xs
xsm
sm
md
lg

“วิ่ง!...เมลอส” บทเรียนความสัตย์ในหนังสือเรียนของญี่ปุ่น (1)

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: โฆษิต ทิพย์เทียมพงษ์

(ขวา) โอะซะมุ ดะไซ
ดร.โฆษิต ทิพย์เทียมพงษ์
Tokyo University of Foreign Studies


เกริ่นนำ: การใช้ภาษาประจำชาติเพื่อบรรลุเป้าหมายทางภาษาและค่านิยม

นักเรียนญี่ปุ่นเรียนวิชา “ภาษาประจำชาติ” ซึ่งก็คือการเรียนภาษาญี่ปุ่นสำหรับคนญี่ปุ่น ภาษาคือเครื่องมือสื่อสารของคนในสังคม แต่ไม่ได้หมายความว่าเมื่อเกิดในสังคมนั้นแล้ว ทุกคนจะใช้ภาษานั้นได้ดีเสมอไปโดยอัตโนมัติ ต่างก็ต้องเรียนรู้มาตรฐานของสังคมกันทั้งนั้น

เช่นเดียวกับภาษาไทยซึ่งมีมาตรฐานชุดหนึ่งที่สังคมถือว่าควรยึดถือ ภาษาญี่ปุ่นก็มีลักษณะเช่นนั้นเหมือนกัน คนญี่ปุ่นจึงต้องเรียนการใช้ภาษาญี่ปุ่นด้วย เพียงแต่ไม่เรียกว่า “ภาษาญี่ปุ่น” และเรียกว่า “ภาษาประจำชาติ” หรือ “โกะกุโงะ” (国語;kokugo) ส่วน “วิชาภาษาญี่ปุ่น” คือภาษาที่คนต่างชาติเรียนเพื่อสื่อสารกับคนญี่ปุ่น นั่นคือวิธีมองแบบคนญี่ปุ่น

อย่างไรก็ตาม ลักษณะร่วมประการหนึ่งในการสอนภาษาประจำชาติของไทยกับของญี่ปุ่นนอกจากการฝึกให้ผู้เรียนใช้ภาษาอย่างเหมาะสมแล้ว คือ วิชานี้สอนประวัติศาสตร์เชิงสังคม และปลูกฝังค่านิยม วัฒนธรรมตลอดจนจริยธรรมด้วย ในกรณีของไทย เราจึงรู้จักขนมไทยมากมายผ่าน “กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน” ได้เรียนรู้การต่อสู้กันระหว่างความดีกับความชั่วใน “ธรรมาธรรมะสงคราม” ได้รับการปลูกฝังคุณธรรมหลายอย่างผ่าน “โคลงโลกนิติ” เป็นต้น

ของญี่ปุ่นนั้น เมื่อเปิดหนังสือแบบเรียนวิชาภาษาประจำชาติในระดับมัธยมต้นดู จะพบเรื่องที่เข้าข่ายเช่นนั้นหลายเรื่อง เรื่องหนึ่งที่มีความโดดเด่นและสอดแทรกคุณธรรมซึ่งสะท้อนออกมาในนิสัยของคนญี่ปุ่นในปัจจุบันด้วยคือเรื่อง “วิ่ง!...เมลอส” ซึ่งแต่งโดยโอะซะมุ ดะไซ (太宰 治, Ōsamu Dazai; 1909 – 1948) เป็นที่น่าสนใจว่าคนญี่ปุ่นปลูกฝังคุณธรรมและความรับผิดชอบต่อสังคมกันอย่างไร เนื้อหาแบบไหนที่ใช้เพื่อบรรลุเป้าหมายทั้งด้านภาษาและค่านิยม? เมื่อได้อ่าน “วิ่ง!...เมลอส” ก็จะเห็นภาพว่านี่คือแง่มุมหนึ่งที่สังคมญี่ปุ่นใช้ปลูกฝังการรักษาสัญญา ความสัตย์ และความทุ่มเทของคนญี่ปุ่น

“วิ่ง!...เมลอส”

