xs
xsm
sm
md
lg

มายาปีศาจ ตอนที่ 23 กับดักในวังวนแห่งอเวจี(ต่อ)

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

บทประพันธ์ของ เอโดงาวะ รัมโป (1894-1965)
แปลและเรียบเรียงโดย ฉวีวงศ์ อัศวเสนา

หนี้ที่ถูกกำหนดให้ต้องชำระด้วยเลือดและชีวิต...ตามตราสารคำสาปแห่งมายาปีศาจ

โครงกระดูกในไฟนรก

“เปิด เปิดเดี๋ยวนี้” สี่พ่อลูกแผดเสียงสุดขีดพร้อมทั้งระดมกำลังทุบประตูสุดแรงเกิด แต่ปีศาจอาฆาตไม่ฟังเสียงยังคงก่ออิฐผนึกประตูเหล็กต่อไปโดยไม่พูดไม่จา ไม่นานเสียงแกรกกรากก็เงียบกริบลง บ่งบอกว่าประตูเหล็กถูกปิดตายด้วยกำแพงอิฐเรียบร้อย

ห้องใต้ดินแม้จะแคบแต่พื้นที่หกเสื่อราวยี่สิบตารางเมตรยังกว้างพอที่จะไม่ทำให้สี่พ่อลูกตายในทันทีเพราะขาดอากาศหายใจเหมือนเก็นจิโร ชายชู้ผู้เคราะห์ร้าย

ถึงอย่างไรมันก็คือห้องใต้ดินที่ผนังสี่ด้านและเพดานก่อด้วยอิฐแน่นหนาไม่มีทางระบายอากาศ อีกไม่นานออกซิเจนก็จะหมดไป หรืออาจหิวแทบขาดใจก่อนก็ได้ ไม่ว่าอะไรจะก่อนจะหลัง คืนนิ่งเฉยหมดอาลัยตายอยากอยู่เช่นนี้ก็มีแต่ตายอย่างเดียว

รอบตัวไม่มีเครื่องมือแหลมคมอะไรสักอย่างที่จะเอามาเจาะทะลายผนังก่ออิฐแน่นหนาออกไปได้ ทางเดียวที่พอจะมองเห็นทางรอดได้บ้างก็คือโพรงดินหลังผนังห้องที่โครงกระดูกของเก็นจิโรนอนสงบนิ่งอยู่ และถ้าจะขุดลึกเข้าไปก็จะต้องแตะต้องขยับโครงกระดูกที่น่าขยาดกลัวนั่นให้พ้นทางก่อน สี่พ่อลูกยังไม่หายสะเทือนใจจากเรื่องราวแต่หนหลังอันน่าอนาถของชายเจ้าของโครงกระดูกซึ่งมีคนในครอบครัวของตนเป็นตัวการ จึงยังไม่กล้าพอที่จะเข้าไปในโพรงนั้น

สี่พ่อลูกได้แต่นั่งสบตากันอยู่บนพื้นห้องที่เย็นเยียบภายใต้แสงริบหรี่จากไฟแช็ก ยิ่งเงียบความกลัวถูกฝังทั้งเป็นที่จู่โจมเข้ามาในส่วนลึกก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นพร้อมกับยามดึกที่คืบคลานเข้ามายังใต้ดินอันเย็บเยียบ

“ไม่ได้การละ ไฟแช็กน้ำมันจะหมดแล้ว”

อิจิโรร้องเสียงสั่นไหวเมื่อเห็นเปลวไฟหรี่ลงจนไม่ต่างอะไรกับแสงหิ่งห้อย

“เราจะทนอยู่ได้ยังไงถ้าไม่มีแสงสว่าง” เจ้าหนุ่มจิโรครางเสียงแหบ

“ทำยังไงดีค่ะคุณพ่อ หนูกลัว” ทาเอโกะเกาะเข่าพ่อแน่น

ไม่มีใครสามารถหยุดยั้งเปลวไฟที่ขาดเชื้อเพลิงไม่ให้ดับลงได้ แสงจากไฟแช๊กริบหรี่อยู่สองสามวูบก่อนดับวูบ

สี่พ่อลูกกระเถิบเข้ามาเบียดกันอยู่ในความมืดมิดสยองขวัญราวอยู่ในหลุมฝังศพ ซึ่งมีผลเพียงแค่ทำให้อุ่นใจว่าตนเองไม่ได้อยู่คนเดียว ส่วนสมองนั้นมืดทึบไร้สติปัญญาทั้งสิ้นได้แต่เงียบงันกันไปหมด

