xs
xsm
sm
md
lg

เรื่องเล่าและข้อคิดจากร้านร้อยเยน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

ภาพจาก https://townwork.net/detail/
คอลัมน์ "เรื่องเล่าสะใภ้ญี่ปุ่น" โดย "ซาระซัง"

ตอนที่ฉันอาศัยอยู่ในญี่ปุ่นนั้น หนึ่งในสถานที่อันดีต่อใจเป็นอย่างมากก็คือร้านร้อยเยน เพราะนอกจากจะขายสิ่งของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันราคาย่อมเยาแล้ว ยังมีแทบทุกอย่างให้เลือกสรรเท่าที่ราคาร้อยเยนต่อชิ้นจะอำนวย แม้วัสดุที่ใช้อาจจะไม่ได้เลิศหรู หรือการใช้งานไม่ได้ทนทานมากนัก แต่การออกแบบก็นับว่ายอมรับได้จนบางทีก็เข้าข่ายน่ารักได้เหมือนกัน

ไม่เพียงแค่คนต่างชาติงบน้อยอย่างฉันเท่านั้น แต่แม่บ้านชาวญี่ปุ่นทั่วไปหลายคนก็ชอบร้านร้อยเยนเหมือนกันจนแม่บ้านบางคนก็แค่ไปเดินเล่นดูอะไรเพลิน ๆ เอาสนุกก็มี หรือบางทีก็พาลูก ๆ ไปหาซื้อเครื่องเขียน เครื่องประดิษฐ์ หรือของที่ต้องใช้ในกิจกรรมที่โรงเรียน นอกจากนี้ยังมีเครื่องมือเครื่องใช้อีกหลากประเภท ทั้งอุปกรณ์ทำสวน อุปกรณ์สำหรับจักรยาน อุปกรณ์ตกแต่งบ้าน อุปกรณ์จัดปาร์ตี้ อุปกรณ์ปิกนิก ของเล่น เครื่องใช้ในครัวเรือน เครื่องสำอาง ของใช้ส่วนตัว และอื่น ๆ อีกมาก เรียกได้ว่าร้านร้อยเยนเป็นร้านสารพัดนึกและเหมาะสำหรับคนทุกเพศทุกวัยจริง ๆ ยิ่งเป็นคนอายุน้อยหรือนักศึกษาที่เริ่มออกมาใช้ชีวิตอยู่ตามลำพังแล้ว ร้านร้อยเยนนับว่าช่วยประหยัดงบไปได้มากทีเดียว

เหตุที่เดินดูของในร้านร้อยเยนได้ไม่เคยเบื่อน่าจะเป็นเพราะเขามีผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ออกมาอยู่เรื่อย ทั้งของใช้ชนิดเดิมแต่พัฒนาให้ดีขึ้น ไม่ก็เป็นสินค้าที่ผุดมาจากไอเดียใหม่ ๆ มีแทบทุกอย่างตั้งแต่สากกระเบือยันเรือรบ (สำนวนนะคะ ไม่มีขายที่ร้าน) จนชวนให้ซูฮกไอเดียความช่างคิดของคนญี่ปุ่นที่สร้างสรรค์กันไม่จบสิ้น และสินค้าเหล่านี้ก็ไม่ใช่เพียงแค่ไอเดียบรรเจิดแต่ไม่รู้จะเอาไปทำอะไรดีเสียด้วย แต่ตอบสนองความต้องการในชีวิตคนญี่ปุ่นได้อย่างละเอียดยิบจนน่าทึ่งเลยทีเดียว

นี่อาจจะเป็นจุดต่างระหว่างร้านร้อยเยนกับร้านสิบบาทยี่สิบบาทบ้านเรา ของเราจะเน้นข้าวของเครื่องใช้ราคาถูก แต่เมื่อดูการออกแบบผลิตภัณฑ์ คุณภาพ และความน่าใช้งานแล้ว ส่วนใหญ่ไม่ค่อยสะท้อนให้เห็นถึงความคิดว่า “ถ้ามีสิ่งนี้คงทำให้ชีวิตประจำวันของผู้บริโภคสะดวกขึ้น” “ผู้บริโภคคงรู้สึกดีใจถ้ามีผลิตภัณฑ์อย่างนี้” “ผู้บริโภคน่าจะอยากซื้อสินค้ามากขึ้นหากสินค้าตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้หลายด้านพร้อมกัน ทั้งการออกแบบ คุณภาพ การใช้งาน และราคาที่เป็นมิตร”
ภาพจาก https://macaro-ni.jp/38783
หากลองดูโฉมหน้าและคุณภาพสินค้าราคาถูกชิ้นละ 10-20 บาทบ้านเราหรือสินค้าร้าน 99 เซนต์ในอเมริกาแล้ว ก็คาดเดาได้ว่าสินค้าเหล่านี้น่าจะเล็งกลุ่มผู้มีรายได้น้อยเป็นหลัก เน้นราคาถูกมากกว่าความถูกใจ ไม่ค่อยมีสินค้าที่เห็นแล้วรู้สึกว่าอยากได้หรืออยากใช้ เว้นแต่จะรู้อยู่แล้วว่าต้องการซื้ออะไรและคุณภาพกับราคาแบบนี้พอยอม ๆ ได้