เมลอสเคืองจัด เมื่อได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับพระราชาที่ไร้ความเมตตา เขาหมายใจว่าจัดการพระราชาองค์นี้ให้จงได้ เมลอสไม่เข้าใจการเมือง เขาเป็นคนเลี้ยงสัตว์อยู่ในหมู่บ้าน ใช้ชีวิตตามอัตภาพ เป่าขลุ่ยบ้าง เล่นกับแกะบ้าง แต่อ่อนไหวต่อความไร้คุณธรรมมากกว่าใครๆ เป็นสองเท่า วันนี้ก่อนรุ่งสาง เมลอสออกเดินทางจากหมู่บ้าน ข้ามทุ่ง ข้ามเขา มาที่เมืองซิราคุสแห่งนี้ซึ่งห่างจากหมู่บ้านของตนออกไปสิบลี้ เมลอสไม่มีทั้งพ่อและแม่ ภรรยาก็ไม่มี อยู่กันสองคนกับน้องสาวขี้อายอายุสิบหกปี น้องสาวผู้นี้กำลังจะแต่งงานกับชายเลี้ยงสัตว์ในหมู่บ้านในเร็วๆ นี้ ชายคนนี้เป็นผู้ยึดมั่นในหน้าที่ พิธีแต่งงานกำลังใกล้เข้ามา ด้วยเหตุนี้ เมลอสจึงมาที่เมืองไกลห่างเพื่อซื้อของ ชุดเจ้าสาวเอย อาหารสำหรับงานเลี้ยงฉลองเอย เขาไปรวบรวมซื้อข้าวของเหล่านั้นก่อน แล้วจึงเดินเตร็ดเตร่บนถนนสายหลักประจำนครหลวง เมลอสมีเพื่อนสมัยเด็กคือเซลินุนทิวส์ ซึ่งตอนนี้เป็นช่างทำหินอยู่ที่เมืองซิราคุส และจากนี้ก็ตั้งใจว่าจะไปเยี่ยมเพื่อนผู้นั้นดู เนื่องจากไม่ได้พบกันนาน เมลอสจึงยินดีปรีดาที่จะได้ไปหา

ขณะที่เดินอยู่ เมลอสรู้สึกฉงนฉงายกับบรรยากาศอันเงียบเหงาของเมือง เมืองทั้งเมืองเปล่าเปลี่ยวชอบกล ตอนที่มาเมืองนี้เมื่อสองปีก่อน ผู้คนต่างร้องเพลงกันแม้แต่ตอนกลางคืน เดินไปอีกครู่หนึ่งก็พบชายชรา จึงถาม แต่ชายชราไม่ตอบ เมลอสใช้สองมือเขย่าตัวชายชราแล้วถามซ้ำ ชายชราตอบมาหน่อยเดียวด้วยเสียงต่ำ ๆ ขณะมองซ้ายมองขวาระวังระไวละแวกรอบตัว

“พระราชาประหารคน”
“ทำไมล่ะ”
“ก็เพราะมีจิตใจชั่วร้าย ไม่มีอีกแล้ว ใครที่ไหนจะมีจิตใจร้ายกาจแบบนั้น”
“ฆ่าคนไปเยอะเลยหรือ”
“ใช่ ทีแรกก็น้องเขยของพระราชา ต่อมาก็องค์รัชทายาทของพระองค์เอง แล้วก็น้องสาว แล้วก็ลูกของน้องสาว แล้วก็พระราชินี แล้วก็ท่านสมุนเอกเอะเลคิส...วันนี้ถูกฆ่าไปหกคน”

ฟังแล้วเมลอสโกรธจัด “เป็นราชาที่เลวร้ายที่สุด ปล่อยเอาไว้ไม่ได้แล้ว”

เมลอสเป็นผู้ชายซื่อๆ เขาเอาของที่ซื้อขึ้นหลังแบก เดินดุ่มๆ เข้าไปยังปราสาทพระราชาทั้งอย่างนั้น เขาถูกทหารยามที่ออกลาดตระเวนจับตัวทันที หลังจากถูกสอบสวน เรื่องราวก็ใหญ่โตเพราะมีดาบสั้นอยู่ในกระเป๋าเสื้อของเมลอส เมลอสถูกนำตัวไปเฉพาะพระพักตร์พระราชา