“ใครมีไม้ขีดไฟบ้าง ก้านเดียวก็ยังดี พ่อทนอยู่อย่างนี้ไม่ได้โดยไม่เห็นหน้าพวกเจ้า”

นายทามามุระเอ่ยขึ้นในที่สุด อิจิโรกับจิโรจึงได้สติรีบล้วงกระเป๋าเสื้อกระเป๋ากางเกงหากันเป็นพัลวัน

“เจอแล้ว แต่มีแค่สามก้านเอง” จิโรบอกเสียงอ่อย ๆ

“มีรึ งั้นก็จุดเร็วเลย รีบไล่ความมืดออกไปให้พ้น”

สิ้นเสียงขีดไม้ขีด เปลวไฟก็สว่างวาบขึ้นทั่วห้องเหมือนแสงอรุณรุ่ง คนทั้งสี่ที่ชินกับความมืดมิดมานานเต็มทีถึงกับแสบตากับแสงสว่างจากไม้ขีดไฟก้านเล็ก ๆ นั้น ทั้งหมดสบตากันราวกับว่านั่นเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิต

ก่อนที่ไฟจะลามไหม้ไม้ขีดหมดก้าน ปรากฏการณ์แปลกประหลาดก็ได้เกิดขึ้น

“คุณพี่ขา ดูนั่น มัน...มันกระดุกกระดิกค่ะ”

ทาเอโกะกรีดเสียง แม้จะดังเพียงแค่เสียงกระซิบแต่ก็มีพลังพอที่จะให้พ่อและพี่ชายของเธอหันขวับไปที่โพรงผนังเป็นตาเดียวกัน ไม่ใช่เพราะเปลวไฟที่ไหววูบวาบทำให้เห็นเป็นภาพลวงตา โครงกระดูกของเก็นจิโรในชุดกิโมโนขาดรุ่งริ่งกำลังเคลื่อนไหวจริง ๆ ทุกคนไม่ได้ตาฝาด

“ว๊าย มันเดินมาทางนี้” คราวนี้ทาเอโกะกรีดร้องเสียงแหลม ชายทั้งสามผลุดขึ้นทันทีดึงทาเอโกะถอยผงะไปยืนตกตะลึงตาค้างอยู่ด้วยกัน

โครงกระดูกที่ค้างอยู่ในท่าต่อสู้กับความตายเคลื่อนตัวออกจากโพรงจะว่าก้าวเดินก็ไม่ใช่ลอยก็ไม่เชิงใกล้เข้ามาทางนี้ ไม่ใช่ภาพหลอนแน่นอน หรือว่าโครงกระดูกไร้ชีวิตนั้นจะเคลื่อนไหวด้วยพลังความแค้นของดวงวิญญาณอาฆาตที่ติดตรึงอยู่ตลอดห้าสิบปีโดยไม่ได้ไปผุดไปเกิด

ขณะที่กำลังตื่นตระหนกสุดขีดอยู่นั้นเอง ก้านไม้ขีดที่ไฟยังลุกอยู่ก็หลุดจากมือที่สิ้นแรงของเจ้าหนุ่มจิโรตกลงไปบนพื้นห้อง

ทันใดนั้นเองก็มีเสียงดัง...พรึบ แล้วห้องทั้งห้องก็สว่างขึ้นทันทีราวกับกลางวัน นั่นเป็นเพราะไม้ขีดหลุดจากมือจิโรตกลงไปบนฟิลม์ภาพยนต์ที่เกลื่อนอยู่บนพื้นแล้วลุกไหม้ขึ้นนั่นเอง

ภาพฟิลม์หนังหลายสิบม้วนที่กองซ้อนกันอยู่บนพื้นติดไฟลุกโชนขึ้นในพริบตาเป็นภาพที่น่ากลัวเหนือคำบรรยาย ใด ๆ ห้องแคบ ๆ ปิดตายร้อนระอุและอบอวลแด้วยควันไฟ แถบฟิล์มที่ไหม้ไฟสะบัดไปมาเหมือนงูสีแดงฉานนับไม่ถ้วนดิ้นรนอยู่ ทุกคนรู้สึกเหมือนตกลงไปในปล่องภูเขาไฟที่กำลังระเบิด เหมือนตกลงไปกลางเตาหลอมเหล็ก ตาลืมไม่ขึ้น จมูกแสบระบมด้วยกลิ่นเหม็นของสารเคมี หายใจไม่ออกเหมือนตกอยู่ในอเวจีโดยแท้

“คุณพ่อ นั่นคุณพ่อเป็นอะไรไป ทำไมทำอย่างนั้น”

