xs
xsm
sm
md
lg

เมื่อบริษัทบอกว่า ไม่มีงานให้คุณทำแล้ว...

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


สวัสดีครับผม Mr. Leon มาแล้วครับ อาทิตย์ที่แล้วผมเกริ่นถึงหนังสือเรื่อง クビ!論。 Kubi ! ron ผู้เขียนคือคุณ 梅森浩一 Kouichi Umemori คนญี่ปุ่นเรียกเขาด้วยชื่อเล่นว่า Kubi Killer หรือนักไล่พนักงานออฟฟิศออก เขาบอกว่าเคยมีประสบการณ์ไล่พนักงานออกมามากกว่า 2 พันคน คุณ Kubi Killer ทำงานฝ่ายทรัพยากรบุคคล มาหลายบริษัท เช่น บริษัทหุ้นบ้าง ธนาคารต่างชาติที่มาทำธุรกิจที่ญี่ปุ่น บริษัทเหล่านั้นแม้ว่าระบบภายในจะเป็นแบบฝรั่งแต่พนักงานส่วนใหญก็เป็นคนญี่ปุ่นและอยู่ภายใต้กฏหมายแรงงานญี่ปุ่นครับ

ก่อนหน้านี้ผมเคยคุยกับนักเรียนของผม เธอทำงานเป็นล่ามที่บริษัทญี่ปุ่นในไทย เธอพูดกับผมว่า เธอนึกมาตลอดว่าคนญี่ปุ่นที่มาทำงานที่บริษัทลูกที่เมืองไทย แล้วทำผิดในเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเล็กน้อยหรือรุนแรง หรืออาจจะทะเลาะกับคนไทยหรือกระทำลวนลามคนไทย อะไรก็แล้วแต่ เป็นต้น พวกเขาจะได้รับความคุ้มครองจากบริษัทแม่ที่ญี่ปุ่นโดยใช้กฏหมายแรงงานญี่ปุ่นใช่ไหม ผมตอบว่าใช้กฏบริษัทที่ไทยนะครับ เช่นกันกับกรณีข้างบนเกี่ยวกับกรณีของคุณ Kubi Killer แม้ว่าจะทำงานบริษัทตะวันตกที่ตั้งอยู่ภายใต้กฏหมายแรงงานญี่ปุ่น บางทีอยากจะไล่ออกกันตรงๆ ยื่นซองขาวแล้วขอให้เซ็นใบลาออกก็เป็นอันจบแบบที่คิดนั้นมันไม่ใช่เลย ถ้ายังอยู่ภายใต้กฏหมายแรงงานญี่ปุ่นที่คุ้มครองแรงงานมากเรื่องไล่คนออกนี่ที่จริงยากมากๆ

แล้วคุณ Kubi Killer เขาใช้เทคนิคแบบไหนบ้างในการไล่คนออกได้มากขนาดนี้ หนึ่งในเทคนิคนั้นเขาบอกว่าเมื่อเขาได้รับคำสั่งจากหัวหน้าว่าต้องการไล่ใครออก เขาจะเรียกเป้าหมายท่านนั้นมาเข้าห้องเย็น คือห้องแคบๆ ที่มีพื้นที่ให้นั่งคุยกันได้ประมาณ 3 คนคือ พนักงานเป้าหมายที่ต้องการให้ออก สมมุติว่าชื่อ นาย A , คุณ Kubi Killer , และพนักงานสาวสวยอีกคนที่จะเข้าไปนั่งข้างๆ คุณ Kubi Killer

เมื่อบทสนทนาเริ่มขึ้น คุณ Kubi Killer จะบอกนาย A ว่า: ต้องขอแสดงความเสียใจด้วยนะ การทำงานของคุณจบแล้ว!!

แน่นอนว่าไม่ว่าจะนาย A หรือคนที่รู้ตัวว่าจะถูกไล่ออกที่สถานการณ์นี้ก็อาจจะพูดอะไรๆ หลายอย่างแล้วแต่คน เช่น อะไรกัน, ผมไม่เข้าใจ ,นี่จะไล่ผมออกหรอ เป็นต้น ต่างๆ นานา แต่ทุกคนต้องตกใจและเสียใจแน่ๆ ที่อยู่ๆ ได้ยินเช่นนี้ หรือไม่บางคนอาจจะอารมณ์ขึ้นคือโกรธนั่นเอง

คุณ Kubi Killer จะบอกต่อว่า ไล่ออกหรือไม่ไม่เกี่ยวแต่บริษัทไม่มีงานให้คุณทำแล้ว .. เป็นอันจบ

แล้วเพื่อนๆ ละครับ ถ้าบริษัทบอกว่า ไม่มีงานให้คุณทำแล้ว... คุณจะทำอย่างไร?!

