับ ช่วงนี้หลายๆ บริษัทอาจจะมีการจัดเลี้ยงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ก็ขอให้เพื่อนๆ เที่ยวกันอย่างสนุกสนานและปลอดภัยนะครับ อย่าลืมว่า ดื่มไม่ขับ ปลอดภัยไว้ก่อนครับ อย่างที่เคยบอกไปว่าช่วงนี้หลายๆ สื่อมวลชนก็จะมีการสรุปข่าวในรอบปีกันแล้ว ก่อนหน้านี้ผมก็สรุปข่าวในระดับ B ( B rank News )ที่เกิดขึ้นที่ญี่ปุ่นให้ฟังกันไป ข่าวระดับ B ( B rank News ) คือข่าวเบาๆ ไม่ใช่เรื่องเศรษฐกิจ ศาสนา การเมือง หรือพวกภัยพิบัตินะครับ และผมได้เล่ามาจนถึงอันดับที่ 3 แล้วครับ ขอทบทวนนิดหนึ่งสำหรับอันดับที่ 5 และ 4 คือ

อันดับที่ 5 ครับ Super Volunteer ซุปเปอร์อาสาสมัคร 尾畠 春夫さん Obata Haruo san
“ตำรวจหลายสิบนายออกตามหาเด็ก 2 ขวบที่พลัดหลงกับพ่อแม่หายไปในป่า 2-3 วัน หาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ แต่พอลุงคนนี้เดินทางมาช่วย เข้าป่าไปแค่ 30 นาทีก็ออกมาพร้อมกับเด็กที่หายไปอย่างน่าอัศจรรย์ใจ.."

ข่าวอันดับที่ 4 “ทักษะความสามารถทางคอมพิวเตอร์ของลุงป้าญี่ปุ่นยุค Dankai ยกตัวอย่างคือรัฐมนตรีที่รับผิดชอบการจัดการเรื่องงานแข่งขันมหกรรมกีฬาโอลิมปิกกรุงโตเกียว และดูแลด้านไซเบอร์ของญี่ปุ่น แต่ใช้คอมพิวเตอร์ไม่เป็น ไม่เคยใช้คอมพิวเตอร์เลย !!”

ส่วนอันดับที่ 3 คือ “เด็กสาวมัธยมต้น กระโดดตึก 4 ชั้น เพื่อนๆ ลุ้นใช้ผ้าใบรอรับ แต่เด็กตกมาตรงที่ครูสาวคนหนึ่งยืนอยู่พอดี แม้ว่าครูจะพยายามรอรับไว้ แต่ก็ปางตาย”

ข่าวเรื่องการฆ่าตัวตายต่างๆ โดยเฉพาะนักเรียนที่ยังอายุน้อยเป็นเยาวชนของชาตินี่นับว่าเป็นข่าวที่ทำให้ทุกคนตกใจ เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อเดือนกรกฎาคม นักเรียนหญิงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดโอกายามา (Okayama) วันเกิดเหตุการณ์มีนักเรียนหญิงคนดังกล่าวจะกระโดดตึกเรียนจากชั้นที่ 4 ลงมาชั้นล่างให้ได้ ระหว่างนั้นทางโรงเรียนรีบช่วยกันเรียกรถกู้ภัยฉุกเฉิน เรียกทีมตำรวจต่างๆ ให้มาช่วยกัน และมีการกางผ้าใบรอรับที่ด้านล่าง แต่ไม่ทันขาดคำเธอก็ตัดสินใจกระโดดลงมาจริงๆ แต่ไม่ลงที่ผ้าใบ ไปลงตรงที่คุณครูผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่พอดี คุณครูก็พยายามจะรับไว้สุดกำลัง ผลปรากฏว่าทั้งคู่กระดูกหักหลายที่แต่ยังโชคดีที่ไม่มีใครเสียชีวิต ทุกคนต่างพากันชื่นชมคุณครูท่านที่เสียสละรับเธอตรงจุดที่ตกลงมาได้พอดี แต่จะว่าไปเป็นเรื่องที่กล้าหาญและอยากร้องไห้มาก คือไม่ใช่จะรับกันได้ง่ายๆ และยอมเจ็บเพื่อรักษาชีวิตเด็กไว้ เพื่อนๆ และคนที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ถึงกับช็อกและเป็นลมต้องหามส่งโรงพยาบาลไปหลายคน

