xs
xsm
sm
md
lg

ย้ายบ้านในญี่ปุ่นวุ่นแค่ไหน?

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


คอลัมน์ "เรื่องเล่าสะใภ้ญี่ปุ่น" โดย "ซาระซัง"

สวัสดีค่ะเพื่อนผู้อ่านที่รัก เมื่อนึกถึงการขนของย้ายบ้านแล้วหลายคนคงทำหน้าแหย เพราะมีอะไรต่อมิอะไรที่ต้องแพ็คต้องขน อีกทั้งกังวลว่าถ้าจ้างคนมาขนของแล้ว ของจะหายไหม จะแตก จะเป็นรอย จะชำรุดไหม ยิ่งถ้าหากขนของเองก็ต้องคิดว่าจะยกจะย้ายเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่กันอย่างไร แต่ที่ญี่ปุ่นไม่ค่อยจะต้องห่วงเรื่องแบบนี้กันสักเท่าไหร่ (เว้นแต่จะย้ายและขนเอง)

ที่ญี่ปุ่นมีบริษัทให้บริการช่วยย้ายบ้านแบบมืออาชีพค่ะ บริการก็มีหลายแบบหลายราคาตามแต่ความต้องการของเรา ตั้งแต่แบบที่เราต้องแพ็คของเองแล้วทางบริษัทจะมาช่วยยกและจัดส่งไปยังบ้านใหม่ ซึ่งค่าบริการจะถูกหน่อย ไปจนถึงแบบที่เราไม่ต้องทำอะไรเลย บริษัทจัดการให้ทุกอย่าง ซึ่งแน่นอนว่าค่าบริการจะแพงขึ้น
ภาพจาก https://www.digitaltrendsnews.com/
ตอนที่ฉันกับสามีจะย้ายบ้านก็ได้รับคำแนะนำจากอะพาร์ตเมนต์ใหม่ว่า ให้ติดต่อกับบริษัทขนของซึ่งทางอะพาร์ตเมนต์ดีลด้วย จะได้ง่ายและสะดวกขึ้น แต่พวกฉันก็อยากทราบว่าราคาจะแตกต่างจากที่อื่นแค่ไหนอย่างไร และเผื่อจะมีที่อื่นถูกกว่า ก็เลยติดต่อบริษัทอื่น ๆ ให้มาดูข้าวของที่บ้านและเสนอราคามาเทียบกันประมาณ 2-3 แห่งด้วย มีพนักงานของบริษัทแห่งหนึ่งที่จำได้ดีเพราะเขาเอาข้าวสารมาให้เป็นของกำนัลถุงหนึ่ง สร้างความกดดันให้เราพอสมควร ประมาณว่าอุตส่าห์มาที่บ้านแล้วยังหิ้วของหนักมาให้ จะรับฟรีโดยไม่ให้อะไรตอบแทนก็ไม่สบายใจ (เดาว่าบริษัทเขาคงจะใช้จิตวิทยาแบบนี้เพื่อให้ได้ลูกค้านะคะ)

เมื่อเทียบราคาที่เสนอมาจากแต่ละแห่งแล้วก็พบว่า บริษัทที่ทางอะพาร์ตเมนต์เสนอมาแต่แรกนี่แหละที่รับได้ที่สุด  ไม่ทราบว่าเป็นเพราะทางอะพาร์ตเมนต์ดีลไว้เลยได้ราคาที่ต่ำกว่าปกติหรือเปล่านะคะ ส่วนที่อื่นเสนอราคามาสูงกว่าถึงสองเท่าเลยทีเดียว แน่นอนว่าเราไม่ได้เลือกบริษัทที่ให้ข้าวสารเรามาเพราะจะให้จ่ายค่าข้าวสารถุงละเป็นหมื่น ๆ บาทก็กระไรอยู่