“คิดจะเอาดาบสั้นนี้ไปทำอะไร พูดมา!” ดิโอนิสราชาทรราชถามจี้ด้วยเสียงเบาๆ ทว่าน่าคร้ามเกรง พระพักตร์ของราชาองค์ขาวเผือด รอยย่นหว่างคิ้วลึกราวกับถูกกรีดลงไป
“จะช่วยเมืองให้รอดพ้นจากราชาทรราช” เมลอสตอบอย่างไม่พรั่นพรึง
“การสงสัยจิตใจของคนเป็นอกุศลที่น่าอับอายที่สุด ราชาสงสัยแม้กระทั่งความภักดีของพสกนิกร”
“หุบปาก เจ้าคนถ่อย” ราชาทรงเงยพระพักตร์ขึ้นทันทีแล้วย้อน “ปากน่ะ จะพูดเรื่องบริสุทธิ์หมดจดแบบไหนก็ย่อมได้ สำหรับเรา เรามองทะลุถึงก้นบึ้งของจิตใจคน เจ้าเองก็เถอะ ตอนนี้ ต่อให้ถูกตรึงกางเขน แล้วร้องไห้ขอขมา เราก็จะไม่ยอมฟังหรอก”
“อ้า...องค์ราชาหลักแหลมนัก ไม่แปลกใจเลยที่ท่านช่างหลงตัวเองหนักหนา สำหรับข้า ข้าเตรียมตัวตายเอาไว้แล้วทีเดียว ข้าจะไม่ร้องขอชีวิตอย่างแน่นอน ขอแค่เพียง...”

ครั้นพูดค้างไว้เช่นนั้นแล้ว เมลอสก็หลุบตาลงที่เท้า ลังเลอึดใจเดียว “แค่เพียง ถ้าหากจะทรงมีเมตตาต่อข้าละก็ ขอเวลาสามวันให้แก่ข้าก่อนที่ข้าจะถูกประหาร ข้าแค่อยากจะให้น้องสาวเพียงคนเดียวได้แต่งงานเสียก่อน ภายในกำหนดสามวัน ข้าขอจัดพิธีแต่งงานที่หมู่บ้าน แล้วจะกลับมาที่นี่อย่างแน่นอน”

“เจ้าโง่” ราชาทรราชสรวลด้วยเสียงต่ำแปร่งปร่า “อย่าปดในเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ นกตัวน้อยที่ปล่อยไปแล้ว จะกลับมากระนั้นรึ”
“ใช่พะยะค่ะ จะกลับมา” เมลอสพูดยืนยันสุดแรงเกิด “ข้าจะรักษาสัญญา อนุญาตข้าแค่สามวันเท่านั้น น้องสาวกำลังรอการกลับมาของข้าอยู่ หากไม่ทรงสามารถเชื่อใจข้า งั้นก็ได้ ที่เมืองนี้ ข้ามีเพื่อนเป็นช่างทำหินชื่อเซลินุนทิวส์ เขาเป็นเพื่อนเพียงคนเดียวของข้า ข้าจะให้เขามาเป็นตัวประกันที่นี่ ถ้าข้าหนีไปแล้วไม่กลับมาที่นี่ ก่อนเย็นวันที่สาม ก็แขวนคนเพื่อนคนนั้นให้ตายเถิด ขอร้องละ ทรงทำเช่นนั้นด้วยเถิด”

พอได้ฟังดังนั้น พระราชาก็สรวลอย่างมีเลศนัยด้วยใจเหี้ยม อย่าบังอาจพูดจาไม่รู้ที่ต่ำที่สูง ถึงอย่างไรก็ไม่กลับมาอยู่แล้ว แต่แกล้งทำเป็นถูกหลอกด้วยเรื่องโกหกนี้แล้วปล่อยตัวไปก็สนุกดี ทำอย่างนี้แล้ว ค่อยฆ่าชายตัวตายตัวแทนในวันที่สามก็ดีเหมือนกัน

“เราฟังคำขอแล้ว เรียกตัวแทนคนนั้นมาก็ได้ จงกลับมาก่อนที่อาทิตย์จะตกดินในวันที่สาม ถ้าไม่ทัน เราจะฆ่าตัวตายตัวแทนนั่นแน่นอน แล้วความผิดของเจ้าก็จะได้รับการอภัยไปตลอดกาล”
“พระองค์ว่าไงนะ”
“ฮะ ฮ่า ถ้าคิดว่าชีวิตของตัวเจ้าเองมีค่า ก็มาให้ช้าเสียสิ เรารู้ใจเจ้าอยู่หรอก”