จิโรไอสำลักควันไฟพลางแผดเสียงดังสู้กับเสียงไฟปะทุด้วยกลัวความสุดขีด อิจิโรกับทาเอโกะที่กำลังพยายาม ตะเกียก ตะกายเอาตัวรอดท่ามกลางควันไฟอยู่ใกล้ ๆ กันนั้นพอได้ยินเสียงกู่ตะโกนจึงมองไปทางบิดา

ภาพที่ลูก ๆ เห็นคือนายทามุระยืนบิดตัวดิ้นอยู่ตรงผนังห้อง สองมือไขว่คว้าตะกายอากาศ เส้นเลือดปูดโปนขึ้นมาที่สองขมับราวกับไส้เดือนขดตัวอยู่ ลักษณะอาการเหมือนกับจะขาดใจตายไปในทันทีนั้น และยิ่งสยดสยองขึ้นไปอีกเพราะมันสะท้อนให้เห็นภาพความทรมานของของเก็นจิโรชายชู้ก่อนตายอย่างชัดเจนเหมือนหนังฉายซ้ำ

สามพี่น้องขนหัวลุกยิ่งขึ้นไปอีกเมื่อเห็นโครงกระดูกที่เคลื่อนตัวออกมาจากโพรงเมื่อครู่ก่อน ตอนนี้มันไปอยู่ที่ผนังใกล้ ๆ กับนายทามุระอยู่ในท่าเดียวกันไม่ผิดเพี้ยนจนดูราวเป็นเงา

ทาเอโกะกรีดร้องเสียงแหลม อิจิโรกับจิโรแผดเสียงร้องแทบไม่เป็นภาษา ก่อนกระโจนเข้าไปดึงตัวบิดาออกมาจากเงื้อมมือปีศาจทันที

สามพ่อลูกเสียหลักล้มลงไปและกลิ้งไปกองรวมกันที่มุมห้อง พร้อมกับอะไรสักอย่างที่เป็นเม็ด ๆ ดำสนิทเข้ามากระจายฟุ้งอยู่ตรงหน้า

รู้สึกตัวขึ้นมาอีกทีก็พบว่าไฟไหม้กองฟิล์มจนหมดและกำลังจะมอดแล้ว ควันที่ลอยขึ้นมาจางลงไปบ้าง ส่วนที่ไหม้ลามไปยังโต๊ะและเก้าอี้ยังมีเปลวไฟอ่อน ๆ อยู่

พอลุกขึ้นตั้งตัวได้ อิจิโรกับน้องชายก็เดินโซเซเข้าไปจับโต๊ะกับเก้าอี้ทุ่มลงกับพื้นแล้วกระทืบซ้ำเพื่อดับไฟไม่ให้เกิดควันที่จะทำให้พวกเขาสำลักเพราะขาดอากาศยิ่งขึ้นไปอีก

พอดับไฟที่ยังเหลืออยู่เสร็จก็พากันโผเผกลับมาล้มตัวลงด้วยความอ่อนเพลียรวมกลุ่มกับพ่อและน้องสาวตามเดิม แต่แล้วก็ต้องประหลาดใจเพราะยังมีแสงสลัว ๆ อยู่ในห้องพอที่จะสะท้อนให้เห็นเงาของตัวเอง

สองพี่น้องหันขวับไปพร้อมกันจึงรู้ว่าแสงเรื่อเรืองนั้นมาจากโครงกระดูกของเก็นจิโรในชุดกิโมโนรุ่งริ่งที่ติดไฟลุกอยู่ดูราวดวงวิญญาณปีศาจ

กิโมโนขาดรุ่งริ่งเปียกชื้นอยู่จึงทำให้เปลวไฟที่ลุกอยู่ตามปลายแขนและชายเสื้อเป็นสีน้ำเงินจาง ๆ ยิ่งดูน่ากลัวเหมือนดวงวิญญาณเจ้าของร่างตามมาหลอกหลอน

แสงหริบหรี่ที่ส่ายไหวไปมาของเปลวไฟจากโครงกระดูกส่องขึ้นมาจับหัวกระโหลก ทำให้เกิดสีหน้าอารมณ์เปลี่ยนไปราวกับมีชีวิต หัวเราะ ร้องไห้ แล้วก็เปลี่ยนเป็นโกรธแค้น ตากลวงโบ๋แดงวาบขึ้น ฟันขบกันแน่นทำท่าคล้ายกับจะกระโจนเข้ามาทำร้ายในทันทีนั้น