เราเลือกวิธีย้ายของแบบแพ็คของเอง แล้วให้เขามายกไปอย่างเดียว พอติดต่อกับบริษัทย้ายของแล้ว เขาก็จะส่งกล่องมาให้ตามความเหมาะสมกับลักษณะและจำนวนข้าวของที่เรามี พร้อมเทปปิดฝากล่อง ส่วนพวกเฟอร์นิเจอร์ที่สามารถถอดชิ้นส่วนได้ เราก็ต้องถอดออกเอง

กล่องที่เขาให้มาจะมีรายการประเภทของข้าวของพิมพ์ไว้ข้างกล่องด้วย ให้ลูกค้าเลือกวงกลมเอาว่าของในกล่องเป็นอะไรบ้าง จะได้ไม่ต้องเขียนเอง หรืออาจจะเขียนเองต่างหากเพิ่มก็ได้ รวมทั้งให้เลือกว่าข้างในเป็นของแตกได้หรือเปล่า ย้ายไปที่ใหม่จะให้วางตรงไหน
ภาพจาก http://www.hikkoshi-sakai.co.jp/professional/service.html
กล่องเหล่านี้มีทั้งขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ มีทั้งกล่องที่บุกันกระแทกด้านในสำหรับใส่ของแตกได้อย่างจานชามและแก้วน้ำ รวมทั้งกล่องสำหรับใส่เสื้อผ้าที่เดิมทีเราแขวนไว้ในตู้เสื้อผ้าด้วย กล่องใส่เสื้อผ้าแขวนนี้จะเป็นทรงสูง ภายในมีราวให้แขวนเสื้อได้เลย ไม่ต้องไปพับใส่กล่องแล้วพอถึงบ้านใหม่ต้องหยิบออกมารีดกันอีกรอบ ส่วนใหญ่กล่องใส่ของแตกได้กับกล่องแขวนเสื้อผ้าพวกนี้เขาจะให้ยืมใช้โดยไม่คิดค่ากล่องค่ะ

ก่อนถึงวันย้ายบ้าน ทั้งบริษัทขนส่งทั้งเราต้องแจ้งกับทางอะพาร์ตเมนต์ไว้ก่อนล่วงหน้าทั้งที่เก่าและที่ใหม่ เพื่อให้เข้าออกสะดวก พอถึงวันย้ายบ้าน บริษัทก็จะส่งพนักงานมากันประมาณ 2-3 คน มีการบุภายในลิฟต์ไว้ด้วยแผ่นพลาสติกที่หน้าตาคล้ายกระดาษลูกฟูก เข้าใจว่าคงเพื่อไม่ให้ข้าวของขีดข่วนลิฟต์เป็นรอย และเนื่องจากไม่มีลิฟต์ขนของโดยเฉพาะ เมื่อมีคนอื่นที่อาศัยอยู่ในอะพาร์ตเมนต์ต้องการใช้ลิฟต์ พนักงานขนของเหล่านี้ส่วนใหญ่จะล่าถอยให้คนอื่นใช้ลิฟต์ก่อน ส่วนตัวเองรอจนกว่าลิฟต์จะว่างแล้วค่อยขนย้ายของต่อ ไม่ให้รบกวนลูกบ้านคนอื่น
ภาพจาก http://www.hikkosi-yoihouhou.com/sakaihikkosisenta/
ฉันชอบดูเวลาเขายกเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ สมมติว่าถ้าเป็นตู้เย็น เขาจะเอาผ้าห่มหนา ๆ ผืนใหญ่รองไว้ข้างใต้ แล้วใช้แรงคนแค่คนเดียวดึงผ้าห่มที่มีตู้เย็นอยู่ลากออกไปจากบ้านง่าย ๆ โดยไม่สร้างรอยขีดข่วนใด ๆ ให้กับพื้นบ้านหรือกำแพง ไม่เหมือนเวลาใช้รถเข็นทุ่นแรง หรือใช้แรงงานคนสองสามคนช่วยกันยก ซึ่งไม่น่าเป็นผลดีกับร่างกายของคนยกเอง และถ้าชนกระแทกของก็อาจพัง บ้านก็เป็นรอยอีก