ที่เป็นอย่างนี้ก็อาจเป็นเพราะว่าทั้งประเทศไทยและสหรัฐอเมริกามีความเหลื่อมล้ำทางสังคมสูงมากเสียจนกลุ่มผู้ซื้อเป้าหมายของสินค้าราคาถูกคือคนที่มีรายได้น้อยเป็นหลักเท่านั้น จึงไม่มีความคิดต่อยอดพัฒนาว่าจะทำอย่างไรให้สินค้ามีความน่าสนใจ ในขณะเดียวกันเราจะไม่เห็นความเหลื่อมล้ำทางสังคมสูงมากขนาดนี้ในญี่ปุ่น ฐานะของประชาชนโดยทั่วไปไม่ค่อยห่างกันมาก สินค้าร้านร้อยเยนในญี่ปุ่นจึงไม่ได้ขายเฉพาะกับคนที่รายได้น้อย แต่มีกลุ่มเป้าหมายได้กว้างกว่ากันมาก

แต่อย่างไรก็ตาม แม้คนจำนวนไม่น้อยจะชอบของถูก แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลเดียวที่ดึงดูดให้คนอยากซื้อของ ต่อให้ไม่ได้มีงบมากนัก หากเลือกได้ก็คงอยากจะเลือกสินค้าที่ดูดี น่าใช้ ใช้งานได้ตามความต้องการ มีแล้วทำให้รู้สึกว่าชีวิตดีขึ้น สะดวกสบายขึ้น และยิ่งถ้าเป็นราคาที่ประชาชนทุกระดับสามารถเข้าถึงได้ ก็ยิ่งน่าจะเป็นสินค้าที่ใคร ๆ ก็อยากจะมี

จริง ๆ แล้วสินค้าไอเดียน่าจะเป็นของแพง ที่ผ่านมาเราจะเห็นว่าสินค้าที่ขายไอเดียจำนวนมากเป็นของราคาสูง และใช่ว่าใครต่อใครจะมีสิทธิ์ได้ซื้อหามาใช้กันง่าย ๆ บางคราวเราเองก็คงได้สัมผัสกับสินค้าเหล่านี้แล้วรู้สึกว่า “ไอเดียเข้าท่า” “ออกแบบสวยดี” แต่เมื่อดูราคาแล้วกลับหงายหลัง ซื้อไม่ลง รู้สึกว่าราคาไม่ได้คุ้มค่ากับความต้องการ กลายเป็นว่า “ถ้ามีก็ดี แต่ถ้าให้ซื้อราคาเท่านี้ก็เสียดายสตางค์”

แต่ร้านร้อยเยนกลับข้างเอาไอเดียหลายอย่างที่เคยเป็นของแพงมาทำให้เป็นของถูกที่ใคร ๆ ก็สามารถหาซื้อมาใช้ได้ แถมยังมีสินค้าแบบนี้เป็นร้อย ๆ ชิ้น ซ้ำยังมีไอเดียผุดมาเรื่อย ๆ แบบไม่ยอมหยุดพัฒนาสินค้าเลยก็ว่าได้
ภาพจาก https://tokubai.co.jp/news/articles
อย่างไรก็ดี สินค้าในร้านร้อยเยนบางอย่างน่าจะได้ไอเดียผลิตสินค้ามาจากที่อื่นอยู่เหมือนกัน เข้าใจว่าร้านร้อยเยนคงจะสั่งสินค้าจากบริษัทที่เขาผลิตอยู่แต่เดิมให้ช่วยผลิตให้ โดยปรับเรื่องวัสดุและคุณภาพให้สามารถขายในราคาร้อยเยนได้

เมื่อก่อนฉันเคยเห็นรายการขายของทางโทรทัศน์ที่ญี่ปุ่นเขาขายถุงพลาสติกสุญญากาศขนาดใหญ่สำหรับเก็บผ้าห่มที่ใช้กับฟูกแบบญี่ปุ่น ผ้าห่มแบบนี้จะทั้งหนาทั้งฟูและหนัก เวลาพับเก็บก็ค่อนข้างทุกลักทุเล ยิ่งถ้าพับแล้วยกไปเก็บเข้าตู้ก็ยิ่งลำบาก และหากมีหลายผืนก็เก็บไม่หมด หรือไม่ก็พอวางผืนใหม่ทับลงไป ผืนล่างก็ลื่นทะลักหล่นลงมาอีก