โชคยังดีที่ทาเอโกะไม่เห็นเพราะฟุบอยู่กับพื้นห้องด้วยอาการวิงเวียนจนแทบจะเป็นลมหมดสติ ปล่อยให้พ่อกับพี่ชายทั้งสองของเธอต้องเผชิญกับภาพสยองขวัญอย่างจัง ๆ ตรงหน้า แม้อยากจะเบือนหน้าหนีแต่ทุกคนก็ไม่มีกำลังพอที่จึงได้แต่กลั้นใจมองอยู่อย่างนั้น

ทันใดนั้นเจ้าหนุ่มจิโรก็เค้นเสียงสบถกราดเกรี้ยวผ่านไรฟันที่ขบแน่นออกมาว่า “ไอ้ผีนรก” แล้วยังไม่ทันที่คนอื่นจะตั้งสติรับรู้ได้ว่าอะไรเป็นอะไร เจ้าหนุ่มก็กระโจนเข้าใส่โครงกระดูกราวกับคนเสียสติเสียแล้ว

จิโรทนดูอยู่ไม่ได้อีกต่อไป ยิ่งกลัวก็ยิ่งเหมือนมีพลังแรงอย่างประหลาดจากภายในผลักดันให้พุ่งเข้าใส่ศัตรูตรงหน้า เขาร้องออกมาเหมือนเสียงเด็กเล็ก ๆ ร้องไห้โฮ ยกมือทั้งสองข้างขึ้นตั้งท่าเหมือนกำลังจะต่อสู้กับศัตรูเจ้าพลังแต่ก็เป็นได้แค่ปัดป่ายเปะปะไปมา

จิโรรวบรวมกำลังเท่าที่เหลืออยู่กระโจนเข้าใส่โครงกระดูกในเปลวเพลิงและวิญญาณปีศาจร้ายที่มองไม่เห็น

อาคันตุกะโฉมงามยามวิกาล

ขณะที่ห้องใต้ดินของคฤหาสน์เก่าแก่ของนักรบซามุไรโบราณกำลังตกอยู่ในสภาพที่ไม่ผิดอะไรกับนรกอเวจีนั้นเอง อาเกจิ โคโงโร นักสืบเอกชนลือนามของเรากำลังนั่งครุ่นคิดอะไรสักอย่างที่คงจะยากเย็นจนหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่ในห้องชุดของ “ไคคะอพาร์ทเม้นต์” ที่เขาเพิ่งจะเช่าเป็นที่อยู่แห่งใหม่เมื่อไม่กี่วันมานี้

อาเกจิ โคโงโร ชายหนุ่มรูปงามผู้มีอารมณ์ครึกครื้นแจ่มใสและท่วงท่าปราดเปรียวอยู่เป็นนิจผู้นี้ ยามที่การสืบสวนคดีไม่เป็นไปดังคาดคิดเขาก็จะหงุดหงิดและมึนซึมไปได้เหมือนกัน

นักสืบอาเกจิเช่าสามห้องเปิดถึงกันบนชั้นสองของอาคารอพาร์ทเม้นต์ด้านที่หันออกถนน และจัดแบ่งเป็นห้องรับแขก ห้องทำงานส่วนตัวและห้องนอน ตอนนี้นักสืบหนุ่มฝังตัวอยู่กับเก้าอี้นวมนั่งสบายตัวใหญ่ในห้องทำงานดูดซิการ์ยี่ห้อ“ฟิกาโร”ที่หายากแห่งยุคสมัยแดงวาบ ๆ เผาให้เป็นเถ้าไปทีละน้อย

ประมาณเจ็ดปีที่แล้วผู้เขียนได้แนะนำให้ผู้อ่านรู้จักกับเจ้าหนุ่มอาเกจิสมัยเพิ่งจบจากมหาวิทยาลัยไว้ในเรื่อง “ฆาตกรรมปริศนาบนเนิน D” ตอนนั้นเขาเช่าห้องแคบ ๆ ขนาดสี่เสื่ออยู่บนชั้นสองของร้านขายบุหรี่หรืออะไรสักอย่าง และกินอยู่หลับนอนอยู่ในกองหนังสือที่สุมสูงเป็นภูเขา นิสัยรักหนังสือของเจ้าหนุ่มอาเกจิไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเลยจนทุกวันนี้ ชั้นหนังสือสูงจรดเพดานเรียงเบียดกันเต็มพื้นที่ผนังสามด้านของห้องใน “ไคคะอพาร์ทเม้นต์” ที่เขาจัดเป็นห้องทำงานส่วนตัว อัดแน่นไปด้วยหนังสือจนไม่มีช่องว่าง มีทั้งหนังสือที่รับคืนมาจากเพื่อนซึ่งเขาฝากไว้ตอนไปเมืองนอกและหนังสือที่หาซื้อมาใหม่ทั้งจากในและนอกประเทศ