พนักงานขนของทำงานกันอย่างรวดเร็วด้วยความชำนาญราวกับมดงาน เพียงแค่ 1-2 ชั่วโมงก็เอาของจากบ้านหมดแล้ว ฉันเคยสงสัยว่าเวลาพนักงานขนของย้ายของทีละมากมายอย่างนี้คงปวดกล้ามเนื้อกันน่าดูตอนกลับถึงบ้านแล้ว เคยถามพนักงานคนหนึ่งดู เขาตอบว่าไม่เป็นอย่างนั้นเพราะทำแบบนี้ทุกวันจนชิน

พี่คนไทยที่เคยอยู่ญี่ปุ่นหลายปีก็เคยเล่าถึงความละเอียดถี่ถ้วนในงานบริการขนส่งของญี่ปุ่นให้ฟัง เขาบอกว่าเคยขอให้น้องคนหนึ่งช่วยสั่งเก้าอี้นวดให้เพราะเจ้าตัวไม่ชำนาญภาษาญี่ปุ่น บริษัทถามละเอียดยิบ ทวนแล้วทวนอีกว่าบ้านขนาดกี่เสื่อ ประตูห้องกว้างเท่าไหร่ เพราะเวลาจะส่งของเขาจะปรับเก้าอี้ให้ราบก่อน ดังนั้นมุมหักเลี้ยวต้องกว้างพอ ถามละเอียดเสียจนคนที่ช่วยสั่งให้เริ่มเซ็งจึงพูดติดตลกว่า “ไม่ต้องห่วงหรอกคุณ บ้านเขากว้างพอ ๆ กับลานหน้าพระราชวังอิมพีเรียลนี่แหละ” (ถ้าเป็นที่ไทยคงบอกว่ากว้างพอ ๆ กับสนามหลวงอะไรทำนองนี้)

พี่เขาบอกว่าพอถึงวันที่มาส่งของ พนักงานเข้าบ้านมาก็แบกเก้าอี้นวดยืนค้างอยู่อย่างนั้นด้วยความงง ก่อนจะบอกว่าบ้านกว้างมากจนไม่ต้องกังวลจริงอย่างที่คนติดต่อไว้บอกเลย

นอกเรื่องนิดค่ะ ตอนที่ฉันยังอาศัยอยู่ในญี่ปุ่น เช้าวันหนึ่งเมื่อไปถึงที่ทำงานก็ได้ยินเพื่อนร่วมงานคนไทยบอกว่า “เมื่อคืนนี้เตียงหัก!” ฉันหันไปมองด้วยความตกใจ ไม่ค่อยแน่ใจว่าเธอพูดในความหมายไหน แต่ก็ฟังดูน่าหวาดหวั่นทุกความหมาย ก่อนที่เธอจะอธิบายว่าเธอย้ายบ้านมาหลายหนแล้ว คงเพราะต้องแยกชิ้นส่วนเตียงแล้วประกอบใหม่กันหลายครั้ง มันเลยชักบอบบาง วันดีคืนดีเลยเกิดหักขึ้นมา ก็ดีว่าเธอไม่เป็นอะไรค่ะ ว่าแต่ทำเอาอกอีแป้นเกือบแตกไปเหมือนกัน

ก่อนจะย้ายมาอยู่อเมริกา บ้านฉันก็ต้องพึ่งบริการขนของอีก คราวนี้ให้เขามาแพ็คทุกอย่าง ถอดชิ้นส่วนเฟอร์นิเจอร์ให้ และขนไปโดยที่เราไม่ต้องทำอะไร นอกจากคอยอยู่ดูความเรียบร้อย และเซ็นชื่อรับ