จากเหตุการณ์นี้ทำให้ผมนึกถึงตอนที่เรียนมหาวิทยาลัย มีวิชาเรียนแทรมโพลีน トランポリン Trampoline หรือสปริงบอร์ดด้วยครับ กระดานเด้งๆ ที่มีไว้กระโดดๆ ขึ้นลงทีกระดานก็จะยืดหยุ่น เด้งดึ๋งๆ ซึ่งนับว่าเป็นการเรียนรู้วิชากีฬาครับ เพราะว่าสปริงจะช่วยสปริงตัวผู้เล่นให้สามารถกระโดดลอยตัวได้ในรูปแบบต่างๆ เป็นการออกกำลังกายได้หลายส่วน ทั้งกล้ามเนื้อ ข้อต่อ ความแข็งแรงยืดหยุ่นของร่างกาย เป็นต้น แต่ถ้าเกิดกระโดดลงผิดท่าก็อาจเกิดอันตรายได้มากเช่นกัน อาจจะแขนขาหัก หรือถึงขั้นเป็นอัมพาต หรือเสียชีวิตก็ได้ เพื่อนๆ เคยเล่นไหมครับ คุณครูผู้สอนเป็นคนญี่ปุ่นที่เคยเป็นโค้ชยิมนาสติกของทีมชาติโปรตุเกส ก่อนจะเรียนเรื่องการกระโดด คุณครูสอนเรื่องการลงสู่พื้นอย่างไรเพื่อให้ร่างกายปลอดภัย การเล่นแทรมโพลีน Trampoline หรือสปริงบอร์ดควรเล่นทีละคนต่อหนึ่งแทรมโพลีนเท่านั้นนะครับ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุและที่สำคัญคือผู้เล่นจะต้องปฏิบัติตามกฎกติกาของการเล่นอย่างเคร่งครัดครับ ตอนที่ผมเรียนนั้นครูจะให้ขึ้นกระโดดที่ละคนๆ และเพื่อนๆ คนอื่นๆ ที่ยังไม่ได้เล่น อีก 4-5 คนต้องคอยยืนรอบๆ Trampoline เผื่อเพื่อนที่กระโดดขึ้นไปแล้วเกิดผิดจังหวะ ทำให้ลงไม่ตรงทาง พวกที่รออยู่รอบๆ ก็ต้องคอยเอาบอร์ดโฟมมารองรับเพื่อนให้ได้ เพราะคุณครูออกคำสั่งเลยว่าห้ามหนีเพื่อน ต้องรับให้ได้ !!

ครั้งหนึ่งมีเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งกระโดดแล้วดูเหมือนว่าเกือบๆ จะลอยออกนอกเส้นทาง ระหว่างนั้นผมก็คิดแค่ว่า จะลอยไปไหนก็ได้ แต่อย่ามาทางนี้เชียวนะแก !! 無茶な事言うなよ〜( ゚д゚; ) ...แล้วเธอก็ดูเหมือนจะลอยมาทางที่ผมยืนอยู่ครับ... ผมแทบร้องลั่นเพราะบอกตรงๆ กลัวครับของหนักตกใส่!! แม้ครูจะสั่งว่าห้ามหนีเด็ดขาด แต่พูดตรงๆ ในสถานการณ์จริงสมองคนเราจะสั่งให้หนีโดยอัตโนมัติ และไวกริ๊บ และแค่เสี้ยววินาทีนั้นก็ไม่มีสติพอจะคิดได้ทันท่วงทีเลยด้วยว่าต้องรับเพื่อนให้ได้ ช่วยให้ทันเวลา แต่ยังโชคดีที่เธอเบี่ยงไปตกลงบนบอร์ดได้แบบเฉียดฉิว นั่นทำให้ผมนึกถึงข่าวดังกล่าวที่คุณครูสาวสามารถรับนักเรียนที่กระโดดลงมาจากชั้น 4 ได้ตรงจุดและไม่มีอุปกรณ์รองรับอีกด้วย เพราะความเสี่ยงของกรณีเช่นนี้อันตรายสูงมากนะครับไม่ใช่เล่นๆ มีคนเคยถามผมว่าการดำน้ำลึกเป็นเรื่องที่เสี่ยงอันตรายมากแต่ทำไมผมชอบไป เขาบอกว่าเสี่ยงเพราะดำน้ำลึกอาจจะขาดอากาศหายใจเอย โดนสัตว์น้ำที่เป็นพิษ, ปลาฉลาม เป็นต้น แต่ครูสอนดำน้ำคนหนึ่งที่เกาะเต่าบอกไว้ว่า ความเสี่ยงภัยจากการดำน้ำเทียบเท่ากับการเล่นโบว์ลิ่ง ก็คือเสี่ยงน้อยมาก นึกไม่ออกจริงๆ ว่าการเล่นโบว์ลิ่งมีความเสี่ยงภัยอย่างไรดำน้ำก็เสี่ยงน้อยเช่นนั้น แต่ทว่าการรอรับของที่ตกมาจากที่สูงนี่คือการเสี่ยงภัยที่แท้จริง