ยังก่อน ไม่ใช่บนชั้นหนังสือเท่านั้น บนโต๊ะเขียนหนังสือ บนท้าวแขนเก้าอี้นวมนั่งสบายตัวใหญ่ บนโต๊ะวางโคมไฟ บนพื้นพรมที่ฟูเต็มพื้นที่ห้อง เกลื่อนไปด้วยหนังสือตั้งซ้อน ๆ กันบ้าง บางเล่มคว่ำหน้า บางเล่มกางข้างอยู่ เหมือนกับยังจัดห้องไม่เสร็จหลังย้ายเข้ามาอยู่

นาฬิกาบนโต๊ะเขียนหนังสือบอกเวลาห้าทุ่มแล้วแต่นักสืบรูปงามยังไม่ขยับตัวแสดงทีท่าว่าจะเข้านอน เรื่องที่เขาครุ่นคิดอยู่นานหลายชั่วโมงมานี้คงไม่ใช่อะไรอื่นนอกจาก เรื่องของปีศาจมายากล ฆาตกรใจโหดที่กำลังคุกคามครอบครัวของนายทามามุระ เซ็นทาโร พ่อค้าเพชรเศรษฐีใหญ่ของโตเกียว

นักสืบอาเกจิช่วยทาเอโกะรอดพ้นเงื้อมมือปีศาจมายากลที่บ้านบนเนินชายทะเลโอโมริมาได้หนึ่งเดือนแล้ว ระหว่างนั้นเขาไม่ได้รามือจากการสืบคดีปริศนานี้แต่อย่างใดเลย แต่ปรากฏว่าปีศาจร้ายหายตัวไปโดยไม่เหลือแม้แต่เงาให้ติดตามเป็นที่น่าพิศวงยิ่งนัก

คณะไล่ล่าแยกย้ายกันค้นหาทุกซอกทุกมุมทั้งภายในบ้านชายทะเล ภายในโรงละครที่ใช้แสดงมายากล เรือทุกลำที่จอดเทียบท่าอยู่ตลอดแนวชายฝั่ง แต่ปีศาจฆาตกรไม่ได้ทิ้งร่องรอยอะไรไว้เป็นหลักฐานเลยแม้แต่ผมสักเส้นเดียว แสดงว่าได้วางแผนอุบาททุกขั้นตอนของมันไว้ด้วยความรอบคอบ ซึ่งก็ควรจะเป็นเช่นนั้นเพราะมันใช้เวลานานถึงสี่สิบปีในการเตรียมตัว มันเคี่ยวทุกสิ่งทุกอย่างที่รวมอยู่ในแผนอุบาทของมันจนตกผลึกได้ที่ ดังนั้นเวลามันก่อการอะไรไม่ว่าเล็กน้อยแค่ไหนมันก็จะทำตามโปรแกรมที่เคี่ยวงวดตกผลึกไว้เป็นอย่างดีนั้นโดยไม่ขาดตกบกพร่อง แน่นอนว่ามันต้องคิดหาทางหนีทีไล่เอาไว้เรียบร้อยสำหรับทุกสถานการณ์

ขนาดอาเกจิ โคโงโรซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นนักสืบอัจฉริยะ ยังหาทางเอาชนะไม่ได้ง่าย ๆ เมื่อเจอกับคู่ต่อสู้ระดับนี้ ระหว่างที่กำลังครุ่นคิดเรื่องปีศาจใจโหดอยู่นั้นเอง ภาพของหญิงสองนางก็ฉายขึ้นมาบนจอสมองไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไร...  ทามามุระ ทาเอโกะ กับ ฟุมิโยะ ลูกสาวปีศาจมายากล

ทาเอะโกะ...อาเกจิรู้จักและเป็นเพื่อนดีต่อกันที่โรงแรมริมทะเลสาบ S ต่อมาเมื่อคดีนี้อุบัติขึ้นในครอบครัวทามามุระ เขาก็ได้เข้าไปมีส่วนสำคัญในการช่วยชีวิตผู้หญิงคนนี้ ถ้าให้พูดกันตามจริงความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับเขานั้นก่อเกิดจากการที่ทาเอโกะเป็นฝ่ายเข้ามาใกล้ชิดสนิทด้วย ตาหวานที่ชายมาและคำหวานยามเจรจาทำเอานักสืบรูปงามหลงเสน่ห์กลายเป็นทาสรักไปโดยไม่รู้ตัว ณ ที่นี้คิดว่าไม่จำเป็นต้องเล่าถึงบทโรม้านซ์ของหนุ่มสาวทั้งสองให้ละเอียด แต่น่าจะรู้ไว้ว่าแม้หลังเกิดคดีนี้อาเกจิกับทาเอโกะยังมีโอกาสได้พูดคุยกันสองต่อสองเป็นครั้งคราว