พนักงานจะมาพร้อมสารพัดอุปกรณ์ห่อของ ลำพังกระดาษห่อกันกระแทกก็มีหลายแบบแล้ว ยังมีพลาสติกกันกระแทกม้วนมหึมาอีก ก่อนที่เขาจะมา เขาก็แจ้งไว้แล้วว่าจะมีสิบกล่องที่จะส่งไปทางอากาศ เพราะฉะนั้นขอให้แยกของในส่วนนี้ออกมาต่างหากสำหรับแยกส่งไปก่อน ส่วนของอื่น ๆ จะตามมาทางเรือ

พนักงานขนของมีทั้งหมด 3 คนจัดการทุกสิ่งทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยภายใน 3-4 ชั่วโมงเท่านั้นเอง ถ้าพวกเราทำเองคงใช้เวลาหลายวันกว่าจะเสร็จเรียบร้อย พอเขาแพ็คกล่องแล้วก็จะแจ้งเราว่ามีทั้งหมดกี่กล่องเพื่อให้เราสามารถเช็คความถูกต้องได้ตอนไปถึงปลายทาง
ภาพจาก http://www.solutionsforpainandhealth.com.au
พอเราไปถึงอเมริกาแล้ว ปรากฏว่าตอนของมาส่งมาไม่ครบ หายไปหนึ่งกล่อง ทางบริษัทก็ชดใช้ค่าเสียหายให้ตามที่ตกลงกันไว้ ส่วนพวกเฟอร์นิเจอร์นั้นพอมาถึงที่อเมริกา พนักงานก็ขนมาต่อคืนเป็นรูปเป็นร่างให้เหมือนเดิม แม้ว่าทั้งญี่ปุ่นและอเมริกาจะมีวิธีการขนย้ายข้าวของแทบไม่ต่างกัน แต่ความปราณีตต่อข้าวของรวมทั้งกิริยามารยาทของพนักงานก็ต่างกันลิบลับ แม้วัฒนธรรมจะต่างกันก็จริง แต่เรื่องการอบรมพนักงานและความใส่ใจลูกค้าก็น่าจะเป็นสิ่งที่ฝึกฝนกันได้

ช่วงแรกที่เราไปถึงอเมริกาและมีเฉพาะของที่ส่งทางอากาศสิบกล่องส่งมาถึง เราใช้กล่องใส่ของเหล่านี้ต่างโต๊ะ เวลาทำงานหน้าคอมพิวเตอร์จึงนั่งกับพื้น วางคอมพิวเตอร์ไว้บนกล่อง ตอนถ่ายรูปขึ้นมาแล้วดูน่าเวทนาชอบกล แต่มันก็ง่าย ๆ สบาย ๆ ดี สนุกไปอีกแบบ ทำให้รู้สึกด้วยว่าการมีข้าวของน้อยชิ้นเท่าที่จำเป็นมันไม่ได้ทำให้รู้สึกขาดแต่อย่างใด แถมยังรู้สึกสบายใจกว่ากันมากด้วย ครั้งหน้าถ้าจะย้ายบ้านฉันก็ว่าอยากจะทิ้งของไปสักครึ่งหนึ่งของที่มี น่าจะขจัดภาระทางกายและทางใจไปได้มากทีเดียว

แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้านะคะ สวัสดีค่ะ.



"ซาระซัง" สาวไทยที่ถูกทักผิดว่าเป็นสาวญี่ปุ่นอยู่เป็นประจำ เรียนภาษาญี่ปุ่นตั้งแต่ชั้นประถม และได้พบรักกับหนุ่มแดนอาทิตย์อุทัย เป็น “สะใภ้ญี่ปุ่น” เธอเคยใช้ชีวิตอยู่ที่กรุงโตเกียวนานกว่า 5 ปี ปัจจุบันติดตามสามีไปทำงาน ณ สหรัฐอเมริกา ติดตามคอลัมน์ “เรื่องเล่าสะใภ้ญี่ปุ่น” ที่ MGR Online ทุกวันอาทิตย์.


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...