xs
xsm
sm
md
lg

มายาปีศาจ ตอนที่ 24 สู้ศึกมายากล (ต่อ) แปดต่อหนึ่ง

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

บทประพันธ์ของ เอโดงาวะ รัมโป (1894-1965)
แปลและเรียบเรียงโดย ฉวีวงศ์ อัศวเสนา

หนี้ที่ถูกกำหนดให้ต้องชำระด้วยเลือดและชีวิต...ตามตราสารคำสาปแห่งมายาปีศาจ

ดวงตาฉายแสงประกายร้อนแรงแทบจะลุกเป็นไฟสองคู่ประสานกันราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ นี่เป็นการประจันหน้ากันครั้งที่สามระหว่างนักสืบเอกผู้เป็นธรรมกับปีศาจฆาตกรใจเหี้ยมโหดฝ่ายอธรรม ภายในห้องระอุไปด้วยเพลิงแค้นที่จะต้องประหัตประหารกันให้มอดไหม้ไปข้างหนึ่ง

แล้วอยู่ ๆ โอคุมุระ เก็นโซ ปีศาจอาฆาตก็ระเบิดหัวเราะออกมาเสียงก้องกังวาน แล้วกุมท้องหัวเราะต่อไปอีกพักหนึ่ง

“คุณนักสืบ ทำไมพูดอะไรได้ตลกขนาดนี้” เก็นโซกลั้นหัวเราะพูดออกมาได้ในที่สุด “นายช้าไปก้าวหนึ่งหรือเปล่า เชื่องช้าอย่างนี้เป็นนักสืบก็ได้ด้วย ไม่น่าเชื่อ ฮะ ฮะ ฮ่า...นายไปมัวงมโข่งอยู่ที่ไหนถึงไม่รู้ว่าภารกิจของฉันสำเร็จเสร็จสิ้นแล้ว ภาระกิจที่นายพยายามขัดขวาง พยายามเข้ามาป่วนอยู่ตลอดนั่นแหละ รู้ไหมล่ะว่าตอนนี้พ่อลูก ทามามุระทั้งโคตรนั่นตกนรกหมกไหม้อยู่ที่ขุมไหน ถ้าไม่รู้ฉันก็จะบอกให้เอาบุญ”

โอคุมุระ เก็นโซ ปีศาจอาฆาตหัวเราะพลางทำท่าอวดอภินิหารราวบ้าคลั่งข่มอีกฝ่ายด้วยความทะนงตนว่าเป็นผู้ชนะ แต่อาเกจิ โคโงโร นักสืบเอกตีหน้าเฉย เพราะไม่มีอะไรที่จะทำให้ต้องตกอกตกใจไปด้วย

“นายกำลังบอกว่า พ่อลูกทามามุระจมน้ำตายอยู่ในห้องใต้ดินของคฤหาสน์ซามุไรโบราณซินะ”
นักสืบอาเกจิถามเรียบ ๆ ทิ้งท้ายประโยคด้วยเสียงที่อีกฝ่ายได้ยินแล้วรู้สึกว่ากำลังถูกเย้ยหยัน

“ฮะ...นั่นนาย นาย...”

เก็นโซสะดุ้งสุดตัวพูดอะไรไม่ออก เหงื่อเม็ดโต ๆ ผุดขึ้นมาเต็มหน้าผาก

“นายไม่ต้องกังวลไปหรอกนะ นายทามามุระกับลูกชายปลอดภัยแล้ว ป่านนี้คงกลับถึงบ้านกำลังนั่งกินข้าวมื้อค่ำที่สายไปหน่อยอยู่หน้าเตาผิงอุ่น ๆ กันแล้ว”