ทว่า ที่น่าแปลกอยู่สักหน่อยก็คือยิ่งสนิทสนมกันมากขึ้นเท่าใด ความรู้สึกที่เหมือนจะเป็นรักใคร่ฉันหนุ่มสาวดูเหมือนจะค่อย ๆ เจือจางไปจากใจของอาเกจิ นักสืบหนุ่มแอบดีใจลึก ๆ อยู่ในอกที่ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับ ทาเอโกะไม่ก้าวไกลเกินขอบเขตของความเป็นเพื่อน นั่นอาจเป็นเพราะทาเอโกะมีนิสัยอะไรบางอย่างที่แม้จะเล็กน้อยมากแต่ก็พอที่จะทำให้อาเกจิไม่รู้สึกดีด้วย

ทว่า สาเหตุที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นก็คือการปรากฏตัวของฟุมิโยะ ลูกสาวปีศาจมายากล ฟุมิโยะงดงามทั้งกายใจตรงข้ามกับปีศาจใจโหดเหมือนไม่ใช่พ่อลูกกัน ฟุมิโยะเคลื่อนไหวปราดเปรียวด้วยอารมณ์ความรู้สึกอันบริสุทธิ์งดงาม อาเกจิหลงรักลูกสาวปีศาจร้าย ฟุมิโยะคือคนที่นักสืบหนุ่มสารภาพกับทามามุระ จิโรว่าเขารักเธอในคืนวันหนึ่งที่คงจะยังจำกันได้ ส่วนความรักของฟุมิโยะที่มีต่ออาเกจินั้นประจักษ์ชัดยิ่งกว่าชัดมาตั้งแต่เหตุการณ์บนเรือกลไฟลึกลับที่ลอยตัวอยู่ในเวิ้งอ่าวชินางาวะ

จะมีรักใดที่ประหลาดล้ำไปกว่านี้อีกไหม...นักสืบลือนามหลงรักลูกสาวฆาตกรที่เป็นเป้าหมายปราบปราม ส่วนลูกสาวฆาตกรนั้นเล่า ความรักของฟุมิโยะร้อนแรงจนถึงกับต้องตัดใจหักหลังพ่ออันเป็นที่รักภักดีเพื่อแสดงให้อาเกจิเห็นความรักที่นางมีต่อเขา และยอมทนทุกข์ทรมานอยู่ในนรกแห่งความอกตัญญู

“หึ หึ แกมันบ้าไปแล้ว นางเป็นลูกสาวฆาตกร จะมานั่งไตร่ตรองอะไรให้เสียเวลา เรื่องเพ้อเจ้อไร้สาระแบบนั้นโยนทิ้งลงทะเลไปเสียให้หมด” อาเกจิหัวเราะเยาะและพึมพำเสียงกร้าวกับตัวเองในควันสีม่วงจาง ๆ ของซิการ์ฟิกาโร
ตอนนั้นเองที่นักสืบหนุ่มได้ยินเสียงประตูห้องรับแขกที่อยู่ติดกันถูกเคาะเบา ๆ เป็นจังหวะเหมือนรหัสลับอะไรสักอย่าง

แขกยามวิกาลเมื่อห้าทุ่มกว่า จำไม่ได้จริง ๆ ว่านัดใครไว้...อาเกจิขมวดคิ้วพลางลุกขึ้นเดินเข้าไปในห้องรับแขกและตรงไปเปิดประตู

แขกยามวิกาลที่ยืนสงบเงี่ยมอยู่บนระเบียงหน้าประตูที่เปิดออกคือผู้หญิงในเครื่องแต่งกายแบบฝรั่งยกปกเสื้อคลุมขนสัตว์ขึ้นมาบังใบหน้าส่วนหนึ่งไว้

“ผิดห้องหรือเปล่าครับ ผมอาเกจิ โคโงโร” นักสืบหนุ่มถามแขกผู้ไม่ได้นัดหมายด้วยความแปลกใจ

“ไม่ค่ะ” หญิงผู้นั้นตอบเสียงเบาผ่านปกเสื้อขนสัตว์

“ถ้างั้นก็หมายความว่าคุณมาหาผม คุณคือใคร”

ผู้มาเยือนลังเลอยู่อึดใจหนึ่งก่อนตัดสินใจเอ่ยออกมาอย่างร้อนรนว่า

“ขอเข้าไปข้างในก่อนได้ไหมคะ เพราะจะให้ใครเห็นไม่ได้ว่าฉันมาที่นี่”

