xs
xsm
sm
md
lg

แพ้ยา เสี่ยงถึงตาย

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


การแพ้ยาคืออะไร?
การแพ้ยาเป็นปฏิกิริยาที่ร่างกายตอบสนองต่อยา (ซึ่งเป็นสิ่งแปลกปลอม) ผ่านระบบภูมิคุ้มกันให้สร้างสารเคมีบางอย่างออกมาเพื่อตอบสนองและทำลายสารแปลกปลอมนั้น สารเคมีที่ออกมาก็จะทำให้เกิดอันตรายแก่ร่างกายด้วย ทำให้ปรากฏเห็นอาการทางคลินิกบางอย่างที่เป็นสัญญาณของการแพ้ เช่น หลอดลมตีบ ปากบวม ตาบวม เลยไปถึงการแพ้แบบรุนแรงจนเสียชีวิตได้

การแพ้ยาทำไมจึงสำคัญ?
เพราะการแพ้ยาเป็นการตอบสนองของร่างกายต่อยา (ที่แพ้) ทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ต่างๆ ตามมา หลายครั้งถึงแก่ชีวิต หรือเกิดความพิการอย่างถาวร ซึ่งเราอาจพบเห็นกรณีตัวอย่างของการแพ้ยาอย่างรุนแรงตามสื่อมาแล้ว

ทำไมเราจึงแพ้ยา?
การแพ้ยาหลายครั้งเป็นปฏิกิริยาที่ทำนายไม่ได้ (unpredictable or unpreventable) ต่างจาก “อาการข้างเคียง” (side effects) ของยา ซึ่งเป็นผลที่ทำนายได้ ป้องกันได้ เช่น กินยาแก้แพ้ CPM แล้วง่วงนอน มีหลายทฤษฎีที่อธิบายกลไกของการแพ้ยา (ที่เกี่ยวข้องกับการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันในแง่มุมต่างๆ) ซึ่งหลักการโดยละเอียดจะไม่กล่าวขอกล่าวถึงในทีนี้ แต่สิ่งที่จะเน้นคือ การได้รับยา หรือสารเคมี หรือ อาหารใดๆ ที่ร่างกายแพ้ซ้ำเป็นครั้งที่สอง สาม หรือมากกว่านั้น ผลลัพธ์ของการแพ้จะรุนแรงกว่าเดิม และความเร็วของการเกิดอาการแพ้ก็จะเกิดขึ้นเร็วกว่าเดิม

สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะ กลไกของการแพ้ยาจะเกี่ยวข้องกับเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันหลายชนิด ซึ่งเซลล์เหล่านี้มีคุณสมบัติพิเศษคือ “สามารถจดจำได้” เหมือนที่เราจำหน้าคนที่เราไม่ชอบได้ เมื่อได้รับสารที่แพ้ครั้งแรก ร่างกายจะเกิดการตอบสนองในระดับหนึ่งและมีการจดจำไว้ พอมีการได้รับสารที่แพ้นั้นอีกเป็นครั้งที่สอง ร่างกายจะตอบสนองเร็วขึ้นกว่าเดิมและรุนแรงกว่าเดิมไปเรื่อยๆ ตามจำนวนครั้งของการได้รับสารที่แพ้นั้นซ้ำๆ

ดังนั้นจึงเป็นเหตุผลว่า ทำไม “เราต้องทราบและจดจำประวัติการแพ้ยา/อาหาร/สารเคมี ของเรา” เพื่อหลีกเลี่ยงการได้รับซ้ำและเกิดปฏิกิริยาที่รุนแรง

อย่างไรก็ตาม ด้วยวิทยาการที่ก้าวหน้า ทำให้เกิดองค์ความรู้ทางด้าน “เภสัชพันธุศาสตร์” (Pharmacogenomics) ขึ้นมาเพื่อตอบคำถามที่สงสัยกันมานานว่า “ทำไมบางคนกินยานี้ในขนาดยาที่เท่ากัน บางคนได้ผล บางคนไมได้ผล บางคนเกิดพิษจากยา” หรือ “ทำไมบางคนกินยานี้แล้วไม่แพ้ บางคนกินแล้วแพ้จนเสียชีวิต”

จากการศึกษาในระดับลึก พบว่า ปัจจัยทางพันธุกรรมมีส่วนเกี่ยวข้องกับการแพ้ยาบางชนิดอย่างจำเพาะ โดยเรามีข้อมูลว่า ผู้ที่มีลักษณะทางพันธุกรรมที่มี marker ของ HLA เป็นแบบ HLA-B*15:02 จะมีความเสี่ยงในการกินยา carbamazepine แล้วเกิดอาการแพ้แบบ Stevens-Johnson Syndrome (SJS) สูงกว่าคนที่ไม่มีลักษณะทางพันธุกรรมดังกล่าว ประมาณ 2500 เท่า หรือผู้ที่มีลักษณะทางพันธุกรรมที่มี marker ของ HLA เป็นแบบ HLA-B*58:01 ก็มีความเสี่ยงในการเกิดอาการไม่พึงประสงค์ที่รุนแรงจากการกิน allopurinol

จากองค์ความรู้นี้ทำให้เราสามารถตรวจสอบยีนก่อนการให้ยา เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดการแพ้ตามมาได้

แล้วเราจะหลีกเลี่ยงการแพ้ยาซ้ำได้อย่างไร?
แนวทางที่พอช่วยได้เป็นดังนี้

พยายามจดจำลักษณะ หรือชื่อยาที่เคยกินแล้วเกิดอาการแพ้

หากได้รับยาครั้งแรก เมื่อกินแล้วเกิดอาหารผิดปกติควรสอบถามแพทย์หรือเภสัชกร

หากทราบแล้วว่าตนเองแพ้ยาอะไร หรือผ่านการประเมินจากเภสัชกรแล้วในเรื่องการแพ้ยา เภสัชกรจะออกใบเตือนเรื่องยา หรือ บัตรแพ้ยา ซึ่งผู้ที่มีประวัติแพ้ยาต้องนำติดตัวตลอดและ “ต้อง” แจ้งแพทย์ เภสัชกร พยาบาล หรือบุคลากรทางการแพทย์ “ทุกครั้ง” อย่าคิดว่าบุคลากรจะทราบแล้วจากประวัติ

หลีกเลี่ยงการซื้อยากินเอง เพราะการแพ้ยานั้น มีสิ่งที่เรียกว่า “การแพ้ยาข้าม” (cross allergy) ได้ อันเนื่องมาจาก โครงสร้างของยาที่มีความคล้ายคลึงกัน

“แพ้ยาอาจถึงชีวิต ระวังสักนิดเมื่อใช้ยา”


กำลังโหลดความคิดเห็น...