คำพูดเนิบ ๆ ของนักสืบเอกเชือดเชือนใจปีศาจร้ายยับเยินลงในวินาทีนั้น ความผิดหวังรุนแรงทำให้ใบหน้าที่ก่อนหน้านี้เบ่งบานด้วยความลำพองบิดเบี้ยวและซีดขาว ก่อนที่จะเป่งขึ้นมาเป็นสีม่วงด้วยฤทธิ์โทสะ เส้นเลือดที่ขมับปูดโปนขึ้นมาเหมือนตัวหนอนกำลังขยับตัวริก ๆ นักสืบอาเกจิเคยผจญอะไรมาก็มาก แต่เกิดมาไม่เคยเห็นคนหน้าตาน่ากลัวจนถึงกับขนหัวลุกแบบนี้มาก่อน

ปีศาจใจโหดยกมือขึ้นกุมขมับเดินโซซัดโซเซด้วยอาการของคนสิ้นหวังไปทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ แม้หน้าจะซีดปากจะสั่นร่างกายสิ้นเรี่ยวแรง แต่ดูตาซิ...ดวงตาแดงเรื่อของปีศาจร้ายยังเปล่งประกายคมเฉียบเหี้ยมเกรียมและวาบไหวไปมา...แน่นอน...มันกำลังคิดแผนแก้เผ็ดศัตรูที่มายืนหยามอยู่ตรงหน้า เพียงอึดใจสั้น ๆ สีหน้าเครียดจัดของปีศาจใจโหดก็ค่อย ๆ ฉายแววของความมั่นใจอะไรสักอย่างที่เห็นแล้วชวนให้ขนลุก อารมณ์ที่พลุ่งพล่านรุนแรงทำให้มันลืมตัวที่จะปกปิดความรู้สึกเอาไว้

“แต่นี่แน่ะ นายนักสืบเอก”

เก็นโซ ปีศาจฆาตกรเอ่ยขึ้นหลังจากคิดแล้วคิดอีกจนรอบคอบดีแล้ว

“นายลืมเหตุการณ์ในตึกฝรั่งที่โมริงาซากิไม่นานมานี้แล้วรึ นึกดูให้ดีว่าเกิดอะไรขึ้นที่นั่น คิดว่านายคงจะนึกออกว่าตอนนั้นนายได้ต่อรองอะไรประหลาด ๆ กับฉัน”

อาเกจิ โคโงโรนิ่งฟังโดยไม่สะดุ้งสะเทือน

“จำได้ซิ ตอนนั้นนายจับคุณหนูทาเอโกะมาเป็นตัวประกัน ทำให้ฉันต้องหมดประตูสู้”

ปีศาจฆาตกรชักเอะใจที่คู่อาฆาตสงบนิ่งเกินคาด ถึงจะเริ่มหวั่นวิตกขึ้นมาบ้าง แต่ก็ไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ

“ใช่ไหม...แล้วตอนนั้นกับตอนนี้มันต่างกันตรงไหน นายรู้หรือเปล่าว่าทาเอโกะอยู่ที่ไหน”

“รู้” นักสืบอาเกจิหัวเราะ “ถูกขังอยู่ในห้องเล็ก ๆ ตรงโน้นไง รู้หรือเปล่าล่ะว่าฉันได้กุญแจห้องนั้นมาแล้ว และก็ให้คุณหนูล็อกประตูจากข้างใน ฉันให้ปืนพกไว้สำหรับป้องกันตัวสองกระบอกด้วยนะ ถ้าใครซึ่งน่าจะเป็นสมุนของนายพยายามจะเข้าไปในห้อง อย่างแรกก็คือเข้าไม่ได้ แต่ถ้ายังขืนจะเข้าไปโดยทลายประตูหรือยังไงก็แล้วแต่ ปืนในมือคุณหนูก็จะช่วยส่งมันลงนรกไป เท่านั้นเอง”

เก็นโซสะกดอารมณ์ให้สงบอยู่นาน บอกตัวเองว่าในการต่อสู้กับศัตรูทรงพลังเช่นนี้จะต้องทำใจให้นิ่ง ค่อย ๆ คิดหาวิธีดีที่สุด ต้องไม่ผลีผลามทำอะไรมุทะลุดุดันเป็นอันขาด