ถุงพลาสติกสุญญากาศที่เขานำมาเสนอขายนี้จึงช่วยให้ผ้าห่มนั้นแฟบลง นอกจากจะเก็บง่ายขึ้นแล้วยังไม่กินพื้นที่อีกด้วย วิธีการก็ง่ายดายคือใส่ผ้าห่มลงไปในถุง รูดซิปปากถุงจนเกือบสุด เหลือพื้นที่ปากถุงไว้แค่พอให้เอาท่อเครื่องดูดฝุ่นเสียบลงไปได้ จากนั้นเปิดเครื่องดูดฝุ่นให้ดูดอากาศจากถุงพลาสติกออก ทั้งถุงทั้งผ้าห่มก็จะแฟบลง พอแฟบจนสุดแล้วก็ดึงท่อดูดฝุ่นออก แล้วรูดซิปปิดปากถุง แค่นี้ก็เรียบร้อย เขาขายเป็นเซ็ท จำไม่ได้ว่าเซ็ทละห้าหรือสิบถุง สนนราคาหลายพันเยนอยู่ แต่ร้านร้อยเยนเอามาทำแล้วขายใบละ 100 เยนเท่านั้น

นอกจากนี้ก็มีสินค้าในทำนองคล้ายกันนี้อีก เช่น กระดาษเปียกสำหรับถูพื้นแบบใช้แล้วทิ้ง เวลาใช้ก็หยิบมาแผ่นหนึ่งยึดเข้ากับไม้ถูสำหรับผ้าขี้ริ้วประเภทนี้ แล้วใช้ได้เลย ฉันเคยเห็นที่แผนกขายเครื่องใช้ในครัวเรือนซึ่งอยู่ในบริเวณของซูเปอร์มาร์เก็ตใหญ่ ๆ ราคาสูงกว่าร้านร้อยเยนประมาณสามเท่า

ความที่ร้านร้อยเยนขายของใช้ในชีวิตประจำวันสำหรับคนทุกเพศทุกวัย ซึ่งผลิตภัณฑ์มีความน่าใช้ ใช้งานได้จริง คุณภาพโอเค (แต่ก็มีบางอย่างเหมือนกันที่ใช้ไม่ทันไรก็พัง) ราคาเป็นมิตร และที่สำคัญอย่างยิ่งคือ “มีมุมมองของผู้บริโภค” มองออกว่าผู้บริโภคมองหาอะไร ต้องการอะไร และมีความสามารถที่จะจับจ่ายใช้สอยได้เพียงไร เมื่อทุกอย่างลงตัว ร้านร้อยเยนจึงมัดใจผู้บริโภคได้อยู่หมัด และกลายเป็นหนึ่งในธุรกิจที่ขาดไม่ได้ในชีวิตคนญี่ปุนไปแล้ว บางทีการที่สินค้าและบริการญี่ปุ่นมีมุมมองของผู้บริโภคได้ไม่ยาก อาจเป็นเพราะโดยปกติคนญี่ปุ่นเองก็มีนิสัยที่ใส่ใจและคำนึงถึงคนอื่นก่อนอยู่แล้วก็เป็นได้นะคะ

พอมองญี่ปุ่นแล้วย้อนกลับมาดูเมืองไทย เอาเข้าจริงฉันเชื่อว่าบ้านเราสามารถผลิตสินค้าและบริการที่ดีมาก ๆ ได้โดยไม่จำเป็นต้องเล็งกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูงอย่างเดียวหรือต้องส่งออกเท่านั้น อย่างน้อยประเทศไทยเราได้เปรียบทั้งในเรื่องของทรัพยากร แรงงาน และประชาชนก็มีการศึกษาสูงขึ้น จึงน่าจะมีต้นทุนดี ๆ หลายอย่างที่จะพัฒนาสินค้าและบริการให้ดีขึ้นกว่าเดิมได้ รวมทั้งสามารถเล็งกลุ่มเป้าหมายได้กว้างกว่าเดิมด้วย

ถ้าลองเอาวิธีคิดแบบมีมุมมองของผู้บริโภคแบบที่ญี่ปุ่นมีมาเป็นฐานในการผลิตสินค้าและบริการ รวมทั้งตั้งคำถามกับตัวเองอยู่เสมอว่า “เราจะทำให้ดีกว่านี้อีกได้อย่างไร” เราน่าจะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงที่สร้างสรรค์และน่าจับตามองของประเทศไทยในหลายด้านทีเดียว

ถ้าเป็นอย่างนั้นได้ เราอาจสามารถลดเงินตราที่รั่วไหลออกนอกประเทศไปได้ไม่น้อยเลยนะคะ.




"ซาระซัง"
สาวไทยที่ถูกทักผิดว่าเป็นสาวญี่ปุ่นอยู่เป็นประจำ เรียนภาษาญี่ปุ่นตั้งแต่ชั้นประถม และได้พบรักกับหนุ่มแดนอาทิตย์อุทัย เป็น “สะใภ้ญี่ปุ่น” เธอเคยใช้ชีวิตอยู่ที่กรุงโตเกียวนานกว่า 5 ปี ปัจจุบันติดตามสามีไปทำงาน ณ สหรัฐอเมริกา ติดตามคอลัมน์ “เรื่องเล่าสะใภ้ญี่ปุ่น” ที่ MGR Online ทุกวันอาทิตย์.


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...