ส่วนผลจากการพูดคุยในห้องเย็น ถ้าเป็นคนญี่ปุ่นทั่วไปส่วนใหญ่จะแสดงสปิริตแบบการบูชิโด 武士道 Bushidō หรือที่หมายถึง "วิถีแห่งนักรบ" คือจรรยาบรรณแบบญี่ปุ่นและวิถีชีวิตแบบซามูไร บูชิโดจะเน้นแสดงความภักดี จะสอนให้ยึดมั่นต่อความซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ และจงรักภักดีหัวหน้าหรือสมัยก่อนคือภักดีต่อเจ้าผู้ครองเมือง เป็นต้น หลักการและคุณสมบัติของการบูชิโด ถือว่ามีส่วนดีหลายส่วนที่น่านำไปปฏิบัติ เช่น ความยุติธรรม,ความกล้าหาญ , ความเมตตากรุณา, ความนับถือซึ่งกันและกัน, ความซื่อตรง, ความมีเกียรติ,ความจงรักภักดี

ในกรณีนี้พนักงานที่ถูกแจ้งให้ออกจะทำการ ก้มหัวคำนับแล้วขอบคุณแล้วเดินจากไป ง่ายดีน้อ !! แล้วคนอื่นเค้าง่ายแบบนี้ไหม ไม่ครับ ..ถ้าเป็นกรณีห้องเย็นกับคนฝรั่ง เขาบอกค่อนข้างยาก มีหลากหลายข้อต่อรองเช่น เรียกร้องขอเงินค่าจ้างอย่างน้อย 2 ปีขึ้นไป บางคนข่มขู่และไม่ยอม บางเคสย้ายบ้านมาอยู่แมนชั่นหรูหรากลางเมืองโตเกียวและตกแต่งห้องใหม่ตามสไตล์ที่ตนเองชอบ พอจะโดนให้ออกจากงานก็เรียกร้องค่าเปลี่ยนสภาพห้องให้กลับเป็นแบบเดิมก่อนที่ตัวเองจะตกแต่ง บางคนต่อรองขอให้เวลาตนเองหางานใหม่ก่อนโดยให้บริษัทเดิมช่วยจ่ายเงินเดือนไปเป็นระยะเวลาตามที่ตนจะหางานได้ โดยเขาจะใช้คอนเน็คชั่นลูกค้าเดิมๆ ที่เคยมีหางานทั่วไป อาจจะย้ายไปต่างประเทศเลยก็ได้

ณ ตอนที่ คุณ Kubi Killer เขาเขียนหนังสือเล่มนี้เศรษฐกิจญี่ปุ่นยังดีอยู่เลย ตอนนั้นมีแต่คนคาดการณ์ว่าเรื่องการเงิน เรื่องไฟแนนซ์ เรื่องเศรษฐศาสตร์ ชั้นนำของโลกคงจะมีเมืองใหญ่ๆ อย่างนิวยอร์ค ลอนดอน และคนคาดการณ์ว่า เมืองต่อไปคงเป็นโตเกียว แต่แล้วก็ไม่ใช่เพราะไปบลูมเอาที่สิงคโปร์ ขนาดธนาคารซิตี้แบงค์ยังไม่มีสาขาที่ญี่ปุ่นแล้ว ผมยังเห็นที่เมืองไทยอยู่เลย

เนื่องจากการทำงานแบบคุณ คุณ Kubi Killer นี้อาจเจอรีแอคชั่นจากหลายๆ เคสนั่นเองเวลาเข้าห้องเย็นจึงต้องเอาสาวสวยเข้าไปนั่งด้วยเพื่อลดความตึงเครียด และป้องกันการทะเลาะวิวาท เพราะถ้ามีทะเลาะขึ้นมาแล้วสาวโดนลูกหลงนี่ก็ยิ่งเป็นประเด็นเล่นพนักงานเป้าหมายคนนั้นได้อีก

แต่ในห้องเย็นบางทีก็มีเรื่องแอบขำที่ คุณ Kubi Killer เล่าคือ การใช้คำพูดในการสนทนาก็ต้องคุมโทนให้น่าเกรงขาม บางทีใช้คำอ่อนโยนเกินไป คนฟังน้ำตาแตก ต้องเอาทิชชู่ให้เช็ดน้ำตา ในห้องจึงต้องมีกล่องทิชชู่อยู่เสมอ เขาบอกว่า เงินค่าทิชชู่นี่แหละถ้าบริษัทออกให้ก็คงจะดีไม่น้อย ทุกวันนี้ออกเงินซื้อเอง!! โถ..น่าสงสารจริงๆ