“แล้ว...นายคิดจะทำอะไรฉัน นายคนเดียวแต่ฉันมีสมุนถึงเจ็ดคน และเรือลำนี้ฉันจะสั่งให้ไปที่ไหนก็ได้ทั้งนั้น ตัวประกันของฉันไม่ได้มีทาเอโกะคนเดียว” ปีศาจร้ายลงท้ายด้วยเสียงตวาด แสยะยิ้ม แววตาเป็นประกายกร้าวแล้วชี้นิ้วมาตรงหน้านักสืบอาเกจิ

“ตัวประกันของฉันอีกคนหนึ่งก็คือนาย อย่างที่โบราณเขาว่าไว้ไม่มีผิด...แมงเม่าบินเข้ากองไฟ”

ว่าแล้วปีศาจร้ายก็หัวเราะลั่น ลุกขึ้นไปที่โต๊ะตรงมุมห้อง เปิดลิ้นชักยื่นมือลงไปควานหาอะไรสักอย่าง แต่มือไม่กระทบของที่ต้องการ พอก้มลงไปดูและเห็นว่าไม่มีจริง ๆ ก็เหลียวขวับไปจ้องหน้านักสืบอาเกจิราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ

“นายกำลังหาไอ้นี่อยู่รึ ขอโทษนะ ตอนที่นายออกไปข้างนอกฉันถือวิสาสะเข้ามาหยิบเอาไปโดยไม่ได้บอกได้กล่าว ขอยืมไว้ป้องกันตัวหน่อยเถิด เห็นอย่างนี้ฉันก็รักชีวิตเหมือนกันนะ”

นักสืบรูปงามพูดพลางล้วงกระเป๋าหยิบปืนพกออกมาเล็งไปที่คู่แค้น เก็นโซ ปีศาจร้ายสบถหยาบคาย กระทืบเท้าแรงจนพื้นกระเทือนด้วยความเจ็บใจที่ถูกหักหน้ายับเยิน อยากจะกระโจนเข้าใส่แต่ก็ไม่กล้าเสี่ยงกับปืนพกในมือศัตรู

“ฟุมิโยะ เราออกไปข้างนอกกันเถอะ เรายังมีงานที่ต้องทำอีกมาก พ่อเธอรึ...ฉันว่าให้ท่านพักอยู่ในห้องนี้สักพักหนึ่งดีกว่า”

ฟุมิโยะลูกโจรใจเหี้ยมลุกขึ้นเดินไปที่ประตูตามคำของอาเกจิอย่างว่าง่าย แต่ก็ต้องชะงัก

“ฟุมิโยะ...นังลูกทรพี กล้าหักหลังพ่อบังเกิดเกล้าเชียวรึ”

โจรใจเหี้ยมตวาดลั่น ดวงตากร้าวคมกริบราวปลายมีดพุ่งเขม็งมาที่ลูกในไส้

“พ่อ...หนูขอโทษ เขาจับพ่อเข้าคุกหนูก็จะเข้าคุกด้วย ถ้าเขาประหารพ่อหนูก็พร้อมตาย”

ฟุมิโยะจำต้องตัดใจทิ้งพ่อ เดินร้องไห้ออกไปจากห้อง นักสืบอาเกจิล็อกประตูห้องขังปีศาจร้ายเอาไว้ด้วยกุญแจที่ได้มาพร้อมกับปืนพก ซึ่งแม้แต่ปีศาจใจโหดอย่างเก็นโซก็ไม่อาจเสี่ยงกับอิทธิฤทธิ์ของมันได้

“เธอเอาปืนนี้ไว้ ถ้าใครเข้ามาทำร้าย ยิงมันเลยไม่ต้องลังเลอะไร”