เมลอสเจ็บใจ กระทืบเท้าใส่ ไม่อยากพูดอะไรอีกต่อไป

กลางดึก เซลินุนทิวส์เพื่อนสมัยเด็กถูกเรียกตัวเข้ามายังปราสาทพระราชา แล้วเพื่อนรักกับเพื่อนรักก็ได้พบกันในรอบสองปีเฉพาะพระพักตร์ราชาทรราชดิโอนิส เมลอสล่าเรื่องทั้งหมดให้เพื่อนฟัง เซลินุนทิวส์พยักหน้าโดยไม่พูดอะไร แล้วสวมกอดเมลอสแน่น ระหว่างเพื่อนกับเพื่อน แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว

เซลินุนทิวส์ถูกจับมัด เมลอสออกเดินทางทันที ช่วงต้นฤดูร้อน ท้องฟ้าเต็มไปด้วยดวงดาว คืนนั้นเมลอสไม่นอนเลยแม้แต่งีบเดียว รีบเดินทางไปบนเส้นทางสิบลี้ และไปถึงหมู่บ้านในวันรุ่งขึ้นช่วงก่อนเที่ยง พระอาทิตย์ไต่ขอบฟ้าสูงแล้ว บรรดาคนในหมู่บ้านเริ่มออกไปทำงานที่ทุ่ง

น้องสาวอายุสิบหกปีของเมลอสก็เช่นกัน วันนี้นางออกไปเฝ้าฝูงแกะแทนพี่ชาย พอได้เห็นท่าทางเหนื่อยล้าอ่อนแรงของพี่ชายที่เดินอ่อนระโหยมาก็ตกใจ

เมลอสพยายามฝืนยิ้มแล้วตอบ “ยังมีธุระในเมือง เดี๋ยวจะต้องกลับไปที่เมืองอีกทันที พรุ่งนี้จะจัดพิธีแต่งงานของน้อง จัดเสียโดยเร็วย่อมดีกว่า”

น้องสาวหน้าแดง
“ดีใจใช่ไหม ซื้อชุดสวย ๆ มาให้ด้วยนะ เอาละ จากนี้ไปก็ไปบอกคนในหมู่บ้านให้รู้เสีย บอกว่าพิธีแต่งงานจะจัดพรุ่งนี้”

ครั้นแล้วเมลอสก็ออกเดินอีกอย่างไร้เรี่ยวแรง กลับไปที่บ้านแล้วประดับประดาหิ้งบูชาเทพเจ้าทั้งหลาย จัดเตรียมที่นั่งสำหรับงานเลี้ยงฉลอง อีกครู่เดียวก็นอนหงายลงบนพื้น หลับลึกราวกับไม่หายใจ

พิธีแต่งงานจัดขึ้นตอนกลางวันแสกๆ ช่วงที่การสาบานตนต่อหมู่มวลเทพเจ้าของคู่บ่าวสาวเสร็จสิ้น เมฆดำก็แผ่คลุมท้องฟ้า ฝนเริ่มลงเม็ดติ๋งๆ ไม่ช้าก็เทลงมาไม่ลืมหูลืมตา บรรดาคนในหมู่บ้านที่เข้าร่วมงานเลี้ยงฉลองรู้สึกถึงลางอะไรสักอย่างอันไม่เป็นมงคล แต่แม้กระนั้นก็ทำใจให้เบิกบาน อดทนต่อความร้อนอบอ้าวอึดอัดในบ้านแคบๆ ร้องเพลง ปรบมืออย่างร่าเริง

เมลอสรู้สึกว่าอยากจะอยู่ที่นี่ไปตลอดชีวิต หวังจะใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ตลอดไปกับคนประเสริฐเหล่านี้ ทว่าตอนนี้ร่างกายนี้ไม่ใช่ของตัวเองอีกต่อไป เหตุการณ์จะไม่เป็นอย่างที่ตัวเองคาดหวัง เมลอสให้กำลังใจตัวเองแล้วตัดสินใจว่าจะออกเดินทาง ยังมีเวลาเพียงพอก่อนตะวันจะตกดินในวันพรุ่งนี้ เมลอสคิดว่าจะนอนสักงีบแล้วค่อยออกเดินทางทันที