พูดถึงเรื่องการฆ่าตัวตายแล้วเพื่อนๆ อาจจะเคยได้ติดตามข่าวแล้วรู้ว่าที่ญี่ปุ่นมีอัตราการฆ่าตัวตายสูงมาก ก่อนหน้านี้มีคนญี่ปุ่นฆ่าตัวตายประมาณปีละ 30,000 คน นี่นับเฉพาะที่มีหลักฐาน มีกล้องวิดีโอถ่ายไว้ เช่น พวกกระโดดขวางรถไฟ หรือเขียนจดหมายลาตายเอาไว้ ที่ไม่รู้หรือไม่มีหลักฐานอีกมากมาย แต่ถ้ามีความเป็นอยู่และเศรษฐกิจดีขึ้นมาหน่อยก็จะทำให้จำนวนคนที่ฆ่าตัวตายที่มีหลักฐานว่าฆ่าตัวตายนั้นลดลงเหลือปีละประมาณ 21,000 คน พบว่าปัญหาหลักที่ทำให้คนต้องฆ่าตัวตายคือเรื่องเศรษฐกิจครับ และผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นผู้ชายวัยกลางคน แล้วเกิดมรสุมชีวิตอย่างหนักขึ้น เช่นพวกเขาต้องเลี้ยงดูครอบครัว มีลูก มีหนี้สิน กำลังผ่อนบ้าน ผ่อนรถ แล้วจู่ๆ ถูกบอกเลิกจ้าง ตกงานกระทันหัน ก็เลยไม่มีหนทางอื่นจึงตัดสินใจฆ่าตัวตายก็มากมาย ตายไปอย่างน้อยก็จะได้รับเงินประกันชีวิตให้ครอบครัวและลูกบ้าง บางคนคิดง่ายๆ ว่ากระโดดขวางทางรถไฟนี่แหละตายแน่ ส่วนเส้นทางรถไฟสายชูโอโซบุไลน์ 中央総武線 Chuo sobu line เป็นสายที่ขึ้นชื่อเรื่องคนโดดให้รถไฟชนมากที่สุด

แต่ที่ไม่ค่อยเข้าใจคือเหตุผลใดทำให้คนรุ่นหนุ่มสาวคิดฆ่าตัวตาย เพราะไม่ต้องรับผิดชอบเรื่องเศรษฐกิจมากนัก จากสถิติการเสียชีวิตของหนุ่มสาวประเทศอื่นอาจจะมาจากโรคร้าย หรืออุบัติเหตุ หรือปัญญาความรัก ส่วนหนุ่มสาวญี่ปุ่นที่ตัดสินใจฆ่าตัวตายมีหลายสาเหตุแล้วแต่บุคคล บางครั้งเจ้าตัวเองยังไม่รู้เลยว่าตัวเองมีปัญหาทางใจ หรือปัญหาอะไรอยู่