นักสืบรูปงามส่งปืนพกให้ฟุมิโยะถือไว้ และพอกระโจนขึ้นบันไดจะไปที่ดาดฟ้าเพื่อจับสมุนโจร ก็ชนเข้ากับสมุนโจรคนหนึ่งที่วิ่งสวนลงมาอย่างจัง

“เฮ้ย...เจ้าซันจินี่หว่า เอ็งไปอยู่ไหนมา ใคร ๆ เขาหากันออกควั่ก”

สมุนโจรร้องทักคนที่มันชนในแสงสลัวจากดวงไฟ

“ข้าก็อยู่ตรงนี้แหละ เอ็งไปเรียกพรรคพวกมาตรงนี้เถอะ บอกทุกคนว่าพบซันจิแล้ว”

เสียงก็ไม่ใช่ทั้งยังพูดอะไรแปลก ๆ แต่สมุนโจรก็ไม่ได้เอะใจ มันตะโกนเรียกพรรคพวกดังลั่นไปทั้งลำเรือ

“พวกเรา พบซันจิแล้วโว้ย มันอยู่ตรงนี้เอง”

ไม่นานโจรที่มีคดีติดตัวทั้งเจ็ดก็ละจากวงสุราเดินตัวเอียงเพราะเข้ามารวมตัวกันในสภาพเมามาย คนหนึ่งที่ยังสติดีกว่าเพื่อนเขม้นมองนักสืบอาเกจิแล้วเดินเซเข้ามาพิศดูใกล้ ๆ ด้วยความสงสัย

“เจ้าซันจิรึ ใครบอกวะ นี่มันใช่เจ้าซันจิเสียที่ไหน แล้วไอ้นี่มันใคร...ใครวะ”

“ไม่ใช่เจ้าซันจิจริง ๆ ด้วย เฮ้ย...แกเป็นใคร”

พอรู้ว่าผิดตัวสมุนโจรก็โจษขานกันอึงคะนึง

“ฉันคืออาเกจิ โคโงโร”

พอนักสืบรูปงามตอบด้วยเสียงเรียบ ๆ สมุนโจรก็ร้องลั่นด้วยความตกใจพากันถอยกรูดไปตั้งหลักอยู่ทางหนึ่ง

“อย่าเข้ามานะ ถ้าขัดขืนฉันยิงแน่”

ฟุมิโยะถือปืนเดินออกมาจากข้างหลังของนักสืบเอก จ้องปลายกระบอกปืนไปยังกลุ่มสมุนโจรด้วยท่าทีเอาจริง

“ฮ้า...คุณหนูฟุมิโยะ นี่มันอะไรกัน”

สมุนโจรที่ยังไม่ส่างเมาดี เบิกตาตะโกนสุดเสียง

“ก็ไม่มีอะไร เราจะจับพวกแกโยนเข้าคุกน่ะซี”

นักสืบเอกขู่แต่ก็อดขำไม่ได้ที่เห็นเหล่าสมุนโจรตื่นตระหนกจนคุมขบวนกันไม่ติด พวกมันกำลังสนุกสุดเหวี่ยงอยู่ในวงสุรา ไม่มีใครพกอาวุธกันสักคน พอถูกขู่ทุกคนก็ถอยกรูดไปทางท้ายเรือร้องบอกกันให้รีบไปเอาปืนที่ต่างก็ทิ้งไว้ในห้องพัก โดยมีอาเกจิกับฟุมิโยะเดินตามไป

พอสมุนโจรคนที่อยู่ท้ายขบวนถอยไปชนประตูห้องพัก มันก็ตะลีตะลานเปิดประตูเผ่นเข้าไปทันที ตามด้วยพวกพ้องทีละคนสองคนแทบจะข้ามหัวข้ามหูกันเลยทีเดียว