อาชีพนักสืบช่วยให้อาเกจิไม่ตระหนกตกใจกับอะไรง่าย ๆ และคิดว่าผู้มาเยือนยามวิกาลคนนี้คงจะมีความเกี่ยวข้องกับคดีอาชญากรรมอะไรสักอย่าง จึงเชิญให้เข้ามาในห้องตามคำขอ ปิดประตูแล้วพาไปนั่งที่เก้าอี้ใกล้เครื่องทำความอบอุ่น

“ขอโทษค่ะที่ต้องมารบกวนเวลาดึกเช่นนี้ แต่ตอนนี้กำลังเกิดเหตุร้ายแรงมาก”

แขกของเขากล่าวคำทักทายขอโทษพร้อมกับถอดเสื้อโค้ดออกได้ในที่สุด

“คุณ...ฟุมิโยะ”

พอเห็นหน้าแค่แวบเดียวนักสืบหนุ่มก็ร้องออกมาด้วยความตกใจ ฟุมิโยะจริง ๆ ด้วย ฟุมิโยะที่เขาเพิ่งคิดถึงอยู่เมื่อครู่นี้เอง

“ค่ะ กว่าฉันจะหนีออกมาหาคุณถึงที่นี่ได้ก็แทบแย่ ออกไปกับฉันเดี๋ยวนี้เลยค่ะ ทุกคนในครอบครัวทามามุระ กำลังตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิต ช่วยไปจับตัวพ่อฉันด้วย พ่อฉันก่ออาชญากรรมร้ายกาจมากช่วยไปจับตัวให้ได้ทีเถิดอย่าปล่อยให้ทำอะไรเลวร้ายไปกว่านี้อีกเลย”

ฟุมิโยะวิงวอนเสียงสั่นเครือ ลูกสาวที่มาขอร้องให้จับพ่อตนเองไปลงโทษตามกฎหมายจะต้องมีเหตุผลสำคัญที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้แน่นอน

ลูกสาวปีศาจฆาตกรเล่าว่า เธอถูกขังอยู่ในห้องหนึ่งบนเรือปีศาจลำนั้นซึ่งขณะนี้ทอดสมอลอยลำอยู่ที่ปากแม่น้ำ ซุมิดะ และได้ยินลูกเรือคุยกันอยู่ในห้องถัดไปจึงได้ล่วงรู้ถึงแผนอุบาทที่คฤหาสน์ซามุไรเก่าแก่ในตำบลโคอิชิคาวะ (ฟุมิโยะเล่าถึงแผนชั่วร้ายที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ในบทก่อนโดยย่อ) เธอตกใจมากจึงหาทางเล็ดลอดหนีลงมาจากเรือแล้วจับรถแท็กซี่มาหาอาเกจิที่ “ไคคะอพาร์ทเม้นต์” ซึ่งไม่แปลกที่ว่าทำไมเธอจึงรู้ว่าเขาย้ายมาอยู่ที่นี่ เพราะในเมื่อคนหูไวตาไวขนาดปีศาจฆาตกรสืบพบแล้ว ฟุมิโยะก็ย่อมรู้ด้วยเป็นธรรมดา

นักสืบเอกได้ล่วงรู้จากปากคำฟุมิโยะด้วยว่า ที่เรือปีศาจรอดพ้นสายตาของคณะไล่ล่าไปได้เมื่อวันก่อนนั้น ก็เพราะสมุนโจรได้ช่วยกันทาสีด้านนอกของเรือเสียใหม่ให้ดูเป็นเรือสินค้าเก่าบุโรทั่ง และส่วนใหญ่จะออกจากท่าไปตรงนั้นตรงนี้ในทะเลโดยไม่หยุดลอยลำที่จุดใดจุดหนึ่งเกินครึ่งวัน

“ฉันได้ยินเรื่องนี้ตอนห้าโมงเย็น แต่กว่าจะหาทางหลอกล่อให้สมุนโจรเปิดประตูให้ออกมาได้เวลาก็ล่วงมาจนดึกดื่นป่านนี้ มันชั่งลำบากลำบนเสียเหลือเกิน มันอาจจะสายเกินไปเสียแล้ว แต่ก็ยังหวังอยู่ว่าเหตุการณ์อาจยังไม่ถึงตอนที่สยดสยองที่สุด จึงรีบวิ่งมาขอความช่วยเหลือจากคุณ ฉันไม่อาจนิ่งเฉยดูพ่อตนเองคร่าชีวิตคนถึงสี่คนด้วยวิธีที่เหี้ยมโหดทารุณอย่างนั้นได้”