เมลอสยิ้มแล้วโค้งคารวะผู้คนของหมู่บ้าน แล้วออกไปจากงานเลี้ยง มุดเข้าไปในคอกแกะ นอนหลับลึกราวกับตายแล้ว

ตื่นขึ้นมาอีกทีก็เป็นเวลาเช้าของวันรุ่งขึ้น เมลอสผุดลุกตื่นขึ้นมา พลางคิดว่าคุณพระช่วย นอนนานเกินไปหรือนี่ ไม่สิ ยังไม่เป็นไรหรอก ถ้าออกเดินทางทันทีตั้งแต่ตอนนี้ จะไปทันเวลาถมเถตามที่สัญญาไว้ วันนี้อย่างไรเสียก็จะแสดงให้พระราชาได้ทรงเห็นการรักษาคำสัตย์ของคน และจะยิ้มร่า ปีนขึ้นไปบนฐานไม้กางเขน

เมลอสเริ่มเตรียมตัวอย่างไม่เร่งร้อน ฝนซาเม็ดลงมากแล้ว ครั้นเตรียมตัวเสร็จ เมลอสก็แกว่งแขนทั้งสองเป็นวงใหญ่พึ่บพั่บ ออกวิ่งราวกับลูกธนูพุ่งท่ามกลางสายฝน

ค่ำนี้ ฉันจะถูกฆ่า วิ่งเพื่อไปถูกฆ่า วิ่งเพื่อไปช่วยเพื่อนที่เป็นตัวประกัน วิ่งเพื่อไปทำลายล้างจิตใจชั่วร้ายของราชา ต้องวิ่ง

แล้วฉันก็จะถูกฆ่า จงรักษาเกียรติตั้งแต่ยังหนุ่ม ลาก่อนบ้านเกิด ชายหนุ่มเมลอสแปลบปลาบหัวใจ มีหลายต่อหลายครั้งที่เหมือนจะหยุดยืน แต่แล้วก็วิ่งไปขณะที่ส่งเสียงดังติเตียนตนเองว่า เฮ้ย เฮ้ย ไปด้วย

เมื่อใกล้จะถึงครึ่งหนึ่งของเส้นทางทั้งหมด ก็เกิดภับพิบัติอย่างไม่คาดฝันขึ้น ขาของเมลอสชะงักฉับพลัน ดูสิ แม่น้ำข้างหน้านั่น

ฝนที่กระหน่ำอย่างหนักเมื่อวานนี้ทำให้ตาน้ำบนภูเขาเอ่อล้น กระแสน้ำขุ่นคลั่กไหลกระแทกกระทั้นไปถั่งถมที่ปลายน้ำ โค่นสะพานลงด้วยแรงมหาศาลโพละใหญ่ น้ำเชี่ยวกรากแผดเสียงกระหึ่มโครมคราม ทลายคานรองสะพานกระเด็นกระดอนเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เขาตกตะลึงยืนตัวแข็ง กวาดตามองไปรอบๆ ทางโน้นทีทางนี้ที ตะโกนออกไปสุดเสียง ทว่าไม่มีเรือข้ามฟากเหลือให้เห็นแม้เงาเพราะถูกคลื่นซัดพัดพาไป แม้แต่วี่แววของหัวเรือก็ไม่มีให้เห็น ไม่ช้ากระแสน้ำก็เอ่อสูงดุจทะเล

เมลอสย่อตัวลงนั่งยองๆ ริมตลิ่ง แล้วน้ำตาลูกผู้ชายก็หลั่ง ขณะที่ยกมือขึ้นอ้อนวอนเทพเจ้าซูส

“โอ้พระองค์ ได้โปรดปรามกระแสน้ำบ้าคลั่งให้สงบลงด้วยเถิด เวลากำลังล่วงไปทุกที พระอาทิตย์ก็เข้าสู่ห้วงลึกของเวลากลางวันแล้ว ถ้าไปไม่ถึงปราสาทพระราชาก่อนพระอาทิตย์ตก เพื่อนที่แสนดีคนนั้นจะตายแทนข้าน้อย”

**********
คอลัมน์ญี่ปุ่นมุมลึก โดย ดร.โฆษิต ทิพย์เทียมพงษ์ แห่ง Tokyo University of Foreign Studies จะมาพบกับท่านผู้อ่านโต๊ะญี่ปุ่น ทุกๆ วันจันทร์ ทาง www.manager.co.th

Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...