ไฮไลต์ของหนังสือที่เขาเขียนคือ คุณ Kubi Killer ไล่คนออกเยอะจนสุดท้ายตัวเองก็ต้องออกไปด้วย !! วันหนึ่งเขาตระหนักขึ้นมาว่า ไม่ใช่ว่าชอบหรือไม่ชอบงานแต่วันหนึ่งหลังจากกลับมาถึงบ้าน หลังจากเลิกงานที่ยุ่งวุ่นวายมาตลอดเขาเห็นลูกชายตัวเองนอนหลับ โดยที่ไม่ค่อยได้มีโอกาสเจอหน้าและพูดคุยกันนักในแต่ละวันๆทำให้เขารู้สึกขึ้นมาเองว่า งานที่นี่น่าจะพอแค่นี้แหละ แล้วเขาก็ไม่อยากทำงานที่นี่แล้ว เขาจึงเดินไปบอกหัวหน้าในวันรุ่งขึ้นว่า ไล่ผมออกจากงานได้ไหม หัวหน้าก็ไม่อยากให้ออกนักหรอก แต่สุดท้ายก็ได้ออกโดยได้ข้อเสนอที่ดีเพียงพอ จากประสบการณ์หลายเคสที่เขาเคยยื่นข้อเสนอมาก็ได้เอามาใช้กับตนเองจนได้

เขาเล่าต่อว่าจากนั้นไม่นานก็ได้งานใหม่ที่บริษัทของชาติฝรั่งเศส ทำงานสไตล์เดิม แต่ทำที่นั่นอยู่ได้แค่ไม่ถึงเดือน เพราะอะไรเพราะว่าเอาคนออกจนไม่มีงานจะทำแล้วหัวหน้าใหม่เลยบอกว่าจัดงานเลี้ยงส่งท้ายให้คุณกันเถอะ !! หลากหลายนะครับเรื่องการงานนี่

พูดถึงเรื่องการไล่คนออกเนี่ย เริ่มมีตั้งแต่ช่วงยี่สิบกว่าปีก่อนช่วงที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นเริ่มฟองสบู่แตก แต่ในเหตุการณ์การไล่คนออกนั้นก็มีเรื่องเล่าถึงสปิริตของคนญี่ปุ่นหลายๆ อย่าง เช่นบูชิโดอย่างที่เล่าไป และเรื่องการแสดงความรับผิดชอบของหัวหน้า เช่น กรณีที่มีการไล่ลูกน้องใต้บังคับบัญชาของตนออกไป บางทีหัวหน้าก็แสดงความรับผิดชอบด้วยการขอลาออกไปด้วย เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นเยอะสมัยก่อน คนใกล้ชิดที่ครอบครัวผมก็มีกรณีแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออก เช่นนี้เหมือนกัน แต่บางทีผมก็ไม่เข้าใจว่าถ้าแค่ลาออกเพื่อให้เกิดความสบายใจ มันใช่เหรอ คุณ Kubi Killer ก็เขียนไว้ในมุมมองเดียวกันว่า ถ้าหัวหน้าแสดงความรับผิดชอบโดยการลาออกด้วย ในเรื่องที่ทำให้ลูกน้องถูกไล่ออกนั้น บางทีก็ดูไม่มีเหตุผลนัก

มาถึงกรณีที่มีพนักงานเดินมาขอลาออกเองบ้าง บริษัทที่ผมเคยทำงานถ้ามีคนมาขอลาออกเองโดยคนนั้นมีอายุงาน มากกว่า 20 ปี หรือทำงานที่เดิมมาจนผ่านล่วงเลยมาจนเข้าช่วงอายุ 40 ปีกว่า ถ้าขอลาออกเองจะต้องมาปรึกษาหัวหน้าว่าจะขอลาออกจากงาน ต้องมาขอลาตั้งแต่ต้นๆ เดือนมิถุนายน ถ้าหัวหน้าอนุมัติจะสามารถลาออกได้วันสุดท้ายที่สิ้นสุดปีงบประมาณประจำปีคือประมาณปลายเดือนมีนาคม ถ้าทำเช่นนี้จะได้รับเงินสมทบจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือเงินที่สะสมจากการทำงานมากขึ้นกว่าเดิมอีกหนึ่งเท่า เช่น เดิมจะได้ที่ หนึ่งล้านบาท ก็จะได้ที่สองล้านบาท