นักสืบอาเกจิปล่อยให้สมุนโจรหนีเข้าห้องไปไม่ได้ขัดขวาง แต่พอเจ้าคนสุดท้ายจะปิดประตูห้องเขาก็เสือกเท้าข้างหนึ่งเข้าไปขัดเอาไว้ด้วยความเร็วเกินกว่าตาจะจับได้ โถมตัวเต็มแรงเข้าไปขืนประตูห้องให้กว้างออกแล้วตามสมุนโจรเข้าไปพร้อมกับฟุมิโยะ

จะทะนงตนว่าเป็นนักสืบอัจฉริยะหรืออะไรก็ตามที แต่การไล่ล่าผู้ร้ายอย่างบ้าระห่ำเช่นนี้ไม่ผิดอะไรกับพาตัวเข้าไปติดกับ กว่าจะรู้สึกตัวก็สายเสียแล้ว...ดูนั่น

สมุนโจรทั้งเจ็ดยืนจังก้าหน้าเหี้ยม กำด้ามปืนพกแน่นเล็งมาที่นักสืบเอกกับสาวน้อยลูกนายกะไม่ให้พลาด

“ดูเหมือนฉันจะหลงกลพวกแกเสียแล้ว ปืนตั้งเจ็ดกระบอก นั่นพวกแกเล็งมาที่ไหน หัว หน้าอก หรือปากที่กำลังหัวเราะอยู่นี่”

นักสืบรูปงามพูดพลางชี้ไปที่หัว หน้าอก และที่ปากของตน ท่าทางทะนงองอาจของเหยื่อทำเอาสมุนโจรทั้งเจ็ดชักจะสับสน ถึงกับยืนนิ่งอึ้งไปเป็นครู่ จนกระทั่ง...

“ยิง”

คนหนึ่งได้สติก่อนแผดเสียงขึ้นนั่นแหละ ทุกคนจึงเหนี่ยวไกปืนเต็มแรง แต่เอ๊ะ...

“อะไรนั่นน่ะ ปืนของพวกแกทำไมมันดังแชะ ๆ อย่างนั้น กระสุนอยู่ไหน ทำไมไม่พุ่งออกมา ไหน...ลองใหม่ซิ” อาเกจิหัวเราะงอหาย

“เฮ้ย” สมุนโจรตะโกนประสานเสียงแล้วสบถหยาบคาย มองหน้ากันลอกแลกแล้วเหนี่ยวไกปืนอีก แชะ...แชะ

“พวกแกคิดว่าฉันขึ้นมานั่งเล่นนอนเล่นบนเรือลำนี้อย่างนั้นรึ ก็ไม่แปลกเพราะพวกแกคงคิดได้แค่นั้น ฉันจะบอกให้ว่าตั้งแต่ขึ้นเรือมาจนกระทั่งมายืนเป็นเป้านิ่งให้พวกแกยิงอยู่เดี๋ยวนี้น่ะ ฉันได้เตรียมตัวทำศึกเอาไว้เรียบร้อย ไม่เช่นนั้นตัวฉันคนเดียวคงจะยึดเรือพวกแกไม่ได้แน่”

ช่างเก่งกล้าน่าเกรงขามเหลือเกิน นักสืบเอกบุกเดี่ยวขึ้นมายึดเรือปีศาจใจโหดด้วยมือเปล่า

“ดูนั่น ฉันเอาเชือกมากองเตรียมเอาไว้แล้ว และจะมัดพวกแกส่งตำรวจเดี๋ยวนี้ ฉันมองออกว่าพวกแกจะต้องหนีเข้ามาในนี้ ก็เลยเตรียมเอาไว้ยังไงล่ะ”

สมุนโจรอ้าปากค้างเมื่อนักสืบเอกเฉลยอุบายอันแยบยล คนร้ายนิสัยชั่วยิ่งมีเล่ห์เหลี่ยมแหลมคมปานใดก็ยิ่งใจฝ่อเมื่อพบคู่ต่อสู้ที่เหนือกว่าหลายขั้น สมุนโจรทั้งเจ็ดจึงเงียบหงอยไปตาม ๆ กันเหมือนกบที่ถูกงูพิษชูคอขึ้นขู่ คงไม่จำเป็นต้องพูดถึงรายละเอียด เอาเป็นว่าไม่นานสมุนทั้งเจ็ดก็ถูกนักสืบเอกจับมัดแน่นจนกระดิกตัวไม่ได้ โดยมี ฟุมิโยะยืนถือปืนขู่อยู่ข้าง ๆ