“ตอนที่สยดสยองที่สุดคืออะไร”

อาเกจิถามยังไม่ทันขาดคำดี ฟุมิโยะก็สวนขึ้นมาโดยเร็วราวกับเสียดายเวลาพูด

“ใคร ๆ ก็คิดว่าทางเดียวที่จะหนีออกจากห้องใต้ดินขึ้นมาข้างบนได้คือขุดโพรงขังโครงกระดูกขึ้นมาตามรอบแตกของก้อนอิฐ แต่พ่ออ่านความคิดนั้นออกจึงวางกับดักเอาไว้ นั่นก็คือ...พอขุดดินขึ้นไปเรื่อย ๆ ก็จะไปถึงก้นแอ่งลึกที่ระบายน้ำมาจากสระใหญ่ในสวนของคฤหาสน์ ซึ่งเมื่อดินก้นแอ่งทะลายลงน้ำจากสระใหญ่ก็จะทะลักทะลายลงไปในห้องใต้ดิน แล้วคนในนั้นก็จะต้องจมน้ำตาย ตอนนี้ไม่รู้ว่าสี่คนพ่อลูกนั่นถูกทรมานอยู่ในน้ำแล้วหรือยัง หรือจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร รีบไปกันเถอะคุณ เร็วเข้า”

ทันทีที่ได้ฟัง นักสืบอาเกจิก็ปราดเข้าไปในห้องทำงานยกหูโทรศัพท์หมุนหมายเลขไปยังบ้านสารวัตรนามิโคชิทันที

สารวัตรนามิโคชิ นายตำรวจกระดูกเหล็กแห่งแผนกสืบสวนและปราบปราม สำนักงานตำรวจกรุงโตเกียว วางเครื่องแบบและโทรศัพท์ไว้ข้างหมอนจนเป็นนิสัย นักสืบเอกจึงไม่ต้องรอจนกริ่งเรียกครั้งที่สองดังก็ได้ยินเสียงคุ้นหูตอบกลับมา

นักสืบอาเกจิเล่าเรื่องราวให้สารวัตรเพียงคร่าว ๆ ก่อนบอกตำบลที่อยู่ของคฤหาสน์ซามุไรที่โคอิชิคาวะ นัดพบกันที่นั่นแล้ววางหู นักสืบเอกแน่ใจว่าจากนั้นสารวัตรต้องโทรศัพท์ไปขอกำลังเสริมจากสถานีตำรวจโคอิชิคาวะ แล้วพาตำรวจในสังกัดขึ้นรถขับตรงไปยังที่เกิดเหตุทันที

อาเกจิหมุนโทรศัพท์อีกครั้ง คราวนี้เป็นการเรียกแท็กซี่จากสถานีบริการที่อยู่ใกล้เคียง แล้วกลับมาที่ห้องรับแขก

“คงจะได้ยินแล้วนะครับ ถ้ายังไง ผมว่าคุณรออยู่ที่นี่ดีกว่าไหม”

“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันจะเป็นคนนำทางให้เพราะรู้ลู่ทางของคฤหาสน์หลังนี้ดี”

ดวงตาของฟุมิโยะฉายแววเด็ดเดี่ยวขณะยืนกรานความตั้งใจ ทว่าเบื้องหลังนั้นแฝงความเศร้าสลดใจของสาวน้อยที่ต้องรับหน้าที่นำทางผู้รักษากฎหมายบ้านเมืองไปจับพ่อผู้ให้กำเนิด ชั่งเป็นการบรรจบพบกันของเหตุและผลแห่งการกระทำที่เจ็บปวดอะไรเช่นนั้น

ดึกคืนนั้นรถยนต์สองคัน คันหนึ่งพานักสืบอาเกจิกับฟุมิโยะจากโอจาโนมิซุ และอีกคันหนึ่งพาสารวัตรนามิโคชิกับตำรวจสี่นายจากมารุโนอุจิ ผ่านขึ้นไปบนเนินสูงของตำบลโคอิชิคาวะ

“จะทันหรือเปล่าไม่รู้ ฉันใจเต้นไปหมดแล้ว”

ขณะที่ฟุมิโยะกำลังกระสับกระส่ายอยู่นั้น ในรถอีกคันหนึ่งสารวัตรนามิโคชิกำหมัดที่ชื้นไปด้วยเหงื่อ กัดฟันพูดเหมือนเสียงคำราม

“คืนนี้แหละอยู่มือฉันแน่ ไอ้ปีศาจฆาตกร”


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...