พวกที่อายุมากๆ สนใจระบบการลาออกแล้วได้เงินสมทบจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เพิ่ม ยิ่งใครอายุมากทำงานมานานยิ่งได้เงินสมทบจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เยอะขึ้น วันที่ผมเข้าไปทำงานที่ออฟฟิศปีแรก ช่วงที่มีงานเลี้ยงต้อนรับพนักงานใหม่ มีแต่คนพูดเรื่องการลาออกและเรื่องกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ บางคนคำนวณไปมาว่า ได้เงินก้อน แต่ถ้าทนทำงานไปก็ได้เงินเดือนรวมกันแต่ละปีก็มากอยู่ ลาออกหรือทนทำงานอันไหนจะคุ้มกว่ากัน คือผมเพิ่งเข้าใหม่เจอแต่ละคนจับกลุ่มคุยเรื่องลาออกกันทุกคนนี่ก็งงปนแปลกใจนะครับ จะพูดไปที่จริงคนญี่ปุ่นไม่ชอบการทำงานนะเออ ที่ทำอยู่นี่หน้าที่ล้วนๆ

ส่วนตัวผมเองฟังแล้วอยากใช้ระบบอัพเงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพนี้มากๆ แต่ถ้าจะให้รอกว่าจะถึงอายุ 40 ปีนี่ส่วนตัวแล้วรู้สึกว่าน่าเหน็ดเหนื่อยใจมากไป พอผมทำงานได้สักพักผมก็มีความรู้สึกว่าอยากลาออกมาก ยังสนใจเรื่องลาออกแล้วได้เงินสมทบจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมากกว่าเดิมอีกเท่า วันหนึ่งผมจึงโทรไปสอบถามที่แผนกบุคคล โดยเลือกสถานที่ที่คิดว่าปลอดคนแน่ๆ ขึ้นไปชั้นบนสุดของตึกฝั่งตรงข้ามของออฟฟิศ ผมโทรไปเจอแผนกบุคคลแต่คนที่รับสายดันเป็นเพื่อนรุ่นเดียวที่เข้างานมาพร้อมกัน ผมก็ตกใจสิเจอคนที่รู้จักแต่ผมพยายามไม่บอกชื่อและเอาผ้าปิดโทรศัพท์ไว้เพราะว่าถ้าเขารู้ว่าผมเป็นใครเป็นเรื่องไม่ดีแน่ เพราะอย่างที่เคยบอกไปเสมอๆ ว่าระบบการทำงานที่ญี่ปุ่นจะทำที่ใดที่หนึ่งไปตลอดจนเกษียณ เสมือนมีความจงรักภักดีต่อองค์กร ดังนั้นถ้าข่าวรั่วไปว่าจะลาออกถือว่าไม่ค่อยดีต่อตัวเองแน่ๆ หรือเปรียบเทียบกับคนเป็นแฟนกันถ้าพูดบอกเลิกกันสักครั้งความรู้สึกก็ไม่ค่อยดีแล้วล่ะใช่ไหมครับ สรุปว่าฝ่ายบุคคลบอกว่าลาออกก่อนอายุ 40 ไม่ได้สวัสดิการเรื่องเพิ่มเงินสมทบแต่อย่างใด ..แต่สุดท้ายผมก็ลาออกก่อน 40 จนได้

สำหรับความคิดผม ผมไม่คิดว่าระบบการทำงานที่ใดที่หนึ่งตลอดชีพแบบระบบญี่ปุ่นเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ผมยังคิดว่าการได้มีโอกาสหางานใหม่เพื่อพัฒนาตนเองแบบที่เมืองไทยทำเป็นสิ่งที่ดีนะครับ ถ้าที่ญี่ปุ่นมีระบบที่ว่าจะให้คนออกจากงานแล้วเสนอเงินเดือนล่วงหน้าสัก 10-20 เดือนน่าจะดีกว่าการกดดันหรือกลั่นแกล้งให้ออกไปเอง ส่วนคนที่ได้รับซองขาวให้ลาออกก็คงจะได้ไปพัฒนาทักษะด้านอื่นเพื่อก้าวเดินต่อไป ดีกว่าทำงานอยู่ที่เดิมไปนานๆ จนแก่และทักษะน้อยลงจะไปทำอะไรอย่างอื่นก็ไม่ได้อีกแล้ว วันนี้สวัสดีครับ
Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...