นักสืบอาเกจิขังเชลยไว้ในห้องพักสมุนโจรแล้วกลับมาที่ห้องนายเรืออีกครั้ง พบว่าเก็นโซปีศาจร้ายกำลังอาละวาดสุดฤทธิ์เหมือนสัตว์ป่าดุร้ายพยายามแหกกรงออกมา ประตูห้องถูกทุบกระแทกด้วยกำลังมหาศาลจนโค้งโก่งออกมาเหมือนใบเรือ เสียงดังปึงปัง เอี๊ยดอ๊าดสนั่นหวั่นไหวไปทั้งลำเรือ

“ตายจริง แย่แล้ว”

ฟุมิโยะร้องเสียงแหลม สาวน้อยเกาะแขนอาเกจิเอาไว้แน่นด้วยความกลัวจนตัวสั่นเทาเมื่อเห็นฤทธิ์ของพ่อตนเอง

“ไม่เป็นไร ปล่อยให้อาละวาดไปจนหมดแรง ไม่มีอะไรต้องห่วง”

จะไม่ห่วงจริงได้อย่างไร ดูนั่นซิ กระจกด้านบนของบานประตูแตกกระจายไปแล้ว และพลังปะทะราวพญาช้างสารทำให้บานประตูทะลุเป็นรูใหญ่พอที่คนจะรอดออกมาได้แล้วไม่ใช่หรือ

ยังไม่ทันที่จะตอบโต้กันว่าอย่างไร วินาทีนั้นเองเก็นโซปีศาจร้ายก็พุ่งตัวออกมาจากรูใหญ่บนบานประตูเหมือนกระสุนปืน และในอึดใจเดียวกันกับที่นักสืบอาเกจิฉวยปืนพกจากมือฟุมิโยะมาเตรียมยิงนั้นเอง ร่างของปีศาจก็ปลิววูบตัดอากาศขึ้นไปที่ดาดฟ้าเรือราวกับค้างคาวยักษ์

ปีศาจร้ายคงตั้งใจกระโดดทะเลหนีเพราะสู้ต่อไปก็มีแต่จะเสียเปรียบ...ปล่อยให้หนีไปอย่างนี้ได้หรือ แล้วความพยายามไล่ล่าแทบเป็นแทบตายมาจนถึงวันนี้เล่า มิกลายเป็นอากาศธาตุไปหมดหรืออย่างไร ปีศาจเจ้าเล่ห์ถึงขนาดได้สมญาว่าปีศาจมายากลจะต้องกลับมาพร้อมกับกลยุทธ์เหนือเมฆขึ้นไปอีกหลายชั้นแน่นอน

น่าแปลก...ทำไมอาเกจิ โคโงโรจึงใจเย็นไม่เผ่นตามไปติด ๆ แต่ค่อย ๆ เดินเหมือนทอดอารมณ์ไปที่บันไดขึ้นดาดฟ้า ขอบฟ้าด้านทิศตะวันออกเริ่มเรื่อเรืองขึ้นมาบ้างดาดฟ้าจึงสว่างสลัว ปีศาจร้ายปราดไปที่กราบเรือด้านหนึ่งแล้วตั้งท่าจะพุ่งหลาวลงไปในทะเล

แต่พอมองลงไปก็ต้องร้องลั่นด้วยความตกใจสุดขีด

“ฮะ ฮะ ฮะ ยังไงล่ะทีนี้ ดูเหมือนว่าฉันจะชนะทุกประตูแล้ว”