มีข้อมูลจากแหล่งข่าวบอกไว้ว่า ประเทศในองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ หรือ OECD (Organisation for Economic Co-operation and Development ) ซึ่งถือเป็นองค์กรระหว่างประเทศของกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว ประเทศในองค์กรนี้มีวัยหนุ่มสาวที่เสียชีวิตจากปัจจัยต่างๆ ทั่วไป เช่น สุขภาพ , อุบัติเหตุ, เป็นต้น มีแค่ประเทศญี่ปุ่นนี่เองที่หนุ่มสาวเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายมากกว่าประเทศอื่นในกลุ่ม

ในสมัยเมจิมีนักปรัชญาชาวเยอรมันที่เป็นที่นิยมชมชอบของคนญี่ปุ่นมากคือ アルトゥル・ショーペンハウアー(Arthur Schopenhauer、ショーペンハウエル、ショウペンハウエル) อาร์ทัวร์ โชเพินเฮาเออร์ เป็นนักปรัชญาชาวเยอรมัน เขารวมแนวคิดทางปรัชญาเยอรมันและปรัชญาอินเดีย และพุทธศาสนาญี่ปุ่น รวมผสมผสานกัน ที่เป็นที่รู้จักกันดีในความแจ่มแจ้งทางปรัชญาทุทรรศน์นิยมหรือการมองโลกในแง่ร้ายนั่นเอง เขาเป็นนักเขียนด้วยมีหนังสือเล่มหนึ่งที่เขาเขียนชื่อว่า Studies in Pessimism ซึ่งตอนที่ผมเรียนมัธยมปลายผมอ่านหนังสือที่เขาเขียนแล้วไม่เข้าใจเลยครับ แต่หนึ่งในนั้นมีบทความเกี่ยวกับการฆ่าตัวตาย 自殺 Jisatsu ด้วยเขียนไว้ประมาณ 2 แผ่น ชื่อตอนว่า On suicide ด้วยความที่เนื้อหาไม่เยอะมากผมเลยอ่านพอเข้าใจ แต่ก็รู้สึกช้อคมากๆ ว่าคนเขียนคิดอะไรเช่นนี้ เช่นที่เขาบอกว่า “การมีชีวิตอยู่คือความทรมาน และการฆ่าตัวตายเป็นเรื่องของคนมองโลกในแง่ดี ถ้าอยากฆ่าตัวตายก็ตามใจเขาเพราะเป็นสิทธิและชีวิตของคนนั้นๆ เองไม่ใช่เหรอ แต่การที่มีข้อห้ามการฆ่าตัวตายจากรัฐบาลเอย มันเป็นสิ่งไม่สมควรหรือไม่ ..บางคนอาจจะลองเช็คดูว่าถ้าฆ่าตัวตายแล้วจะเป็นอย่างไร เป็นต้น” อ่านแล้วรู้สึกแปลกๆ ไหมครับ …一周回って、これ、ネタなんじゃないのか?(・ω・`)

แต่ตัวนักเขียนเองก็ไม่ได้ฆ่าตัวตายนะครับ ลองดูใบหน้าของเขาแล้วก็กลัวเพราะว่าหน้าดุ เหมือนมีอะไรๆ ในใจเยอะแยะมากมาย เขาเหมือนไม่มีเพื่อน ไม่รู้มีความคิดอะไรๆ ในหัวน้อ แต่เขาก็ยังใช้ชีวิตอยู่จนแก่ได้ ดังนั้นการที่เด็กๆ สาวๆ บางคนท้อแท้ โดนเพื่อนแกล้ง หรือมีปัญหาอะไรก็ต้องค่อยๆ หาทางออกให้ได้ พยายามประคองชีวิตต่อไป พอเริ่มแก่แล้วไอ้ความที่อยากฆ่าตัวตายก็อาจจะกลายเป็นความขี้เกียจฆ่าตัวตายแล้วก็จะกลัวตายแทน เพราะฉะนั้นจงอดทนกันต่อไปครับ วันนี้สวัสดีครับ (´人`*)


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...