เสียงหัวเราะของนักสืบอาเกจิสะท้อนก้องฟ้ายามรุ่งอรุณ

บนทะลข้างล่าง เรือลาดตระเวนลำใหญ่ของตำรวจน้ำลอยลำคอยอย่างใจจดใจจ่ออยู่ในสายหมอกยามเช้า ตำรวจทุกคนบนเรือรวมทั้งสารวัตรนามิโคชิถือปืนเตรียมพร้อม ทีนี้เราก็รู้แล้วว่าที่นักสืบเอกใจเย็นอยู่ได้เมื่อโจรร้ายจะกระโดดทะเลหนีไปต่อหน้าต่อตา ก็เพราะรู้ดีว่าเรือตำรวจจะมาถึงทันการ

ปีศาจฆาตกรผงะเมื่อเห็นเรือตำรวจ มันกวาดตามองไปรอบ ๆ อึดใจหนึ่งแล้วก็ร้องคำรามออกมาราวเสียงสัตว์ป่า และไม่ทันที่นักสืบเอกจะไหวตัว ปีศาจร้ายก็ปราดไปที่ช่องทางลงดาดฟ้าใกล้ที่สุดแล้ววิ่งลงไปที่ห้องเก็บของ

ลงไปทำไม...แต่นักสืบเอกของเราก็ไม่ได้ตระหนกตกใจ เขาลงบันไดตามไปเรื่อย ๆ เช่นเคย พบเก็นโซปีศาจร้ายกำลังขีดไม้ขีดไฟอยู่ที่มุมมืดของห้องเก็บใต้ท้องเรือ วินาทีต่อมาเศษผ้าชุ่มน้ำมันที่ติดไฟลุกโชนก็ถูกเหวี่ยงไปลงไปในกล่องใบหนึ่งที่มุมห้อง

“ตายแล้ว นั่นมันกล่องดินปืน” ฟุมิโยะกรีดร้องเสียงแหลม

นั่นคืออาวุธที่ปีศาจฆาตกรเหลือไว้เป็นไพ่ใบสุดท้าย เมื่อถึงคราวจนตรอกทางเดียวที่เหลืออยู่คือ “ตาย” ตายพร้อมกับศัตรูคู่อาฆาต มันต้องย่อยยับเป็นเถ้าธุลีไปด้วยกัน ทางเลือกสุดท้ายที่สมกับความเป็นฆาตกรใจโหดของ โอคุมุระ เก็นโซ

แต่...อะไรกัน ตลกแต่หัวเราะไม่ออก ดินปืนในกล่องทำไมถึงเงียบกริบ ไม่มีแม้แต่ประกายของดอกไม้ไฟก้านธูป

“นายคิดหรือว่านั่นจะพ้นสายตาฉันไปได้ เข้าไปจับดูก็จะรู้ว่าดินปืนพวกนั้นมันถูกน้ำเปียกหมดแล้ว เห็นกระป๋องตักน้ำนั่นไหมล่ะ นั่นแหละฉันใช้ตักน้ำทะเลเอามาราดไว้เสียชุ่ม ทีนี้ไม่ว่าจะรอนานแค่ไหนมันก็ไม่ระเบิด”

ชั้นเชิงซับซ้อนของนักสืบหนุ่มผู้นี้ทำเอาปีศาจร้ายคลั่งขึ้นมาอีก เอามือทึ้งผมกระทืบเท้าเหมือนคนบ้า แล้วอยู่ ๆ ก็ปราดเข้ามาประชิดตัวคู่ต่อสู้จ้องหน้าพูดด้วยท่าทีของนักรบซามูไรผู้ปราชัย

“ฆ่าฉัน ช่วยฆ่าฉันทีเถิด ฉันขอร้อง ฉันไม่อาจมีชีวิตอยู่ในความอับอายเช่นนี้ต่อไปได้อีกแล้ว”

“พ่อ พ่อ”

ท่าทีที่ชวนให้น่าเวทนาของปีศาจร้ายทำให้ฟุมิโยะร้องไห้ออกมาด้วยความสงสารผู้ให้กำเนิด

ใช่...น่าสงสาร แต่ฆาตกรใจเหี้ยมเกินที่จะให้อภัยได้ และที่สำคัญคือจะให้ฆ่าได้อย่างไร

“น่าเวทนา แต่นายจะต้องรับโทษอย่างถูกต้องตามกฎหมายให้สมกับกรรมชั่วที่นายได้ก่อขึ้นทั้งหมด”

อาเกจิผลักปีศาจร้ายลงไปล้มกลิ้งอยู่กับพื้นเรือ แต่ก็เพียงอึดใจเดียวมันก็ผลุกลุกขึ้นยืนเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ แล้ววิ่งขึ้นบันไดไปด้วยอาการของคนคุ้มดีคุ้มร้าย ตรงไปยังห้องส่วนตัว เปิดประตูตู้ออกหาอะไรสักอย่าง...เจอแล้ว อยู่นี่เอง ขวดเล็ก ๆ ใส่ยาสีเหลืองใส...นี่แหละจะช่วยให้ไม่ต้องมีชีวิตอยู่ด้วยความอับอาย

ปีศาจร้ายหลับตาแน่นขณะดื่มยาสีเหลืองใสในขวดเล็กจนเกลี้ยง แล้วเดินโผเผไปทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ ปรือตาจ้องมองไปไกลโพ้น

“ในที่สุด นายก็ดื่มมัน”

อาเกจิ โคโงโรเดินตามเข้ามาร้องทักพลางยิ้มยั่ว

“แล้วเป็นไงล่ะ ทรมานทุรนทุรายไหม ยาในขวดรสชาติเป็นยังไงไม่สะดุดใจบ้างรึ รสคล้าย ๆ แชมเปญหรือเปล่า”

เก็นโซนิ่วหน้าแต่ไม่มีพลังที่จะแสดงความโกรธเกรี้ยวอะไรอีกแล้ว ปีศาจร้ายแค่นหัวเราะออกมาในลำคอ ก่อนยกมือขึ้นปิดหน้าร้องไห้สะอึกพลางพร่ำรำพัน

“บัดซบ ไมได้ชีวิตข้าถึงได้บัดซบอย่างนี้ อยากตายก็ไม่ได้ตาย ยาพิษที่ข้าหวังเป็นที่พึ่งสุดท้าย กลายเป็น แชมเปญ แก...แกมันปีศาจร้าย ไอ้ผีนรก ใช่...ใช่ แกมันไอ้ผีนรก”

ภาพของเสือสิ้นลายน่าเวทนาจนแม้แต่นักสืบอย่างอาเกจิ โคโงโรยังอดเสียใจไม่ได้ที่ไม่น่าทำถึงขนาดนั้น นึกแคลงใจในตนเองขึ้นมาว่า...เราเป็นคนเลือดเย็นถึงขนาดนี้เลยหรือ

ทว่า ปีศาจถึงอย่างไรก็ปีศาจ โอคุมุระ เก็นโซก้มหน้าร่ำไห้อยู่ไม่นานก็เงียบไป และพอเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง...นั่นมันใบหน้าปีศาจโดยแท้ กล้ามเนื้อทุกส่วนบนใบหน้าเครียดตึงปูดโปนขึ้นมา ปากบิดเบี้ยวไปข้างหนึ่ง แล้วก็เริ่มร่ายคาถาสาปแช่งศัตรูของมันด้วยถ้อยคำรุนแรงจนคนฟังขนหัวลุก

นักสืบเอกได้ยินเข้าก็ค่อยเบาใจว่าที่เขาทำไปทั้งหมดนั้นถูกต้องแล้ว เพราะคำสาปแช่งรุนแรงนั้นถ้าเป็นจริงขึ้นมามันจะต้องน่ากลัวและสยองขวัญเป็นที่สุด


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...